อาการครรภ์เป็นพิษ เริ่มแรกเป็นอย่างไร? เช็ก 10 สัญญาณเตือน และวิธีรับมือ
คำถามที่พบบ่อย
อาการครรภ์เป็นพิษ ตรวจเจอตอนกี่เดือน?
ภาวะครรภ์เป็นพิษมักเกิดขึ้นหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป หรือประมาณเดือนที่ 5 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งสูติแพทย์จะวินิจฉัยจากความดันโลหิตที่ ≥ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับการตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ≥ 0.3 กรัมต่อ 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ คุณแม่ที่ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจึงมีโอกาสได้รับการตรวจพบและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ
อาการครรภ์เป็นพิษ ห้ามกินอะไรบ้าง?
คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้ระบุให้จำกัดเกลือเพื่อป้องกันครรภ์เป็นพิษ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ที่มีความเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง และแอลกอฮอล์ พร้อมกับควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้พอ การปรับโภชนาการควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคลค่ะ
อาการครรภ์เป็นพิษ รักษาหายไหม?
อาการครรภ์เป็นพิษมักค่อย ๆ ดีขึ้นหลังการคลอด เนื่องจากการคลอดเป็นแนวทางการรักษาหลักของภาวะดังกล่าว อาการความดันสูงและโปรตีนในปัสสาวะมักจะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 6 ถึง 12 ชั่วโมงหลังคลอด อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยังคงควรได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด คุณแม่ยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะชัก (eclampsia) และอาจได้รับยาแมกนีเซียมซัลเฟตเพื่อช่วยป้องกันการชัก ตามดุลยพินิจและคำแนะนำของแพทย์ ค่ะ
สรุป
- อาการครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์ที่มักเกิดหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป สัญญาณเริ่มแรกที่คุณแม่ควรสังเกต ได้แก่ ความดันโลหิต ≥ 140/90 มิลลิเมตรปรอท บวมที่หน้าและมือ น้ำหนักขึ้นเร็ว ปวดศีรษะรุนแรง และการมองเห็นที่ผิดปกติ
- หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาการอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะชัก กลุ่มอาการ HELLP อวัยวะเสียหาย รกลอกตัวก่อนกำหนด และเสี่ยงให้ทารกคลอดก่อนกำหนด
- การฝากครรภ์ตรงตามนัด การตรวจความดันและปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้พอ และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เป็นแนวทางพื้นฐานในการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- อาการครรภ์เป็นพิษ คืออะไร
- อาการครรภ์เป็นพิษเริ่มแรก สังเกตอย่างไร?
- 10 อาการครรภ์เป็นพิษของคนท้อง ที่ต้องระวัง
- ความแตกต่างระหว่างครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงและชนิดไม่รุนแรง
- คนท้องครรภ์เป็นพิษ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
- ภาวะแทรกซ้อนจากครรภ์เป็นพิษ ที่อันตรายต่อแม่และลูก
- วิธีการป้องกันและดูแลคนท้องครรภ์เป็นพิษ
อาการครรภ์เป็นพิษ คืออะไร
อาการครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) คือภาวะที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีความดันโลหิตสูงร่วมกับมีโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งมักเริ่มเกิดขึ้นหลังจากอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป 3 จากการศึกษาพบว่า ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของรกในการลำเลียงเลือดและสารอาหารไปยังทารก ส่งผลให้ความดันโลหิตของคุณแม่สูงขึ้นและอวัยวะต่าง ๆ อาจทำงานผิดปกติ 5
ตามเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์ คุณแม่จะได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษ เมื่อตรวจพบความดันโลหิตซิสโตลิก (ตัวบน) ≥ 140 มิลลิเมตรปรอท หรือไดแอสโตลิก (ตัวล่าง) ≥ 90 มิลลิเมตรปรอท จากการวัด 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง 6 ร่วมกับการตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมง หรือสัดส่วนโปรตีนต่อครีอะตินีนในปัสสาวะตั้งแต่ 0.3 ขึ้นไปค่ะ 6
อาการครรภ์เป็นพิษเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด 3 หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ภาวะนี้อาจลุกลามไปสู่ภาวะชัก (eclampsia) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายต่อชีวิตของทั้งคุณแม่และลูกน้อย 6 ดังนั้น การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจวัด ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และตรวจปัสสาวะในแต่ละครั้งจึงเป็นวิธีที่ดีในการเฝ้าระวังภาวะนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ
อาการครรภ์เป็นพิษเริ่มแรก สังเกตอย่างไร?
อาการครรภ์เป็นพิษเริ่มแรกอาจไม่ชัดเจนเสมอไป คุณแม่บางท่านอาจไม่รู้สึกผิดปกติเลย แต่ตรวจพบจากการวัดความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะระหว่างการฝากครรภ์ 5 นี่จึงเป็นเหตุผลที่การพบสูติแพทย์ตามนัดสำคัญมากค่ะ อย่างไรก็ตาม สัญญาณบางอย่างที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเอง มีดังนี้
- ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป
- บวมที่หน้าและมืออย่างเห็นได้ชัด เช่น แหวนที่เคยใส่ได้กลับใส่ไม่เข้า 6
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่า 5 ปอนด์ (ประมาณ 2.3 กิโลกรัม) ต่อสัปดาห์ 6
- ปวดศีรษะรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด
- การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว เห็นแสงกะพริบ หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วคราว
จากการศึกษาแนะนำให้คุณแม่ติดต่อสูติแพทย์ของตนเองทันทีหากพบอาการเตือน เช่น ปวดศีรษะรุนแรง การมองเห็นที่ผิดปกติ ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวา อาเจียน หรือบวมที่หน้า มือ และเท้าอย่างฉับพลัน 1 สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่า อาการกำลังเปลี่ยนแปลงจากระยะไม่รุนแรงไปสู่ระยะที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
นอกจากอาการที่สังเกตได้เอง สูติแพทย์อาจตรวจพบสัญญาณอื่นเพิ่มเติม เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น สารเคมีในไตเพิ่มขึ้น หรือมีของเหลวในปอด 6 ดังนั้น แม้คุณแม่จะรู้สึกสบายดี การไปพบสูติแพทย์ตามนัดทุกครั้งยังคงสำคัญที่สุดนะคะ เพราะการตรวจคัดกรองในห้องปฏิบัติการช่วยให้พบภาวะนี้ก่อนที่อาการจะรุนแรงค่ะ
10 อาการครรภ์เป็นพิษของคนท้อง ที่ต้องระวัง
นอกจากความดันโลหิตสูงและโปรตีนในปัสสาวะที่เป็นเกณฑ์วินิจฉัยหลักแล้ว อาการครรภ์เป็นพิษของคนท้องยังมีสัญญาณอื่นที่คุณแม่ควรสังเกต ดังนี้
1. น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ปอนด์ หรือประมาณ 2.3 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เนื่องจากร่างกายเก็บของเหลวไว้ผิดปกติ ทำให้เกิดอาการบวมที่หน้าและมือร่วมด้วย 6
2. ปวดไหล่หรือหลังส่วนบน
อาการปวดบริเวณไหล่หรือหลังส่วนบนอาจสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้น และการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติในร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจเป็นสัญญาณว่าอวัยวะภายในกำลังทำงานหนักขึ้นค่ะ
3. ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณด้านขวาบน
อาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงด้านขวาเกิดจากความดันในตับที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงการขาดเลือดในตับหรือเนื้อเยื่อตับที่ยืดออก 6 อาการนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณของระยะที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วนค่ะ
4. ปวดศีรษะรุนแรง
อาการปวดศีรษะรุนแรงเป็นหนึ่งในสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวัง 3 คุณแม่ที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับความดันสูง ควรรีบไปพบสูติแพทย์ทันทีนะคะ

5. การตอบสนองหรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลง
คุณแม่อาจรู้สึกมึนงง สับสน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ ซึ่งบ่งบอกถึงผลกระทบต่อการทำงานของสมอง 6 อาการนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดภาวะชักค่ะ
6. ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่มี
การที่ปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนถึงปริมาณเลือดในร่างกายที่ลดลง หรือการทำงานของไตที่ผิดปกติ 6 ซึ่งมักพบในระยะที่อาการรุนแรงขึ้นค่ะ
7. เวียนศีรษะ
คุณแม่อาจรู้สึกโคลงเคลง เสียสมดุล หรือมึนงงเล็กน้อย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดและความดันที่เปลี่ยนแปลง อาการนี้ควรได้รับการตรวจประเมินเพื่อแยกออกจากอาการแพ้ท้องปกตินะคะ
8. หายใจติดขัดหรือหายใจลำบาก
อาการหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจเร็วขึ้นผิดปกติ อาจเกิดจากการสะสมของของเหลวในปอด หรือการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ 6 ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน
9. คลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง
แม้คลื่นไส้อาเจียนจะเป็นอาการปกติในช่วงตั้งครรภ์ แต่หากยังคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงในไตรมาส 2 หรือ 3 ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวดท้องด้านขวาบนหรือปวดศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษได้ค่ะ 6
10. การมองเห็นผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงในการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว ไวต่อแสง หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วคราว 5 อาการนี้ควรปรึกษาคุณหมอโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี คุณแม่อาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย แต่ยังคงตรวจพบความดันโลหิตสูงหรือโปรตีนในปัสสาวะระหว่างฝากครรภ์ 5 ดังนั้น การพบสูติแพทย์ตามนัดและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ คือการดูแลที่ดีที่สุดที่คุณแม่จะให้กับตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ค่ะ
ความแตกต่างระหว่างครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงและชนิดไม่รุนแรง
ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่มักเกิดในช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป โดยอาจมีระดับความรุนแรงตั้งแต่ไม่รุนแรงไปจนถึงระดับที่เกิดอาการชัก ซึ่งสูติแพทย์มักแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ภาวะครรภ์เป็นพิษ ระดับไม่รุนแรง
ในระดับนี้คุณแม่จะมีความดันโลหิตซิสโตลิก ≥ 140 มิลลิเมตรปรอท หรือไดแอสโตลิก ≥ 90 มิลลิเมตรปรอท จากการวัด 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง 6 ร่วมกับมีอาการบวม แต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ค่าเอนไซม์ตับสูง หรือไตทำงานบกพร่อง
ในบางกรณีคุณแม่อาจไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ควรพบสูติแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ ลดอาหารรสจัด พักผ่อนให้เพียงพอ และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากพบตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดศีรษะรุนแรง ควรรีบพบสูติแพทย์ทันทีค่ะ
2. ภาวะครรภ์เป็นพิษ ระดับรุนแรง
ในระดับนี้คุณแม่จะมีความดันโลหิตซิสโตลิก ≥ 160 มิลลิเมตรปรอท หรือไดแอสโตลิก ≥ 110 มิลลิเมตรปรอท 6 ร่วมกับมีอาการตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี่ ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีสัญญาณของอวัยวะภายในเสียหาย เช่น เกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อไมโครลิตร ค่าเอนไซม์ตับสูงเกิน 2 เท่าของค่าปกติ ระดับครีอะตินีนในเลือดสูงขึ้น มีของเหลวในปอด หรือปวดท้องด้านขวาบนอย่างต่อเนื่อง 6 ในระดับนี้คุณแม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้สูติแพทย์ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและประเมินความเหมาะสมในการคลอด
3. ภาวะครรภ์เป็นพิษ ระดับรุนแรงจนเกิดอาการชัก (Eclampsia)
ระดับนี้คือภาวะที่รุนแรงที่สุด มักเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรงที่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที โดยจะมีอาการชักเกร็ง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ 6 จากการศึกษาพบว่าภาวะชักที่ไม่ได้รับการรักษามักรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ 6 ในระยะนี้คุณแม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนในโรงพยาบาล โดยทั่วไปสูติแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและรักษาอาการชัก ตามแนวทางการรักษามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 4
เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ หากพบอาการผิดปกติใด ๆ ขอแนะนำให้คุณแม่รีบปรึกษาสูติแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม การใส่ใจตัวเองในวันนี้คือการลดความเสี่ยงในอนาคตค่ะ
คนท้องครรภ์เป็นพิษ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่จากการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของรกในระหว่างการพัฒนาในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงรกพัฒนาไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดและความดันโลหิตของคุณแม่ 5 นอกจากนี้ยังพบว่า ความผิดปกตินี้ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เกล็ดเลือดเกาะตัวกันมากขึ้น และทำให้เกิดลิ่มเลือดในรก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ 2
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ แบ่งได้ 2 ระดับ ดังนี้
1. ปัจจัยเสี่ยงระดับสูง
คุณแม่ที่มีปัจจัยต่อไปนี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรได้รับการเฝ้าระวังจากสูติแพทย์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ 5
- มีประวัติเคยเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- ตั้งครรภ์แฝด (ลูกแฝด 2 คนขึ้นไป)
- มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังก่อนตั้งครรภ์
- เป็น โรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 ก่อนตั้งครรภ์
- โรคไต
- โรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคลูปัส (SLE)
- การตั้งครรภ์ด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF)
2. ปัจจัยเสี่ยงระดับปานกลาง
คุณแม่ที่มีปัจจัยต่อไปนี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง ซึ่งหากมีหลายปัจจัยร่วมกัน ควรปรึกษาสูติแพทย์เพื่อวางแผนการดูแล 5
- ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก
- อายุของคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป
- ค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์มากกว่า 30
- มีประวัติคนในครอบครัว เช่น แม่หรือพี่น้องผู้หญิงเคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษ
- มีภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน เช่น ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย
- ระยะห่างจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อนมากกว่า 10 ปี
นอกจากนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ การตั้งครรภ์ครั้งแรก การตั้งครรภ์แฝด ภาวะอ้วน ภาวะที่มีอยู่ก่อนการตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไต รวมถึงประวัติคนในครอบครัวเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ 3
สำหรับคุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การพบสูติแพทย์อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ และการตรวจคัดกรองความเสี่ยงในช่วงอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์ จะช่วยให้คุณแม่และคุณหมอสามารถวางแผนการดูแลและป้องกันได้อย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ
ภาวะแทรกซ้อนจากครรภ์เป็นพิษ ที่อันตรายต่อแม่และลูก
หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ภาวะครรภ์เป็นพิษอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่กระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ จากการศึกษาพบว่าภาวะนี้ส่งผลต่อสุขภาพแม่และทารกในหลายด้าน เช่น การจำกัดการเจริญเติบโตของทารก รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะ HELLP และเลือดออกหลังคลอด 1 ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย มีดังนี้
1. เสี่ยง คลอดก่อนกำหนด
ภาวะครรภ์เป็นพิษอาจทำให้สูติแพทย์ต้องพิจารณาให้คลอดก่อนกำหนด คือก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารก 5 ทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น ระบบหายใจไม่สมบูรณ์ การให้นมยาก หรือพัฒนาการล่าช้า 5 ในบางกรณี หากมีความจำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนด สูติแพทย์อาจพิจารณาแนวทางการดูแลเพิ่มเติม เช่น การให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมของปอดทารกก่อนคลอด
2. รกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะนี้เกิดเมื่อรกแยกตัวออกจากผนังมดลูกก่อนการคลอด ซึ่งอาจทำให้เกิดการตกเลือดอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งคุณแม่และทารกได้ 5 ภาวะครรภ์เป็นพิษเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งอาจเป็นเพราะทั้งสองภาวะมีความเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดในรกที่ไม่สมบูรณ์ 6
3. ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย
เมื่อรกได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ ทารกในครรภ์อาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอตามไปด้วย จึงเติบโตได้ช้ากว่าเกณฑ์ ส่งผลให้น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าปกติ 5 สูติแพทย์อาจใช้ อัลตราซาวด์ เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของทารกและปริมาณน้ำคร่ำเป็นระยะ ๆ
4. คุณแม่มีอาการชัก (Eclampsia)
ภาวะชักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของครรภ์เป็นพิษ คุณแม่อาจมีอาการชักเกร็งทั่วร่างกาย ก่อน ระหว่าง หรือหลังการคลอดได้ 5 สัญญาณเตือนก่อนเกิดอาการชักอาจมีปวดศีรษะรุนแรง การมองเห็นเปลี่ยนแปลง หรือสภาพจิตใจสับสน แต่บางครั้งอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย 5 ภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาล ตามแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 4
5. กลุ่มอาการ HELLP และอวัยวะเสียหาย
กลุ่มอาการ HELLP (Hemolysis, Elevated Liver enzymes, Low Platelets) คือภาวะที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดง ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น และเกล็ดเลือดต่ำ พบในคุณแม่ตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 0.2-0.6 6 นอกจากนี้ ภาวะครรภ์เป็นพิษอาจส่งผลให้อวัยวะสำคัญเสียหาย เช่น ไต ตับ สมอง หัวใจ หรือปอด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต 5
จากการศึกษาในวารสารด้านระบบหัวใจและหลอดเลือดระบุว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษอาจก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวต่อทารก เช่น พัฒนาการของระบบประสาทล่าช้า โรคทางเดินหายใจ ความดันโลหิตสูง 2 ดังนั้นการเฝ้าระวังและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ค่ะ
วิธีการป้องกันและดูแลคนท้องครรภ์เป็นพิษ
แม้ว่าจะยังไม่มีวิธีการป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณแม่สามารถดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงได้ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) แนวทางการป้องกันที่สำคัญ ได้แก่ การพบสูติแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ การเฝ้าระวังอาการเตือน เช่น ปวดศีรษะรุนแรงและการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลง การควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม และการดูแลภาวะสุขภาพที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง 3
แนวทางการดูแลตัวเองสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มีดังนี้
- ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของสูติแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ตรวจวัดความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะตามนัด เพื่อเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว เพื่อให้ร่างกายมีน้ำเพียงพอ
- นอนหลับให้เต็มอิ่ม พักผ่อนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของสูติแพทย์
- หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เช่น กาแฟ ชา โคล่า และเครื่องดื่มชูกำลัง
- ดูแลตัวเองอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด เพื่อเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษหลังคลอด
สำหรับคุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง สูติแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำเพื่อป้องกัน โดยทั่วไปจะแนะนำให้เริ่มในช่วงอายุครรภ์ 12-16 สัปดาห์ 2 ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำการเสริมแคลเซียมระหว่างตั้งครรภ์ในกลุ่มประชากรที่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อย เพื่อช่วยป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษและภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง 4 คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอก่อนรับประทานยาหรือวิตามินใด ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเหมาะสมและปลอดภัยกับสุขภาพของตนเองและทารกค่ะ
นอกจากการพบสูติแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษแล้ว การดูแลโภชนาการที่ครบถ้วนและเหมาะสมของคุณแม่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะ สารอาหารที่มีส่วนช่วยในพัฒนาการสมองและระบบประสาทของลูกน้อย ได้แก่ ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์ รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่พบในนมแม่ และเป็นส่วนประกอบของปลอกไมอีลินที่หุ้มเส้นใยประสาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและพัฒนาการของสมอง เพื่อส่งเสริมพัฒนาการที่ดีให้กับลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ค่ะ

ภาวะครรภ์เป็นพิษเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนควรรู้ เพราะอาการครรภ์เป็นพิษอาจเกิดขึ้นได้แม้คุณแม่จะดูสุขภาพดี การรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตที่สูงขึ้น อาการบวมที่หน้าและมือ น้ำหนักขึ้นเร็วผิดปกติ ปวดศีรษะรุนแรง หรือการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลง จะช่วยให้คุณแม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมก่อนภาวะลุกลามไปสู่ระยะที่รุนแรงค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามคำแนะนำของสูติแพทย์ และไม่ละเลยการตรวจสุขภาพในแต่ละครั้ง เพราะแม้คุณแม่จะไม่มีอาการ การตรวจความดันโลหิตและตรวจปัสสาวะระหว่างฝากครรภ์ก็ยังคงสำคัญ หากพบสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว ปวดท้องด้านขวาบน หรือบวมที่หน้าและมืออย่างฉับพลัน ควรรีบติดต่อสูติแพทย์ทันทีนะคะ
การดูแลตัวเองในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องที่คุณแม่ต้องเผชิญเพียงลำพัง สูติแพทย์ ทีมพยาบาล และคนใกล้ตัวต่างพร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อสนับสนุนคุณแม่ในทุกช่วงเวลา เพราะการที่คุณแม่ดูแลตัวเองได้ดี คือของขวัญที่ดีที่สุดที่ลูกน้อยจะได้รับตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ขอให้คุณแม่ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรงทั้งคุณแม่และลูกน้อย พร้อมเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นไปด้วยกันค่ะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
(1) A review of clinical practice guidelines on the management of preeclampsia and nursing inspiration — International Journal of Nursing Sciences (2024)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11650664/
(2) Aspirin for the prevention of preeclampsia: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled studies — Frontiers in Cardiovascular Medicine (2022)
https://www.frontiersin.org/journals/cardiovascular-medicine/articles/10.3389/fcvm.2022.936560/full
(3) Pre-eclampsia (Fact Sheet) — World Health Organization
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/pre-eclampsia
(4) WHO Recommendations for Prevention and Treatment of Pre-Eclampsia and Eclampsia — World Health Organization (2011)
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK140555/
(5) Preeclampsia — Symptoms & causes — Mayo Clinic
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/preeclampsia/symptoms-causes/syc-20355745
(6) Preeclampsia and Eclampsia — Merck Manual Professional Edition
อ้างอิง ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569