อาการท้องนอกมดลูก เป็นอย่างไร? ท้องโตไหม? เช็ก 3 สัญญาณเตือน และวิธีสังเกตก่อนสาย
คำถามที่พบบ่อย
ท้องนอกมดลูก จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นหรือไม่
คุณแม่สามารถสังเกตอาการท้องนอกมดลูกได้จากสัญญาณเตือนสำคัญ คือ มีเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อยร่วมกับปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาการมักปรากฏในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 12 ของการตั้งครรภ์ เลือดที่ออกมักไม่เหมือนประจำเดือนปกติ มักจะออกๆ หยุดๆ และมีสีน้ำตาลคล้ำ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการตั้งครรภ์ระยะแรก ควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด นะคะ
อาการท้องนอกมดลูก ตรวจจะขึ้น 2 ขีดไหม
ที่ตรวจครรภ์สามารถขึ้น 2 ขีดได้ค่ะ เพราะร่างกายยังผลิตฮอร์โมน hCG เช่นเดียวกับการตั้งครรภ์ปกติ การยืนยันว่าเป็นท้องนอกมดลูกหรือไม่ จำเป็นต้องตรวจด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดและฮอร์โมนเบต้า hCG ในเลือดที่โรงพยาบาล คุณหมอจะวินิจฉัยได้ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และส่วนใหญ่ตรวจเจอช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ หากตรวจครรภ์เป็นบวกร่วมกับมีอาการผิดปกติ ควรพบคุณหมอทันทีนะคะ
ท้องนอกมดลูก ตั้งครรภ์ใหม่ได้อีกไหม
คุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องนอกมดลูกสามารถตั้งครรภ์ใหม่ได้สำเร็จในอนาคต แม้มีความเสี่ยงท้องนอกมดลูกซ้ำประมาณร้อยละ 5 ถึง 19 ซึ่งสูงกว่าผู้ไม่เคยเป็นถึง 10 เท่า คุณหมอมักแนะนำให้รอประมาณ 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ครั้งใหม่ เพื่อให้ท่อนำไข่ฟื้นตัวและลดความเสี่ยงเกิดซ้ำ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพและประเมินปัจจัยเสี่ยงก่อนตั้งครรภ์ครั้งต่อไปนะคะ
สรุป
- อาการท้องนอกมดลูกมักเริ่มแสดงในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 12 ของการตั้งครรภ์ 4 สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ เลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อยที่ออกๆ หยุดๆ ปวดท้องน้อยข้างเดียว ปวดบ่าหรือไหล่ และเวียนศีรษะ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีนะคะ
- ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่เกิดภาวะท้องนอกมดลูก ได้แก่ ประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ การผ่าตัดในท่อนำไข่ ภาวะมีบุตรยาก การสูบบุหรี่ การใช้ห่วงคุมกำเนิด และอายุที่มากกว่า 35 ปี โดยเฉพาะหากเคยมีประวัติท้องนอกมดลูกมาก่อน 3
- การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจระดับฮอร์โมนเบต้า hCG ในเลือด ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด 3 ส่วนใหญ่จะตรวจพบในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ และต้องได้รับการรักษาโดยใช้ยาหรือการผ่าตัดภายใต้คำแนะนำของคุณหมอเท่านั้น
- คุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องนอกมดลูกสามารถตั้งครรภ์ใหม่ได้สำเร็จ คุณหมอมักแนะนำให้รอประมาณ 3 เดือนก่อนวางแผนตั้งครรภ์อีกครั้ง 7 เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความเสี่ยงของการเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำในอนาคตค่ะ
ลือกอ่านตามหัวข้อ
- ท้องนอกมดลูก คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
- อาการท้องนอกมดลูก เริ่มแรก ที่คุณแม่ควรสังเกต
- ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่ท้องนอกมดลูก
- ท้องนอกมดลูก ตรวจเจอกี่สัปดาห์ และตรวจด้วยวิธีไหน
- วิธีดูแลตัวเองหลังรักษาอาการท้องนอกมดลูก
- ไขข้อข้องใจ ท้องนอกมดลูก ท้องโตไหม ตั้งครรภ์ได้อีกไหม
ท้องนอกมดลูก คืออะไร
ท้องนอกมดลูก คือ ภาวะที่ไข่ที่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้วไม่ได้ฝังตัวในโพรงมดลูกตามปกติ แต่ไปฝังตัวเจริญเติบโตในตำแหน่งอื่นของร่างกาย ส่วนใหญ่ภาวะนี้พบประมาณร้อยละ 2 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด 2,7 โดยปกติแล้วไข่ที่ปฏิสนธิจะเดินทางจากท่อนำไข่เข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อฝังตัว แต่ในกรณีของท้องนอกมดลูก ไข่ดังกล่าวจะติดค้างก่อนถึงโพรงมดลูก และเริ่มเจริญเติบโตในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
จากข้อมูลทางการแพทย์ ภาวะท้องนอกมดลูกประมาณร้อยละ 95 ถึง 97 พบในท่อนำไข่ 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบได้บ่อยที่สุด รองลงมาคือ บริเวณรังไข่ ช่องท้อง ปากมดลูก และแผลผ่าตัดคลอดเก่า 3 สาเหตุหลักเกิดจากท่อนำไข่ที่ผิดปกติหรือมีความเสียหายจากการอักเสบ การติดเชื้อ หรือพังผืดที่ทำให้ไข่เคลื่อนผ่านไม่ได้ตามปกติ ส่งผลให้ไข่ค้างอยู่ในท่อและฝังตัวที่นั่นแทน
ทำไมท้องนอกมดลูกถึงเป็นเรื่องที่ต้องรีบรักษา
ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการตั้งครรภ์ในตำแหน่งที่ผิดปกตินี้ไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ และมีความเสี่ยงสูงที่ท่อนำไข่จะแตกออก ทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้องและเป็นอันตรายถึงชีวิตของคุณแม่ได้ 5 ภาวะนี้คิดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในแม่ตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 2.7 ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ทั้งหมด 3
โดยปกติช่วง สัปดาห์ที่ 7 และ สัปดาห์ที่ 8 ของคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ตัวอ่อนพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ในกรณีท้องนอกมดลูก ตัวอ่อนจะไม่สามารถเจริญในตำแหน่งที่ผิดปกติได้ และคุณหมอจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อปกป้องสุขภาพของคุณแม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเสียใจ แต่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่ค่ะ
อาการท้องนอกมดลูก เริ่มแรก ที่คุณแม่ควรสังเกต
หลายๆ ครั้งคุณแม่อาจไม่ทันสังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะอาการท้องนอกมดลูกในระยะแรกอาจคล้ายกับอาการตั้งครรภ์ทั่วไป เช่น ประจำเดือนขาด คัดหน้าอก คลื่นไส้ และที่ตรวจครรภ์ขึ้น 2 ขีด ทำให้คุณแม่หลายท่านไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในช่วงแรก โดยอาการของท้องนอกมดลูกมักเริ่มแสดงในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 12 ของการตั้งครรภ์ 4 การรู้จัก ท้องนอกมดลูก อาการเริ่มแรก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงค่ะ
3 สัญญาณเตือนสำคัญที่ควรระวัง
จากข้อมูลทางการแพทย์ของหน่วยงานสุขภาพชั้นนำ สัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยมี 3 อาการหลักดังนี้ค่ะ
1. เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
ในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก สัญญาณเตือนแรกของท้องนอกมดลูก คือ มีเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อยร่วมกับอาการปวดท้องน้อย 6 เลือดที่ออกมักไม่เหมือนประจำเดือนปกติ มักออกๆ หยุดๆ และมีสีน้ำตาลคล้ำหรือสีน้ำ 4 คุณแม่บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าเป็นประจำเดือน และไม่ทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์อยู่ หากเกิด มีเลือดออกจากช่องคลอดปริมาณมาก ร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ
2. ปวดท้องน้อยข้างเดียว
อาการปวดท้องน้อยที่เกี่ยวข้องกับท้องนอกมดลูกมักเป็นแบบบีบหรือปวดเรื้อรัง โดยมีลักษณะปวดข้างใดข้างหนึ่งของช่องท้อง ตามตำแหน่งของท่อนำไข่ที่มีปัญหา 3 อาการปวดอาจค่อยๆ พัฒนาขึ้น หรือเกิดขึ้นทันที และอาจมีลักษณะปวดต่อเนื่องหรือมีพักช่วง
3. ปวดบ่าหรือไหล่
เป็นอาการเฉพาะที่หลายคนไม่คุ้นเคย ปวดบ่าหรือไหล่ในที่นี้คือความรู้สึกปวดบริเวณปลายไหล่ที่ต่อกับแขน 4 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีเลือดออกในช่องท้องจากการที่ท่อนำไข่เริ่มแตก สาเหตุเกิดจากเลือดที่รั่วออกมาไประคายเคืองเส้นประสาทกระบังลม จึงทำให้รู้สึกปวดสะท้อนไปที่ไหล่ได้ค่ะ
อาการเตือนภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
หากคุณแม่มีอาการต่อไปนี้ ควรโทรเรียกรถพยาบาลหรือไปห้องฉุกเฉินทันทีนะคะ
- ปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ร่วมกับเลือดออกจากช่องคลอด
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม 3
- คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการดังกล่าว
หากท่อนำไข่แตก จะมีเลือดออกในช่องท้องเป็นปริมาณมาก ซึ่งทำให้เกิดภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิต ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อแก้ไข 3 นอกจากนี้ การมีเลือดออกจากช่องคลอดต่อเนื่องเกิน 3 วัน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของท้องนอกมดลูกประมาณร้อยละ 20 ต่อหนึ่งวันที่เลือดออก 1 คุณแม่จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจนค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณแม่ท้องนอกมดลูก
แม้ว่าภาวะท้องนอกมดลูกอาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน แต่มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้คุณแม่เป็นภาวะนี้ได้มากกว่าปกติ การทราบปัจจัยเสี่ยงล่วงหน้าจะช่วยให้คุณแม่เตรียมตัวและวางแผนตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น 1 อย่างไรก็ตาม คุณแม่ที่ประสบภาวะท้องนอกมดลูกถึงร้อยละ 50 ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ระบุได้เลย 7 ดังนั้นการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชระบุปัจจัยเสี่ยงสำคัญของท้องนอกมดลูกไว้ดังนี้
- เคยมีภาวะท้องนอกมดลูกมาก่อน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด หากเคยเป็นมาแล้ว 1 ครั้ง มีโอกาสเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 5 ถึง 19 ซึ่งสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็นถึง 10 เท่าค่ะ 1
- การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือการอักเสบของท่อนำไข่จากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อคลามิเดียและหนองใน ทำให้ท่อนำไข่อักเสบและเป็นแผลเป็น ส่งผลให้การเดินทางของไข่ผิดปกติ 3 จากการศึกษาขนาดใหญ่จากประเทศเดนมาร์กพบว่า การติดเชื้อคลามิเดียเพิ่มความเสี่ยงท้องนอกมดลูกถึงร้อยละ 30 1
- การผ่าตัดในท่อนำไข่หรือบริเวณอุ้งเชิงกราน รวมถึงการทำหมันที่ผ่าน อาจทำให้เกิดพังผืดและแผลเป็นที่กระทบต่อการทำงานของท่อนำไข่ได้
- ภาวะมีบุตรยากและการรักษาด้วยเด็กหลอดแก้ว งานวิจัยพบว่าผู้ที่รักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเด็กหลอดแก้วหรือวิธีคล้ายกัน มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยเฉพาะหากตัวอ่อนที่ย้ายมีจำนวนมาก 1
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะนี้อาจทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน ซึ่งกระทบต่อการเดินทางของไข่ผ่านท่อนำไข่
- การสูบบุหรี่ สารพิษในบุหรี่มีผลต่อการทำงานของขนเซลล์ที่ผนังท่อนำไข่ ทำให้การเคลื่อนที่ของไข่ผิดปกติ และยิ่งสูบมาก ความเสี่ยงยิ่งสูงค่ะ 6
- การใช้ห่วงคุมกำเนิด โอกาสตั้งครรภ์ขณะใช้ห่วงคุมกำเนิดมีน้อยมาก แต่หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นจริง โอกาสที่จะท้องนอกมดลูกจะสูงกว่าปกติ
- อายุที่มากกว่า 35 ปี ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงของภาวะท้องนอกมดลูกสูงกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า 7
ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้
มีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่คุณแม่สามารถดูแลจัดการได้เอง เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดภาวะท้องนอกมดลูก ได้แก่ การหยุดสูบบุหรี่ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อที่อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ คุณแม่ที่มีประวัติเสี่ยงไม่ต้องท้อใจนะคะ ลองพูดคุยกับคุณหมอเพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมและตรวจสุขภาพร่างกายอย่างละเอียดก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่สบายใจมากขึ้นค่ะ
ท้องนอกมดลูก ตรวจเจอกี่สัปดาห์ และตรวจด้วยวิธีไหน
คุณแม่หลายท่านสงสัยว่า ภาวะท้องนอกมดลูกจะตรวจเจอเมื่อไหร่ และต้องตรวจด้วยวิธีไหน คำตอบคือ คุณหมอจะวินิจฉัยท้องนอกมดลูกได้ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คือ ภายใน 12 สัปดาห์แรก โดยส่วนใหญ่จะตรวจพบในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ 7 การตรวจมีหลายขั้นตอนที่ต้องอาศัยทั้งการตรวจเลือดและภาพถ่ายอัลตราซาวด์ร่วมกันเพื่อยืนยันตำแหน่งของการตั้งครรภ์ค่ะ
วิธีการตรวจวินิจฉัยที่คุณหมอใช้
การวินิจฉัยภาวะท้องนอกมดลูกมีหลายวิธีที่ต้องใช้ร่วมกันเพื่อความแม่นยำ จากการศึกษาพบว่าการตรวจมาตรฐานประกอบด้วยการประเมินระดับฮอร์โมนเบต้า hCG ในเลือดควบคู่กับการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด 3
- การตรวจครรภ์ในปัสสาวะหรือเลือด เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ก่อน ที่ตรวจครรภ์จากปัสสาวะหรือการตรวจระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดจะเป็นบวก เนื่องจากร่างกายยังผลิตฮอร์โมนนี้แม้ในกรณีท้องนอกมดลูก
- การตรวจระดับฮอร์โมนเบต้า hCG ในเลือดแบบติดตาม คุณหมอจะตรวจระดับฮอร์โมนเบต้า hCG ในเลือดและนำมาเทียบกัน หากระดับ hCG สูงกว่า 2,000 mIU/mL แต่ไม่พบถุงตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกจากอัลตราซาวด์ จะเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญของท้องนอกมดลูก 3 นอกจากนี้ ในการตั้งครรภ์ปกติ ระดับ hCG จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในท้องนอกมดลูก ระดับจะเพิ่มช้ากว่าปกติหรือลดลงค่ะ
- การตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ช่วยให้คุณหมอเห็นตำแหน่งของการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน 6 คุณหมอจะสอดเครื่องตรวจขนาดเล็กเข้าไปในช่องคลอดเพื่อสร้างภาพของมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่อย่างชัดเจน หากตรวจไม่พบถุงตั้งครรภ์ในมดลูก ร่วมกับระดับ hCG ที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ จะต้องสงสัยภาวะท้องนอกมดลูก
- การตรวจร่างกายและตรวจภายใน คุณหมอจะตรวจคลำหน้าท้องและตรวจภายในเพื่อหาบริเวณที่กดเจ็บหรือมีก้อนผิดปกติบริเวณท่อนำไข่หรือรังไข่ ร่วมกับการสอบถามอาการค่ะ
สัปดาห์ที่ตรวจเจอท้องนอกมดลูก
โดยทั่วไป คุณแม่จะรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์เมื่อประจำเดือนขาดและตรวจครรภ์เป็นบวก ซึ่งมักอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 5 จากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกหรือปวดท้องน้อย คุณหมออาจสงสัยภาวะท้องนอกมดลูกและสั่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ส่วนใหญ่จะตรวจพบท้องนอกมดลูกในช่วงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ 7 ในบางกรณีที่ระดับ hCG ยังต่ำในระยะแรก คุณหมออาจให้นัดมาตรวจซ้ำใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง เพื่อติดตามการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน หากระดับ hCG เพิ่มช้ากว่าปกติหรือลดลง ก็จะยิ่งเพิ่มความน่าจะเป็นว่าเป็นท้องนอกมดลูก คุณหมอจะอธิบายผลตรวจให้ฟังอย่างละเอียดและช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ
วิธีดูแลตัวเองหลังรักษาอาการท้องนอกมดลูก
หลังจากที่คุณแม่ได้รับการรักษาภาวะท้องนอกมดลูกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด การดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจกลับมาแข็งแรงพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ในอนาคต การรักษาภาวะนี้ทำได้โดยการใช้ยาเมโธเทรกเซตเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์ในกรณีที่ตรวจพบเร็วและไม่มีการตกเลือด หรือการผ่าตัดผ่านกล้องในกรณีที่ท่อนำไข่แตกหรือเสี่ยงแตก 6 ทุกการรักษาต้องดำเนินการภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
การดูแลร่างกายหลังการรักษา
หลังการรักษา คุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด ดังนี้
- พักผ่อนเพียงพอ ในช่วงพักฟื้น ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ท่อนำไข่จะแตก 3
- ตรวจติดตามผลตามนัด โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยยาเมโธเทรกเซต คุณหมอจะนัดตรวจระดับฮอร์โมน hCG อย่างต่อเนื่องจนกว่าระดับจะลดลงจนเป็นปกติ
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงพักฟื้น ในช่วงแรกของการพักฟื้น คุณแม่ควรงดมีเพศสัมพันธ์ตามที่คุณหมอแนะนำ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ท่อนำไข่จะแตก 3 และควรปรึกษาคุณหมอเรื่องการคุมกำเนิดที่เหมาะสมค่ะ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง เลือดออกมาก หรือเป็นไข้ ควรรีบไปพบคุณหมอทันที
การดูแลสุขภาพจิตใจ
การสูญเสียการตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก แม้ว่าคุณแม่จะเพิ่งรู้ว่าตั้งครรภ์ได้ไม่นานก็ตาม การยอมรับความสูญเสียและให้เวลาตัวเองได้เศร้าและฟื้นตัวเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ 6 ความเศร้าและน้ำตาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่จำเป็นต้องรีบกลับมาเข้มแข็งทันที คุณแม่ควรพูดคุยกับคนใกล้ตัว คู่ชีวิต ครอบครัว หรือเพื่อนสนิทเพื่อระบายความรู้สึก หากรู้สึกซึมเศร้าเป็นเวลานานหรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหลังการรักษาภาวะท้องนอกมดลูก คุณแม่ควรได้รับการให้คำปรึกษารายบุคคลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดซ้ำและการวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป รวมถึงการสนับสนุนทางจิตใจที่เหมาะสม 1

เตรียมร่างกายสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่
หลังจากผ่านพ้นภาวะท้องนอกมดลูกและมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป การดูแลโภชนาการที่เหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพคุณแม่และการเตรียมพร้อมเพื่อลูกน้อย โดยมีสารอาหารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ ได้แก่ ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาสมองและจอประสาทตาของลูกน้อย รวมถึง บี แล็กทิส (B. lactis) จุลินทรีย์ดีที่มีส่วนช่วยส่งเสริมสมดุลของระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญคือ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารที่พบตามธรรมชาติในนมแม่ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาสมองและการเรียนรู้ของลูกน้อย

ไขข้อข้องใจ ท้องนอกมดลูก ท้องโตไหม ตั้งครรภ์ได้อีกไหม
มีคำถามมากมายที่คุณแม่อยากรู้เกี่ยวกับภาวะท้องนอกมดลูก โดยเฉพาะเรื่องของผลกระทบต่อร่างกายและโอกาสในการตั้งครรภ์อีกครั้งในอนาคต ขอรวบรวมคำตอบให้คุณแม่ในส่วนนี้นะคะ
ท้องนอกมดลูก ท้องโตไหม
คำตอบคือ ท้องไม่โตค่ะ ภาวะท้องนอกมดลูกไม่สามารถเจริญไปจนคลอดเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ การตั้งครรภ์ในตำแหน่งที่ผิดปกตินี้เป็นอันตรายต่อตัวอ่อน และการตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ 7 ไข่ที่ฝังตัวนอกโพรงมดลูกไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ เพราะตำแหน่งนั้นไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาของตัวอ่อน หากปล่อยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไป จะทำให้ท่อนำไข่แตกและเกิดการตกเลือดในช่องท้องเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ 5
ท้องนอกมดลูก มีโอกาสรอดไหม
ตัวอ่อนในภาวะท้องนอกมดลูกไม่สามารถรอดและพัฒนาเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ค่ะ แต่สำหรับคุณแม่ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาทันท่วงทีก่อนที่ท่อนำไข่จะแตก ส่วนใหญ่จะปลอดภัย แต่หากเกิดการแตกของท่อนำไข่ก่อนการรักษา จะเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้ 4 จึงเป็นเหตุผลที่คุณแม่ควรสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิดและรีบไปพบคุณหมอเมื่อมีสัญญาณผิดปกติค่ะ
ท้องนอกมดลูก เป็นเมนส์ไหม
เลือดที่ออกจากท้องนอกมดลูกไม่เหมือนประจำเดือนปกติ ลักษณะเลือดที่ออกในกรณีท้องนอกมดลูกจะแตกต่างจากประจำเดือนทั่วไป มักเริ่มและหยุดเป็นช่วงๆ เลือดอาจมีลักษณะใส มีสีน้ำตาลคล้ำ และปริมาณไม่มากเท่าประจำเดือน 4 คุณแม่บางท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นประจำเดือนและไม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงควรตรวจครรภ์หากประจำเดือนมาผิดปกติร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงหรืออาการอื่นๆ ของการตั้งครรภ์
ท้องนอกมดลูก ตั้งครรภ์ได้อีกไหม
คุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องนอกมดลูกสามารถตั้งครรภ์อีกครั้งได้สำเร็จ 7 แม้ว่าโอกาสที่จะตั้งครรภ์ครั้งใหม่อย่างปลอดภัยจะลดลงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่คุณแม่ยังสามารถมีลูกได้ตามปกติ คุณหมอจะแนะนำให้รอประมาณ 3 เดือนหลังการรักษาก่อนการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ เพื่อให้ท่อนำไข่ได้ฟื้นตัวและลดความเสี่ยงในการเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำอีก 7 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการเกิดท้องนอกมดลูกซ้ำมีอยู่ประมาณร้อยละ 5 ถึง 19 1 ดังนั้นคุณแม่ที่เคยเป็นควรปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสุขภาพและประเมินปัจจัยเสี่ยงอย่างละเอียดก่อนการตั้งครรภ์อีกครั้งค่ะ
ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลายท่าน และทำให้รู้สึกกังวล เศร้าใจ และไม่แน่ใจในก้าวต่อไปของชีวิต การเผชิญกับภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ แต่อยากให้คุณแม่รู้ว่ายังมีหวังและทางออกอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตสัญญาณเตือนของอาการท้องนอกมดลูก ได้แก่ มีเลือดออกจากช่องคลอดเล็กน้อย ปวดท้องน้อยข้างเดียว และปวดบ่าหรือไหล่ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 12 ของการตั้งครรภ์ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัย เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อร่างกายและจิตใจของคุณแม่ได้นะคะ
หลังการรักษา คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ พักผ่อนให้เพียงพอ ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอ และพูดคุยกับคนใกล้ตัวเพื่อระบายความรู้สึก หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม การปรึกษาคุณหมอสูตินรีเวชหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างมั่นคงพร้อมรับมือกับอนาคต
สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์อีกครั้ง ขอให้มั่นใจว่าคุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นท้องนอกมดลูกสามารถมีลูกได้ปกติ การเตรียมร่างกายให้แข็งแรง การดูแลโภชนาการที่เหมาะสม และการตรวจสุขภาพประจำกับคุณหมอจะช่วยให้คุณแม่พร้อมต้อนรับลูกน้อยที่จะเกิดมาในอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกท่านนะคะ ในทุกบทเรียนของชีวิต ยังมีโอกาสและความหวังรอเราอยู่เสมอค่ะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
(1) The diagnosis and management of extrauterine and uterine ectopic pregnancy — Human Reproduction Update (Oxford University Press)
https://academic.oup.com/humupd/article/32/1/2/8277885
(2) Risk factors for methotrexate treatment failure in tubal ectopic pregnancy — BMC Pregnancy and Childbirth (Springer Nature)
https://bmcpregnancychildbirth.biomedcentral.com/articles/10.1186/s12884-024-07122-6
(3) Ectopic Pregnancy — StatPearls (NIH NCBI Bookshelf)
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK539860/
(4) Ectopic pregnancy — Symptoms — NHS (UK)
https://www.nhs.uk/conditions/ectopic-pregnancy/symptoms/
(5) Ectopic Pregnancy | Tubal Pregnancy — MedlinePlus (NIH/NLM)
https://medlineplus.gov/ectopicpregnancy.html
(6) Ectopic pregnancy — Symptoms & causes — Mayo Clinic
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/ectopic-pregnancy/symptoms-causes/syc-20372088
(7) Ectopic Pregnancy: Causes, Symptoms & Treatments — Cleveland Clinic
https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/9687-ectopic-pregnancy
อ้างอิง ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569