ตอบข้อสงสัย เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. ทำไมให้ลูกกินแต่นม จนถึง 6 เดือน

จริงๆแล้ว กระเพาะของทารกแรกเกิด มีขนาดเล็กมากค่ะ โดยในช่วงแรกเกิด ขนาดกระเพาะของทารกจะมีขนาดเท่ากับลูกเชอร์รี่ และขนาดของกระเพาะจะค่อยๆขยายขึ้นช้าๆ เท่ากับขนาดของ ไข่ไก่ ประมาณ 1 เดือน หลังคลอด

นอกจากนี้ ตับอ่อนของทารกยังทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้การหลั่งน้ำย่อยไม่สมบูรณ์เช่นกัน แปลง่ายๆคือ ย่อยไม่เก่ง ธรรมชาติจึงสร้าง นมแม่ ให้เหมาะกับระบบย่อยของทารกตั้งแต่แรกเกิด ทั้งย่อยง่าย ดูดซึมง่าย และ มีปริมาณน้ำและสารอาหารครบถ้วน พอเหมาะกับความต้องการของทารก
นมแม่มีคุณสมบัติ Hypo-Allergenic (H.A.) ที่อ่อนโยนต่อระบบภูมิคุ้มกันของทารก นมแม่ อุดมไปด้วยสารเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ที่ช่วยให้ระบบป้องกันโรคของลูกแข็งแรงขึ้น มีโปรตีนบางส่วนที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลงตามธรรมชาติ หรือ PHP (Partially Hydrolyzed Proteins) ที่ช่วยลดภาระงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้ลูกสบายท้องและย่อยโปรตีนได้ดีขึ้น พร้อมกันนี้ นมแม่ยังเป็นแหล่งของจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง โพรไบโอติก บีแล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกันลำไส้ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ และช่วยให้ลูกเจ็บป่วยน้อยลงในวัยทารก
และที่สำคัญ นมแม่อุดมด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด มีสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการสมอง เช่น ดีเอชเอ (DHA), โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) และ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งมีบทบาทในการสร้างปลอกประสาทไมอีลิน ช่วยให้การส่งสัญญาณประสาทของสมองเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกเรียนรู้ จดจำ และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ได้ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต
ในทางกลับกัน บางคนที่มีความเชื่อผิดๆว่า ทารกกินแต่นมไม่น่าอิ่ม และพยายามหาป้อนอาหารอื่นๆให้ทารก ทั้งที่กระเพาะยังไม่สามารถจุปริมาณได้เพียงพอ เมื่อป้อนอาหารอื่นๆ เช่น กล้วย หรือข้าว ที่มีสารอาหารต่ำกว่านมแม่ ทำให้กระเพาะเต็มเร็ว ทั้งที่สารอาหารยังไม่พอ อาจทำให้ทารกขาดสารอาหารได้
นอกจากนี้ การป้อนอาหารอื่นๆ ที่ทารกยังไม่พร้อมจะย่อย เนื่องจากน้ำย่อยยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้อาหารเหล่านี้ไม่ ย่อย เกิดลำไส้อุดตันได้ ทำให้ทารกมีอาการท้องอืด ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ ซึ่งสามารถเสียชีวิตได้ จากที่เคยมีข่าวปรากฎอยู่ โดยตับอ่อนจะเริ่มหลั่งน้ำย่อยตอนประมาณ 4 เดือน ดังนั้น จึงเป็นที่มาว่า ทำไมปัจจุบัน เราควรให้ทารกกินแต่นม จนถึง 6 เดือนค่ะ
2. หลังฉีดวัคซีน ต้องปั๊มนมทิ้งไหม

หลังฉีดวัคซีนใดๆ ไม่ว่าจะเป็น วัคซีน Covid19 หรือวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไม่ต้องปั๊มนม ทิ้งค่ะ เนื่องจากเชื้อที่นำมาทำ วัคซีน เป็นเชื้อที่ทำให้อ่อนฤทธิ์อยู่แล้ว ก่อโรคไม่ได้ เมื่อแม่ฉีดวัคซีน และให้นมลูก จะไม่ส่งผ่านเชื้อ ก่อโรคไปยังลูกแน่นอน

ถึงแม้ว่า หลังฉีดวัคซีนอาจมีอาการไม่สบายตัว มีไข้ ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด ก็ยังสามารถให้นมแม่ได้ค่ะ ทารกจะไม่ติดไข้จากแม่ เนื่องจากไข้ของแม่เกิดจากปฏิกิริยาของ ภูมิต้านทานโรคที่กำลังทำงาน และไข้นี้ไม่สามารถส่งผ่านทางน้ำนม ไปสู่ลูกได้
3. แม่ไม่สบายให้นมได้ไหม

ตามปกติแล้ว ไม่ว่าคุณแม่จะมีอาการไม่สบาย เป็นหวัด มีไข้ ท้องเสีย เชื้อเหล่านี้ ไม่ได้ผ่าน ทางน้ำนมดังนั้น เมื่อแม่ไม่สบายด้วยอาการทั่วๆ ไปเหล่านี้ยังสามารถให้นมแม่ได้ค่ะ แต่ควรระวังการติดลูกทางอื่นแทนค่ะ เช่น หวัด ไม่ได้ติดทางการให้นม แต่ลูกอาจติดจากการไอจามหายใจรดกัน ดังนั้นขณะให้นมควรล้างมือให้สะอาด หรือใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันการไอจามใส่ลูก หรือหากแม่เป็นเริม / สุกใส ก็ยังสามารถให้นมได้ เพราะเชื้อไม่ผ่านน้ำนม แต่ลูกอาจติดได้ทางการสัมผัส ดังนั้นควรระวังลูกสัมผัสโดนตุ่มน้ำของเรา ต้องล้างมือก่อน ให้นม อาจใช้การปั๊มนมให้ลูกกินแทนการกินจากเต้าก็ได้ค่ะ หากมีตุ่มขึ้นบริเวณใกล้กับเต้านมด้วย หากคุณแม่ให้นมจำเป็นต้องกินยา แนะนำให้ปรึกษา บุคลากรทางการแพทย์
4. นมแม่ใส แปลว่า ไม่มีสารอาหาร?
ในนมแม่ ทุกๆครั้งที่หลั่งออกมา จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนหน้า กับส่วนหลัง ซึ่งรู้ไหมคะ ว่า ส่วนประกอบไม่เหมือนกัน

นมแม่ส่วนหน้า (foremilk)
มีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ดังนั้นจึงดูใส แต่จริงๆแล้วมีสารอาหารเต็มเปี่ยม ทั้งน้ำตาลแลคโตสที่เป็นสารอาหาร ที่สำคัญของสมอง โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น สำหรับการเติบโต

นมส่วนหลัง (hindmilk)
มีส่วนประกอบหลักเป็นไขมัน ทำให้ข้นหนืดกว่า แต่คุณแม่หลายคนที่ปั๊มไม่เกลี้ยงเต้า หรือให้ลูกกินจากเต้าจะไม่เห็นว่ามีนมส่วนนี้ จึงทำให้เข้าใจ ผิดว่านมแม่มีแต่ใสๆได้ค่ะ
นอกจากนี้สารอาหารหลายตัว เป็นสารอาหารที่ละลายในน้ำ ดังนั้นจึงใส และไม่จำเป็นต้องเป็นตะกอนให้เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งสารอาหารหนึ่งที่สำคัญมาก และมองไม่ เห็นด้วยตาเปล่าจริงๆ นั่นคือ ภูมิต้านทานจากแม่ค่ะ ที่ส่งผ่านทางน้ำนมสู่ลูก ดังนั้น หมอจึงยืนยันว่า นมแม่ที่ใส ก็มีสารอาหารครบถ้วน แน่นอนค่ะ
5. หลัง 6 เดือน นมแม่มีสารอาหาร น้อยลงจริงหรือ?

หลัง 6 เดือน นมแม่ ยังมีประโยชน์เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้ลดคุณค่าทางสารอาหารลง แต่เด็กหลัง 6 เดือน ต้องการสารอาหารที่มากขึ้น เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต และพัฒนาการที่มากขึ้น โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ที่ต้องการมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่เด็กต้อง “กินเพิ่ม” เริ่มกินอาหารตามวัยเมื่ออายุครบ 6 เดือน แต่ไม่ได้แปลว่า นมแม่ “มีสารอาหารน้อยลง”
มันไม่เกี่ยวกันเลยค่ะ นมแม่ยังคงมีสารอาหารครบถ้วน และมีสิ่งที่จำเป็นสำหรับ ลูกเช่นเคย นั่นคือ ภูมิต้านทานที่ส่งผ่านจากนมแม่สู่ลูก ดังนั้น หลัง 6 เดือน แม่ท่านไหนที่ยังมีนมแม่อยู่ ยังไม่จำเป็นต้องเลิกนะคะ ยังสามารถให้นมลูกต่อได้ยาวๆ ตราบที่แม่ยังไหว ได้เลยค่ะ
6. แม่ให้นม กินกาแฟได้ไหม
โดยทั่วไปแล้ว คุณแม่ให้นมสามารถดื่มกาแฟได้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไปได้ค่ะ โดยดูจากปริมาณของคาเฟอีนในเครื่องดื่ม เป็นหลัก แต่นอกจากกาแฟแล้ว ชาและช็อคโกแลตก็เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเช่นกัน ต้องอย่าลืมจำกัดปริมาณด้วยเช่นกันค่ะ
ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำคือ ไม่เกิน 200 มก.ต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับ (โดยประมาณ เนื่องจากปริมาณคาเฟอีนขึ้นกับหลายปัจจัย)


กาแฟชองพร้อมชง 3 ซอง

น้ำอัดลมสีดำ 6 กระป๋อง

อเมริกาโน่ 1 แก้ว

ลาเต้ 3 แก้ว
คาเฟอีนมีผลต่อทารกอย่างไร
คาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้ทารกกระสับกระส่าย ร้องกวน งอแง หัวใจเต้นเร็ว หรือนอนไม่หลับได้ค่ะ โดยคาเฟอีนสามารถอยู่ในร่างกายคุณแม่ได้ 4-6 ชั่วโมง สูงสุดในช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังดื่ม และความไวต่อคาเฟอีนของทารกแต่ละคน อาจไม่เท่ากัน ดังนั้นนอกจากจำกัดปริมาณคาเฟอีนต่อวันแล้ว คุณแม่อาจสังเกตอาการของลูกหากกระสับกระส่ายมาก ควรปั๊มนมทิ้งในช่วง 4-6 ชั่วโมงหลังดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทิ้งได้ค่ะ
7. โด๊ปอะไรดี ให้มีน้ำนมเยอะๆ
จริงๆแล้วสูตรการเพิ่มน้ำนม มีเยอะมาก แต่หมอขอแนะนำ “ตัวช่วย” มาให้แม่ๆเช็กลิสต์ตัวเองกันดูค่ะ

1. ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ
อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของคนที่ให้นมค่ะ เนื่องจากถ้าปริมาณน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ บำรุงด้วยอย่างอื่นยังไง นมแม่ก็มา น้อยได้เพราะปริมาณน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ นอกจากนี้การฝืนปั๊มนมเยอะทั้งที่ดื่มน้ำไม่พอ จะทำให้ร่างกายของแม่ขาดน้ำ และยิ่งทำให้สุขภาพของแม่ทรุดโทรมเร็วขึ้นด้วยค่ะ โดยปริมาณที่แนะนำคือ มากกว่า 2-3 ลิตรต่อวันค่ะ
2. สมุนไพรที่มีฤทธิ์กระตุ้นน้ำนม
ที่นิยมนำมาใช้ เช่น ลูกซัด หัวปลี น้ำขิง ฯลฯ สามารถใช้ร่วมกันได้ค่ะ แต่ควรควบคู่กับการดื่มน้ำให้เพียงพอ กระตุ้นเต้านมสม่ำเสมอทุก 3 ชั่วโมง และพักผ่อนให้เพียงพอ ถึงจะเห็นผลค่ะ
สิ่งสำคัญคือ คุณแม่ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วย ด้วยการปรับสภาพอารมณ์ พยายามไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากสุขภาพที่ทรุดโทรมและฮอร์โมนความเครียดก็ทำให้น้ำนมมาน้อยได้ค่ะ และสุดท้าย หากคุณแม่ยังกังวลใจเรื่องน้ำนมน้อยควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ค่ะ
8. สูตรปั๊มให้น้ำนมแม่ ไหลมาเทมา
สำหรับแม่ๆสายปั๊ม ที่อยากให้น้ำนมมาเยอะๆ วิธีคือ
1. ปั๊มนมทุก 3 ชั่วโมง

เพื่อกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน oxytocin ให้สม่ำเสมอ ทำให้น้ำนมแม่ไหลดี ต่อเนื่องได้ค่ะ
2. ปั๊มทีละ 2 ข้าง พร้อมกัน

หรือกรณีที่ให้ ลูกเข้าเต้า อาจใช้เครื่อง ปั๊มนมปั๊มอีกข้างพร้อมกัน เพื่อหลอกร่างกายว่า มีลูกแฝด ทำให้ร่างกาย ต้องเพิ่มการผลิตน้ำนม
3. สูตรปั๊ม แบบ Power Pump (20-10-10-10-10)
วิธีทำคือ ปั๊มนมทีละ 2 ข้าง ปั๊มแล้วพักเป็นรอบๆ โดยปั๊ม 20 นาที - พัก 10 นาที - ปั๊ม10นาที - พัก 10 นาที - ปั๊ม 10 นาที นับเป็น 1 เซ็ต ทำ Power Pump วันละ 1-2 เซ็ต
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกเครื่องปั๊มนมให้เหมาะกับเราด้วยค่ะ เลือกกรวยปั๊มนมที่มีขนาดเหมาะสม เนื่องจากถึงใช้สูตร ปั๊มทุกสูตรแล้ว แต่หากกรวยปั๊มนมขนาดไม่เหมาะสม หรือเครื่องปั๊มเบาไป/แรงไป ปั๊มแล้วเจ็บ ก็ทำให้น้ำนมมาน้อย ได้เช่นกันค่ะ
9. ลูกกินนมแม่จากเต้า จะรู้ได้อย่างไรว่า ได้รับน้ำนมเพียงพอ

ในกรณีกินนมจากเต้า คุณแม่หลายคนสงสัยว่า น้ำนมแม่ ไหลดีไหม? ลูกได้รับนมพอไหม? จะดูอย่างไร ในขณะให้นม วิธีสังเกตว่า ลูกได้รับน้ำนมพอหรือไม่ ให้ดูว่าที่เต้า นมอีกข้างมีน้ำนมไหลซึมออกมาหรือไม่ค่ะ
ซึ่งอาการที่น้ำนมอีกข้างไหลออกมาด้วยนี้ เรียกว่า Led down reflex เนื่องจากเป็นการตอบสนองของฮอร์โมนหลั่งน้ำนม ทำให้น้ำนมอีกข้างไหลออกมาด้วย ช่วยให้แม่ ๆ มั่นใจได้ค่ะว่าข้างที่ลูกดูด มีน้ำนมไหลออกมาแน่นอน
ส่วนปริมาณนม การดูว่าลูกได้รับปริมาณนมเพียงพอไหม ให้ดูการขับถ่ายของลูกค่ะ โดยเด็กทารกแรกเกิด เมื่อได้รับ น้ำนมเพียงพอ จะปัสสาวะวันละ 6 ครั้งขึ้นไป อุจจาระ 4 ครั้ง ขึ้นไป (นับรวมกันใน 24 ชั่วโมง) นอกจากนี้ ยังสามารถดูได้จาก น้ำหนักของลูก โดยเด็กทารกควรมีน้ำหนักขึ้นตามนี้

- 0-3 เดือน น้ำหนักทารก ขึ้นเดือนละ 600-800 กรัม
- 4-6 เดือน น้ำหนักทารก ขึ้นเดือนละ 400-600 กรัม
ควรติดตามน้ำหนักลูกทุกครั้งที่ไปฉีดวัคซีน โดยเทียบกับกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโตเกณฑ์ปกติค่ะ เพื่อดูว่าน้ำหนัก ของลูก ขึ้นตามเกณฑ์หรือไม่ เนื่องจากการดูด้วยตาเปล่าอาจทำให้คลาดเคลื่อนได้
10. ทำไมห้ามอุ่นนมแม่ ด้วยไมโครเวฟ

ในกรณีที่แม่ๆที่ทำนมสต็อกให้ลูกกิน การเอานมสต็อกมาอุ่น ควรอุ่นในชามน้ำร้อน ไม่ควรอุ่นในไมโครเวฟค่ะ เนื่องจาก การอุ่นในไมโครเวฟ ความร้อนในนมไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดการไหม้ในบางจุดได้ ในขณะที่บางจุดยังเย็น เมื่อทารกกินอาจทำให้บางจุดที่ความร้อนสูง ลวกปากและลิ้นของ ทารกได้
นอกจากนี้ การอุ่นในไมโครเวฟ ยังทำลายสารภูมิต้านทานและสารอาหารในนมแม่อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรอุ่นนมแม่ในไมโครเวฟ วิธีการที่ถูกต้องคือ
1. ย้ายถุงนมแม่แช่แข็งจากช่องฟรีส ลงมาช่องธรรมดา ให้ละลายเองในตู้เย็นข้ามคืน
2. ก่อนให้ลูกกิน ใช้วิธีแช่ถุงนมในชามน้ำอุ่น
การอุ่นนมที่ถูกวิธี นอกจากไม่ลวกปากและลิ้นของลูก ยังช่วย รักษาคุณค่าและสารอาหารของนมแม่ให้ได้มากที่สุดอีกด้วยค่ะ
All articles
คู่มือคุณแม่มือใหม่ 15 คำถามเรื่องลูกน้อย ที่คุณแม่ควรรู้
ทารกเป็นวัยที่มีความบอบบาง ต้องการการปกป้องดูแลมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้เบบี๋ตัวน้อย ๆ ยังไม่สามารถสื่อสารความต้องการ หรือความเจ็บปวดออกมาเป็นคำพูดได้ ดังนั้น คุณแม่มือใหม่จึงมีเรื่องมากมายที่สงสัยใคร
เคล็ดลับการเดินทางอย่างปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
หากคุณแม่อยากไปเที่ยวพักผ่อนแต่ก็กังวลเรื่องความปลอดภัยของลูกในท้อง มาเรียนรู้และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางระหว่างท้องด้วยวิธีต่างๆ กัน
3นาที อ่าน
เงินอุดหนุนบุตร เช็กเงินอุดหนุนบุตร 2568 ได้อย่างไร
เงินอุดหนุนบุตร สิทธิรับเงินอุดหนุนบุตร 2568 ใครได้รับบ้าง ได้ต่อเดือนเท่าไร จำกัดจำนวนบุตรไหม ลูกจะได้รับจนถึงกี่ขวบ มีเอกสารที่ต้องเตรียม ลงทะเบียนได้อย่างไร
10นาที อ่าน
ตารางออมเงิน ตารางเก็บเงินให้ลูก สำหรับแม่มือใหม่
แจกตารางออมเงินสำหรับลูกน้อย พร้อมวิธีกำหนดเป้าหมายการออม ให้คุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อย สามารถร่วมกันออกแบบแผนการออม และตารางเก็บเงินที่เหมาะสมได้
7นาที อ่าน
จดทะเบียนรับรองบุตร สำคัญไหม การจดรับรองบุตรมีขั้นตอนยังไง
จดทะเบียนรับรองบุตรจำเป็นต้องทำไหม การจดรับรองบุตรจะทำได้ตอนลูกอายุเท่าไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง มีข้อดีข้อเสียของการจดทะเบียนรับรองบุตรยังไง
4นาที อ่าน
10 ร้านตัดผมเด็ก ร้านตัดผมใกล้ฉัน ถูกใจทั้งลูกและแม่
รวมร้านตัดผมเด็ก ร้านตัดผมใกล้ฉัน ถูกใจทั้งลูกและแม่ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปตัดผมได้อย่างสบายใจ พร้อมวิธีเลือกร้านตัดผม ให้ลูกน้อยตัดผมได้อย่างราบรื่น
10นาที อ่าน
เด็กมีกลิ่นปาก ลูกมีกลิ่นปากแรงลมหายใจเหม็น แก้ยังไงดี
ลูกมีกลิ่นปากแรงลมหายใจเหม็น เด็กมีกลิ่นปาก เกิดจากอะไร พ่อแม่จะเช็กกลิ่นปากลูกได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ลูกวัย 2 ขวบมีกลิ่นปากต้องดูแล ยังไง พร้อมวิธีป้องกัน
6นาที อ่าน
15 คำถามยอดฮิตหลังคลอดลูกน้อย ที่คุณแม่หลังคลอดอยากรู้
หลังคุณแม่คลอดลูกน้อยออกมาแล้ว ช่วงหลังคลอด คุณแม่ต้องรู้อะไรบ้าง หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ไปดูสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้หลังคลอดกัน
ISOFIX คืออะไร จำเป็นสำหรับการติดตั้งคาร์ซีทเด็กไหม
ISOFIX คืออะไร การใช้ isofixcar seat ช่วยป้องกันอุบัติเหตุในรถยนต์ได้ดีแค่ไหน จะรู้ได้ยังไงว่ารถยนต์รองรับหรือไม่ พร้อมวิธีติดตั้งและการเลือกซื้อ ISOFIX
10นาที อ่าน
เด็กกินกล้วยได้กี่เดือน อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มกินกล้วยบดได้
เด็กกินกล้วยได้กี่เดือน คุณพ่อคุณแม่ให้ทารกกินกล้วยบดเร็วเกินไป เสี่ยงอันตรายต่อทารกเสียชีวิตจริงไหม อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มกินกล้วยบดได้ พร้อมสูตรกล้วยสำหรับลูก
6นาที อ่าน
เด็กแรกเกิดกินน้ำได้ไหม ต้องอายุเท่าไหร่ถึงเริ่มดื่มน้ำได้
เด็กแรกเกิดกินน้ำได้ไหม ทำไมการให้เด็กทารกกินน้ำเร็วเกินไปถึงเสี่ยงอันตราย คุณพ่อคุณแม่ควรให้ทารกเริ่มดื่มน้ำเมื่ออายุเท่าไร ปริมาณเท่าไรถึงเพียงพอ
4นาที อ่าน
ให้นมลูกย้อมผมได้ไหม คุณแม่ต้องคลอดลูกกี่เดือนย้อมผมได้
คุณแม่เพิ่งคลอดอยู่ในช่วงให้นมลูกย้อมผมได้ไหม ในยาย้อมผมมีสารเคมีอันตรายต่อลูกหรือเปล่า ส่งผ่านทางน้ำนมได้ไหม หรือต้องรอหลังคลอดลูกกี่เดือนย้อมผมได้แบบปลอดภัย
5นาที อ่าน
ปั๊มนมไม่ออก ตกรอบปั้มกลางคืนทำไงดี เสี่ยงน้ำนมหดจริงไหม
คุณแม่ปั๊มนมไม่ออก ลืมปั๊มนม ตกรอบปั๊มกลางคืนจะเป็นอะไรไหม หากปั๊มนมไม่ออก คุณแม่ต้องแก้ไขอย่างไร พร้อมวิธีตั้งรอบปั๊มนมที่ถูกต้อง ช่วยให้ลูกน้อยมีนมกินเพียงพอ
7นาที อ่าน
พัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 5 เดือน มีอะไรบ้าง ลูกน้อยมีพัฒนาการอย่างไร
ฝึกพัฒนาการลูก 1 ขวบ ลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง พร้อมวิธีกระตุ้นพัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 5 เดือน ให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและแข็งแรง
9นาที อ่าน
คนท้องคันปากช่องคลอด พร้อมวิธีดูแลอาการคันช่องคลอดขณะตั้งครรภ์
คนท้องคันปากช่องคลอด เกิดจากอะไร คุณแม่คันปากช่องคลอดบ่อย ทำยังไงได้บ้าง ใช้ยาได้ไหม พร้อมวิธีดูแลอาการคันช่องคลอดขณะตั้งครรภ์
6นาที อ่าน
พัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 3 เดือน มีอะไรบ้าง ลูกน้อยมีพัฒนาการอย่างไร
พัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 3 เดือน ลูกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง พร้อมวิธีกระตุ้นพัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 3 เดือน ให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและแข็งแรง
10นาที อ่าน
กําหนดคลอดกี่สัปดาห์ ถึงกําหนดคลอดแล้วยังไม่คลอดปกติไหม
กําหนดคลอดกี่สัปดาห์ ท้องกี่วีคคลอด คุณแม่ใกล้คลอดถึงกําหนดคลอดแล้วยังไม่คลอด แบบนี้อันตรายไหม อาการใกล้คลอดแบบไหนที่คุณแม่มือใหม่ ควรรีบไปพบแพทย์
7นาที อ่าน
เจ็บเต้าจี๊ด ๆ เหมือนเข็มทิ่ม เจ็บเต้าจี๊ด ๆ ข้างซ้ายผู้หญิง
คุณแม่เจ็บเต้าจี๊ด ๆ เหมือนเข็มทิ่ม บางครั้งเจ็บเต้าจี๊ด ๆ ข้างซ้ายผู้หญิง อาการแบบนี้เกิดจากอะไร หากเจ็บเต้านมบ่อยจะเป็นอันตรายกับแม่ให้นมไหม ไปดูกัน
7นาที อ่าน
ยาประสะน้ำนม กระตุ้นน้ำนม ช่วยเพิ่มน้ำนมคุณแม่ได้จริงไหม
ยาประสะน้ำนม ยาเพิ่มน้ำนม คืออะไร ยากระตุ้นน้ำนมแม่สำหรับคุณแม่ให้นม ช่วยเพิ่มน้ำนมคุณแม่ให้มากขึ้นได้จริงไหม จำเป็นสำหรับคุณแม่หลังคลอดจริงหรือเปล่า
6นาที อ่าน
จัดการกับความกังวลของคุณแม่ท้อง ช่วงใกล้คลอด
อีกไม่กี่สัปดาห์จะถึงเวลาแห่งการต้อนรับลูกน้อยสู่โลกใบใหม่ คุณแม่อาจเริ่มคิดถึงสถานการณ์ต่างๆ เพราะลูกน้อยไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือการดูแล คุณพร้อมสำหรับภารกิจต่างๆ ของคุณแม่หรือยัง?
1นาที อ่าน
รู้จักไขมันดี ไขมันส่วนดีที่ดีกับคุณแม่ตั้งครรภ์
กรดไขมันจำเป็น (ไขมันดี) มีความหมายตามชื่อ ซึ่งก็คือ “กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย” นั่นเองค่ะ โดยเฉพาะในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ไขมันดีมีประโยชน์ทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย
3นาที อ่าน
ชั่วโมงแรกกับลูกน้อยหลังคลอด ที่คุณแม่ควรรู้
วันที่ลูกเกิดเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิต! การได้สัมผัสลูกครั้งแรก การป้อนนมครั้งแรกให้เค้า และการอาบน้ำครั้งแรก ทำให้คุณได้รับประสบการณ์ใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษ
2นาที อ่าน
ประโยชน์ของธาตุเหล็ก สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในช่วงตั้งครรภ์ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย คุณแม่จำเป็นต้องได้รับธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ภายใต้คำแนะนำเหล่านี้
3นาที อ่าน
อยากให้ลูกน้อยฉลาดมั่นใจ หยุดทำร้ายด้วยการเปรียบเทียบ
ความฉลาดมั่นใจของลูกน้อยจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ ตลอดเวลา นอกจากจะเพิ่มความเครียดแล้วยังทำลายความมั่นใจในตัวเด็กอีกด้วย
2นาที อ่าน