ตรวจครรภ์ตอนไหนชัวร์สุด ช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ให้ผลแม่นยำกว่ากัน

ตรวจครรภ์ตอนไหนชัวร์สุด ช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ให้ผลแม่นยำกว่ากัน

02.04.2024

คุณแม่ที่วางแผนตั้งครรภ์มักจะลุ้นกันแทบทุกเดือน ท้อง ไม่ท้อง และตรวจผลตั้งครรภ์ตอนไหน ตอนเช้าหรือตอนเย็นถึงจะแม่นยำที่สุด แล้วต้องตรวจซ้ำหรือไม่ ตรวจซ้ำอีกกี่ครั้ง ถึงมั่นใจ การตรวจการตั้งครรภ์มีทั้งตรวจด้วยตนเอง และการตรวจเลือด สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นในใจ ท้องหรือไม่ ใช่หรือมั่ว กับคำถาม “ตรวจครรภ์” ที่ค้างคาใจคนอยากมีลูก

headphones

PLAYING: ตรวจครรภ์ตอนไหนชัวร์สุด ช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ให้ผลแม่นยำกว่ากัน

อ่าน 10 นาที

 

สรุป

ตรวจครรภ์ ในตอนเช้าและตรวจครรภ์ตอนเย็น ความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) หรือฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์มีความแตกต่างกัน โดยในช่วงเวลาเช้า ปัสสาวะมีความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) สูงสุดในเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากเกินไปเพราะมีผลต่อความเข้มข้นของฮอร์โมน

  • ตรวจครรภ์ด้วยตนเอง VS ตรวจเลือด แบบไหนแม่นยำกว่ากัน การตรวจครรภ์ด้วยตนเองต้องตรวจซ้ำกี่ครั้งถึงจะมั่นใจว่าท้องแน่นอน และการตรวจเลือดได้ผลแม่นยำแค่ไหน
  • สังเกตอาการ กำลังตั้งครรภ์หรือไม่ สังเกตได้จากอาการเหล่านี้ ประจำเดือนขาด คัดตึงเต้านม ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก และบางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียน

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

สำหรับว่าที่คุณแม่ที่ตั้งใจและวางแผนตั้งครรภ์ หากประจำเดือนขาด ประจำเดือนไม่มาตามรอบ มักจะมีข้อสงสัยปะปนกับการ “ลุ้น” ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งช่วงเวลาการตรวจการตั้งครรภ์ มีผลต่อความแม่นยำในการตรวจครรภ์ ได้แก่ ช่วงเวลาเช้า เนื่องจากปัสสาวะมีความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) สูงสุดในเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากเกินไปเพราะมีผลต่อความเข้มข้นของฮอร์โมน

 

ตรวจครรภ์ตอนไหนชัวร์สุด

สำหรับว่าที่คุณแม่ที่ตั้งใจและวางแผนตั้งครรภ์ หากประจำเดือนขาด ประจำเดือนไม่มาตามรอบ มักจะมีข้อสงสัยปะปนกับการ “ลุ้น” ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งช่วงเวลาการตรวจการตั้งครรภ์ มีผลต่อความแม่นยำในการตรวจครรภ์ ได้แก่ ช่วงเวลาเช้า เนื่องจากปัสสาวะมีความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) สูงสุดในเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากเกินไปเพราะมีผลต่อความเข้มข้นของฮอร์โมน

 

ควรตรวจครรภ์ตอนไหน ให้ผลแม่นยำมากที่สุด

หากคู่รักมีเพศสัมพันธ์และต้องการมีบุตร กำลังสงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มาตามปกติ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเองหรือจะไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจการตั้งครรภ์

  • โดยคุณหมอยึดตามวันแรกที่ประจำเดือนไม่มา
  • หรือหากไม่มั่นใจช่วงเวลาการมีประจำเดือน สามารถตรวจได้หลังจากมีประจำเดือนแล้ว 21 วัน
  • หากตั้งครรภ์ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตออกมาจากรก หลังจากที่ไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการปฏิสนธิกันเกิดเป็นตัวอ่อนได้ประมาณ 6 วัน
  • ระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในทุก ๆ 2-3 วัน
  • จึงทำให้สามารถตรวจการตั้งครรภ์ในช่วงแรกได้จากน้ำปัสสาวะ

 

ตรวจครรภ์ตอนไหน ให้ผลไม่ค่อยชัวร์

การตรวจการตั้งครรภ์ที่ให้ผลไม่แม่นยำ หรือให้ผลที่ไม่ชัวร์ อาจเกิดจากสาเหตุ ดังนี้

  • ช่วงเวลาที่ตรวจรวดเร็วเกินไป เนื่องจากฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) ในปัสสาวะยังไม่สูงพอที่จะสามารถตรวจได้ ผลการตรวจออกมาเป็นลบ คือ ไม่ตั้งครรภ์ ต้องรอเวลาอีกสักพักจึงตรวจซ้ำใหม่อีกครั้ง
  • ค่าความไวของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ที่ตรวจแต่ละยี่ห้อมีความไวต่อฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) ต่างกัน หากที่ตรวจใดมีค่าความไวในการตรวจจับฮอร์โมนมีน้อย จะทำให้ออกมาเป็นลบได้
  • ความเข้มข้นของน้ำปัสสาวะ หากน้ำปัสสาวะมีความเจือจางจากการดื่มน้ำมากเกินไปก่อนการตรวจ อาจส่งผลต่อความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) ทำให้ประสิทธิภาพในการตรวจการตั้งครรภ์ลดลง
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หรือยาแก้แพ้ (Antihistamines)

 

อุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง

การตรวจครรภ์สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป การตรวจการตั้งครรภ์ คือ การทดสอบหาฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์หรือไม่ ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) จากรกหลังจากที่ปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน ฮอร์โมนดังกล่าวจะมีความเข้มข้นขึ้นสูงสุดในช่วง 8-12 สัปดาห์ หลังจากมีเพศสัมพันธ์ การตรวจครรภ์ด้วยตนเองมีอุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ มีดังนี้

 

1. แบบแถบจุ่ม (Test Strip)

อุปกรณ์ตรวจการตั้งครรภ์แบบแถบจุ่ม เป็นอุปกรณ์ที่มีราคาถูก ในชุดตรวจการตั้งครรภ์แบบแถบจุ่ม (Test Strip) ประกอบด้วย แผ่นทดสอบตั้งครรภ์ และถ้วยตวง (ถ้วยตวงบางยี่ห้อไม่มีมาให้ในชุดผลิตภัณฑ์) วิธีการใช้งาน เก็บปัสสาวะลงในถ้วย นำแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์จุ่มลงในถ้วยตวง ทิ้งไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วนำออกจากถ้วยตวงวางทิ้งไว้เพื่อรออ่านผลตั้งครรภ์ ประมาณ 5 นาที ระมัดระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะเลยจากขีดลูกศรที่กำหนดไว้ในแผ่นทดสอบ อาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนหรือไม่สามารถแสดงผลการทดสอบได้

 

2. แบบปัสสาวะแบบปล่อยผ่าน (Pregnancy Midstream Tests)

อุปกรณ์ตรวจสอบการตั้งครรภ์แบบปัสสาวะปล่อยผ่าน ในชุดอุปกรณ์ตรวจครรภ์แบบนี้ จะมีเพียงแท่งตรวจครรภ์ที่ใช้ในการทดสอบเพียงเท่านั้น วิธีการใช้ คือ ถอดฝาครอบออกแล้วถือแท่งตรวจโดยให้หัวลูกศรชี้ลงพื้น ปัสสาวะผ่านสังเกตบริเวณที่ต่ำกว่าลูกศรให้เปียกชุ่มประมาณ 30 วินาที จากนั้นนำมาวางไว้ รอผลตรวจการตั้งครรภ์ประมาณ 3-5 นาที

 

3. แบบหยด หรือแบบตลับ (Pregnancy Test Cassette)

อุปกรณ์ตรวจสอบการตั้งครรภ์แบบหยดหรือแบบตลับ (Pregnancy Test Cassette) ในชุดอุปกรณ์ตรวจครรภ์แบบนี้ ประกอบด้วย หลอดหยด ตลับตรวจครรภ์ และถ้วยตวงปัสสาวะ วิธีการใช้ คือ เก็บปัสสาวะที่ได้ลงในถ้วยตวง จากนั้นนำหลอดดูดปัสสาวะแล้วหยดลงในตลับตรวจครรภ์ประมาณ 3-4 หยด วางตลับทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วจึงอ่านผลตรวจครรภ์

 

สาเหตุที่ผลตรวจครรภ์คลาดเคลื่อนมีอะไรบ้าง

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ส่งผลต่อความแม่นยำในการตรวจครรภ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้การตรวจครรภ์คลาดเคลื่อน ได้แก่

 

1. ระยะเวลาที่ตรวจรวดเร็วเกินไป

ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจหาการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) จะเกิดขึ้นหลังจากที่ปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน หากตรวจตั้งครรภ์เร็วเกินไป ผลที่ออกมามีโอกาสเป็นผลลบคือ ไม่ตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรรอเวลาค่อยตรวจซ้ำ หรือตรวจในช่วงที่ประจำเดือนขาดไปแล้ว 10-14 วัน

 

2. ปัสสาวะเจือจาง

หากปัสสาวะมีความเจือจาง เท่ากับความเข้มข้นของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ผลตรวจการตั้งครรภ์ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้

 

3. ประสิทธิภาพของชุดทดสอบการตั้งครรภ์

ชุดตรวจการตั้งครรภ์บางยี่ห้อ เพื่อตรวจหาความไวของฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) นั้นมีความแตกต่างกันไป บางยี่ห้อตรวจจับค่าฮอร์โมนได้น้อย หรืออุปกรณ์ตรวจบางชิ้นเสื่อมคุณภาพ หรือหมดอายุ ทำให้ผลตรวจมีความคลาดเคลื่อนหรือได้ผลลบ หรือผลตรวจที่แสดงออกมา คือ ไม่ตั้งครรภ์

 

ตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง รอนานไหม

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง หรือการตรวจการตั้งครรภ์โดยแพทย์ ควรเริ่มต้นตรวจได้ตั้งแต่วันแรกที่ประจำเดือนขาดหรือภายใน 14-21 วัน หลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพราะระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) จะมีความเข้มข้นในระดับสูงที่สามารถตรวจหาการตั้งครรภ์ได้

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง สามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่ แบบแถบจุ่ม (Test Strip) แบบปัสสาวะปล่อยผ่าน (Pregnancy Midstream Tests) แบบหยด หรือแบบตลับ (Pregnancy Test Cassette) อุปกรณ์ตรวจสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง วิธีการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเองทราบผลการตรวจได้รวดเร็วประมาณ 5-10 นาที เริ่มต้นจากการเก็บตัวอย่างปัสสาวะในช่วงเช้า หรือปัสสาวะแรกของวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) มีความเข้มข้นสูงสุด การทดสอบโดยชุดทดสอบต้องใช้อย่างถูกต้อง เช่น

  • ใช้กระดาษทดสอบจุ่มปัสสาวะต้องไม่เกินขีดที่กำหนด ระยะเวลาประมาณ 5-10 วินาที
  • ชุดแบบปัสสาวะผ่าน ต้องให้ปัสสาวะผ่านที่ดูดซับปัสสาวะให้ชุ่มแต่อย่าเกินขีดที่กำหนด
  • ชุดปัสสาวะแบบหยด นำหลอดดูดปัสสาวะ แล้วหยดลงบนตลับพลาสติกที่มีตัว S จำนวน 3-6 หยด จากนั้นวางตลับไว้บนพื้นผิวที่แห้งและสะอาด ประมาณ 5 นาที

 

วิธีการอ่านผลการทดสอบ

  • เมื่อครบตามกำหนดเวลา ผลลัพธ์ที่ปรากฏจะเป็นขีดสีแดงเข้มชัด ตรงกับตัวอักษร C หรือ T
  • หากขึ้น 1 ขีด ตรงกับตัว C มีความหมายว่า ไม่ตั้งครรภ์
  • หากขึ้น 2 ขีด ตรงกับตัว C และ T มีความหมายว่า ตั้งครรภ์
  • ข้อควรสังเกต หากชุดตรวจตั้งครรภ์ไม่มีมาตรฐานหรือหมดอายุ และไม่สามารถแปลผลได้ คือ จะไม่ปรากฏขีดขึ้นที่ตัวอักษร C เลย

 

ตรวจครรภ์ด้วยการเจาะเลือด แม่นยำแค่ไหน

การตรวจการตั้งครรภ์ ทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจครรภ์ด้วยตนเอง ตรวจครรภ์โดยห้องปฏิบัติการ ตรวจครรภ์โดยการอัลตราซาวด์ และตรวจการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด ซึ่งวิธีการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือดเป็นวิธีการที่ได้ผลแม่นยำที่สุด ระยะเวลาในการตรวจเจาะเลือดเพื่อตรวจหาการตั้งครรภ์ สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์และมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ต่างจากการตรวจปัสสาวะซึ่งผลการตรวจอาจยังไม่แสดง แต่การตรวจด้วยการเจาะเลือดจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการตรวจแบบอื่น ๆ

 

ตรวจครรภ์กี่ครั้ง ถึงจะมั่นใจผลได้

การตรวจครรภ์ด้วยตนเองเพียงครั้งเดียวอาจได้ผลไม่แน่นอนหรือผลมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอชซีจี (hCG ) หรือฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ยังมีระดับฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำกว่าความไวของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ (ต่ำกว่า 20 mIU/ml.) ดังนั้น ตรวจการตั้งครรภ์ควรทำการตรวจซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในอีก 2-3 วันถัดมา เพื่อรอให้ฮอร์โมนมีความเข้มข้นมากขึ้นและแสดงผลได้แม่นยำมากขึ้น

 

ตรวจครรภ์ตอนไหน ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นแม่นยำที่สุด สำหรับแม่ท้อง

 

อาการคนท้องระยะแรก เป็นยังไง

นอกจากการตรวจการตั้งครรภ์แล้ว ข้อสังเกตว่าเรากำลังตั้งครรภ์หรือกำลังท้องอยู่หรือไม่ มีวิธีการสังเกตเบื้องต้น ดังนี้

  • ประจำเดือนขาด ประจำเดือนมาล่าช้า เนื่องจากร่างกายกำลังเกิดการปฏิสนธิหลังจากการมีเพศสัมพันธ์
  • ผลจากการทำงานของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แม่กำลังตั้งครรภ์เกิดอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เพราะอวัยวะหลายส่วนในร่างกายทำงานหนักขึ้นเพื่อบำรุงตัวอ่อนที่ฝังตัวในมดลูก เช่น หัวใจ ปอด ไต
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด ได้ง่าย เพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายและความดันเลือดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นตามไปด้วย อาจทำให้แม่ท้องมีความรู้สึกคล้ายจะเป็นไข้
  • มีตกขาวมากผิดปกติ เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง
  • มีอาการตึงคัดเต้านม หัวนม คล้าย ๆ ช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือนหรือมีอาการเสียวจี๊ด ๆ มักพบอาการดังกล่าวหลังจากที่ประจำเดือนเริ่มขาดไปประมาณ 1 สัปดาห์
  • ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อสภาพจิตใจแม่ท้อง ทำให้มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุได้
  • ปัสสาวะบ่อยและมีอาการท้องผูก
  • มีเลือดออกกะปริบกะปรอย คล้ายช่วงวันที่ประจำเดือนใกล้หมด เกิดขึ้นในระหว่างที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก

 

หากทราบผลการตรวจการตั้งครรภ์แล้ว พบว่า กำลังตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพตนเองนับตั้งแต่ตั้งครรภ์ไปจนไตรมาสสุดท้ายมีผลต่อการคลอด ซึ่งการคลอดเองตามธรรมชาติ ส่งผลดีต่อคุณแม่และทารก เพราะการคลอดแบบธรรมชาติทำให้ทารกได้รับจุลินทรีย์สุขภาพหลายสายพันธุ์จากคุณแม่ตั้งแต่แรกคลอด อาทิ B. lactis ที่เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารกหลังคลอด

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

 

 

อ้างอิง:

  1. ท้องไม่ท้อง รู้ให้แน่ ด้วยการตรวจครรภ์หาค่าเอชซีจี (hCG), โรงพยาบาลนครธน
  2. Pregnancy Test, โรงพยาบาลเพชรเวช
  3. ผลจากที่ตรวจครรภ์แม่นยำแค่ไหนกันนะ, โรงพยาบาลเปาโล
  4. ตรวจตั้งครรภ์ เร็วสุดกี่วัน จึงจะทราบผล, hellokhunmor
  5. 4 วิธีตรวจการตั้งครรภ์ ที่ผู้หญิงควรรู้, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต
  6. ตรวจครรภ์ : 7 วิธีการตรวจครรภ์ & ราคาและวิธีใช้ที่ตรวจครรภ์ !!, Medthai
  7. อาการคนท้องเดือนแรก สัญญาณเริ่มต้นว่ากำลังตั้งครรภ์, โรงพยาบาลศิครินทร์
  8. ตรวจครรภ์ตอนไหน, hellokhunmor
  9. ที่ตรวจครรภ์ให้คำตอบชัวร์หรือไม่, pobpad

อ้างอิง ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567

บทความแนะนำ

ผ่าคลอดโรงพยาบาลรัฐดีไหม แพงหรือเปล่า แล้วคุณแม่ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง

ผ่าคลอดโรงพยาบาลรัฐดีไหม แพงหรือเปล่า แล้วคุณแม่ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง

ผ่าคลอดโรงพยาบาลรัฐราคาเท่าไหร่ ผ่าคลอดใช้สิทธิบัตรทองได้ไหม มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง คำถามเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการคลอดที่คุณแม่เตรียมคลอดธรรมชาติและผ่าคลอดอยากรู้

คนท้องกินโกโก้ได้ไหม คุณแม่ท้องกินโกโก้ส่งผลอะไรกับลูกในท้องบ้าง

คนท้องกินโกโก้ได้ไหม คุณแม่ท้องกินโกโก้ส่งผลอะไรกับลูกในท้องบ้าง

คนท้องกินโกโก้ได้ไหม กินโกโก้แล้วอันตรายกับลูกในครรภ์หรือเปล่า โดยเฉพาะคุณแม่ที่ชอบกินน้ำหวาน น้ำชง คนท้องกินโกโก้ได้ไหม ควรกินวันละกี่แก้ว ปริมาณเท่าไหร่ ไปดูกัน

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน ช่วยบำรุงครรภ์ให้แข็งแรง คุณแม่ทำตามได้

เมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน ช่วยบำรุงครรภ์ให้แข็งแรง คุณแม่ทำตามได้

รวมเมนูอาหารคนท้อง 1-3 เดือน เมนูสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรง เมนูอาหารสําหรับคนท้อง 1-3 เดือน ทำเองได้เลยที่บ้าน

คนท้องกินแตงโมได้ไหม คุณแม่กินแตงโมอย่างไรให้ดีกับลูกในครรภ์

คนท้องกินแตงโมได้ไหม คุณแม่กินแตงโมอย่างไรให้ดีกับลูกในครรภ์

คนท้องกินแตงโมได้ไหม ในแตงโมมีสารอาหารอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ต้องกินเท่าไหร่ถึงพอดี ช่วยบำรุงครรภ์คุณแม่

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม มีผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยหรือไม่

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม มีผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยหรือไม่

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม คนท้องกินขนุนได้ไหม หากกินเยอะมากเกินไป อันตรายกับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์แค่ไหน ปริมาณเท่าไหร่ถึงเหมาะสมสำหรับแม่ตั้งครรภ์

คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม กินเยอะไป ส่งผลอะไรกับคุณแม่และลูกบ้าง

คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม กินเยอะไป ส่งผลอะไรกับคุณแม่และลูกบ้าง

คนท้องกินน้ำมะพร้าวได้ไหม หากคุณแม่ในปริมาณที่เยอะเกินไป จะส่งผลเสียอะไรกับคุณแม่และลูกบ้าง กินน้ำมะพร้าวมาก เสี่ยงแท้งลูกจริงไหม ไปหาคำตอบกัน

คนท้องกินหน่อไม้ได้ไหม คุณแม่ต้องกินแบบไหนถึงจะปลอดภัยกับลูกในท้อง

คนท้องกินหน่อไม้ได้ไหม คุณแม่ต้องกินแบบไหนถึงจะปลอดภัยกับลูกในท้อง

คนท้องกินหน่อไม้ได้ไหม คุณแม่ท้องกินหน่อไม้เยอะ จะเป็นอันตรายกับลูกในท้องหรือเปล่า ไปดูสารอาหารสำคัญในหน่อไม้และประโยชน์ของหน่อไม้ที่คนท้องควรรู้กัน

เลือกระยะการตั้งครรภ์และพัฒนาการเด็ก