อาการแพ้ท้อง มีอะไรบ้าง? เช็ก 10 อาการคนแพ้ท้อง และวิธีรับมือ
คำถามที่พบบ่อย
ไม่แพ้ท้องเลย ผิดปกติไหม?
คุณแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 25% ไม่มีอาการแพ้ท้องเลย ถือเป็นเรื่องปกติ และอาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายมีความสมดุล รวมถึงมีสภาพจิตใจที่มั่นคง ไม่เครียด จึงอาจทำให้คุณแม่ไม่มีอาการแพ้ท้อง
อาการแพ้ท้องส่งผลเสียต่อลูกในครรภ์หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว อาการแพ้ท้องที่ไม่รุนแรงไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์โดยตรงแต่หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องรุนแรง จนไม่สามารถทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย หน้ามืด เป็นลม อาเจียนมาก อ่อนเพลียมาก กรณีนี้จำเป็นต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกได้
แพ้ท้องตอนกลางคืน เกิดจากอะไร?
อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะช่วงเช้า การแพ้ท้องตอนกลางคืนมีสาเหตุเช่นเดียวกับช่วงเวลาอื่น คือการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน hCG ในร่างกาย ร่วมกับประสาทรับกลิ่นและความไวต่อกลิ่นที่เพิ่มขึ้น สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ พะอืดพะอมในช่วงเย็นหรือก่อนนอนได้เช่นกัน
สรุป
- อาการแพ้ท้องเป็นภาวะที่พบบ่อยในไตรมาสแรก โดยส่งผลกระทบกับคุณแม่ตั้งครรภ์ถึง 70% มักเริ่มที่สัปดาห์ที่ 6 และดีขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ 13-14 อาการรุนแรงที่สุดมักอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่ 8-10 ค่ะ 3
- อาการคนแพ้ท้องที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร เวียนหัว จมูกไวต่อกลิ่น และอารมณ์แปรปรวน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน hCG และเอสโตรเจนในช่วงตั้งครรภ์ 3
- ระดับความรุนแรงของอาการแพ้ท้องแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง ไปจนถึงรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) ซึ่งพบประมาณ 0.3-10.8% ของการตั้งครรภ์และต้องการการดูแลทางการแพทย์ 4
- การบรรเทาอาการทำได้โดยปรับการรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อยบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง พักผ่อนเพียงพอ และทดลองเมนูช่วยลดอาการ เช่น น้ำขิง น้ำมะพร้าว แครกเกอร์ ผลไม้แช่เย็น และชาเปปเปอร์มินต์ค่ะ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- อาการแพ้ท้อง เริ่มกี่สัปดาห์ และจะหายไปเมื่อไหร่?
- เช็กลิสต์ 10 อาการคนแพ้ท้องที่พบบ่อยที่สุด
- ตารางเช็กระดับความรุนแรงอาการแพ้ท้อง แบบไหนปกติ แบบไหนต้องระวัง?
- อาการแพ้ท้องอันตราย สัญญาณที่ควรรีบไปพบคุณหมอทันที
- อาการแพ้ท้อง เกิดจากอะไร? สาเหตุที่คุณแม่ควรรู้
- วิธีรับมือและบรรเทาอาการแพ้ท้อง พะอืดพะอม
อาการแพ้ท้อง เริ่มกี่สัปดาห์ และจะหายไปเมื่อไหร่?
คุณแม่มือใหม่หลายท่านมักจะตั้งคำถามด้วยความกังวลใจว่า อาการแพ้ท้องนี้จะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ และจะอยู่กับเราไปนาน
แค่ไหน ซึ่งจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์เกือบทั้งหมดจะเริ่มส่งสัญญาณอาการแพ้ท้องให้เห็นตั้งแต่
ก่อนสัปดาห์ที่ 9 ของการตั้งครรภ์ 3 โดยเฉลี่ยอาการมักเริ่มต้นตั้งแต่ สัปดาห์ที่ 4 หรือ สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ แม้ระยะเวลาที่เริ่มจะแตกต่างกันไปในคุณแม่แต่ละท่านนะคะ
อาการแพ้ท้องเริ่มสัปดาห์ไหน
อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรก โดยมักเริ่มได้เร็วที่สุดที่สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณแม่แต่ละท่านด้วย 3 ในช่วงนี้ระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณแม่อาจรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหารได้ง่ายค่ะ คุณแม่บางท่านอาจสังเกตอาการตั้งแต่ก่อนรู้ว่าตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของช่วงต้นการตั้งครรภ์ค่ะ
อาการแพ้ท้องสุดทรมานนี้จะหายไปเมื่อไหร่?
ข่าวดีสำหรับคุณแม่ค่ะ อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองประมาณสัปดาห์ที่ 13 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดของไตรมาสแรก 3 อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางท่านอาจมีอาการต่อเนื่องไปจนถึงต้นไตรมาสที่ 2 หรือก่อน อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ โดยอาการมักรุนแรงที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-103 และจะค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อระดับฮอร์โมนเริ่มคงที่ค่ะ
ใครบ้างที่เสี่ยงมีอาการแพ้ท้องรุนแรง
จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า คุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้มีโอกาสจะมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปค่ะ 3
- ตั้งครรภ์แฝด (ฝาแฝดหรือสามฝาแฝด)
- มีประวัติแพ้ท้องรุนแรงในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- มีคนในครอบครัวเคยแพ้ท้องหนัก
- มีประวัติเมารถ เมาเรือ หรือ เมาเครื่องบิน
- มีประวัติเป็นไมเกรน
- มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (ค่า BMI 25-30) 3
หากคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ควรปรึกษาคุณหมอตั้งแต่ช่วงต้นเพื่อวางแผนการดูแลและรับคำแนะนำที่เหมาะสมค่ะ

เช็กลิสต์ 10 อาการคนแพ้ท้องที่พบบ่อยที่สุด
นอกเหนือจากอาการคลื่นไส้และอาเจียนที่เป็นอาการหลักแล้ว ความจริงแล้วอาการแพ้ท้องยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลง
ทางร่างกายและอารมณ์อีกหลากหลายด้าน ซึ่งจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์
ในไตรมาสแรกถึง 70% 34 เรามาดูเช็กลิสต์ 10 อาการคนแพ้ท้องที่พบบ่อยที่สุด ขอชวนคุณแม่มาดูกันเลยค่ะว่ามีอาการ
อะไรบ้าง
1. เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย: คุณแม่อาจรู้สึกเพลียกว่าปกติ เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น ร่วมกับร่างกายที่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดูแลทารกในครรภ์
2. คลื่นไส้ อาเจียน: อาการพะอืดพะอมที่คุณแม่ถึง 70% ต้องเจอในช่วง 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 3
3. เบื่ออาหาร: รู้สึกไม่อยากทาน หรือทานได้น้อยลงจากอาหารที่เคยชอบ
4. อยากทานของแปลก: อยากทานอาหารรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หรือของที่ไม่เคยอยากทานมาก่อน
5. เวียนศีรษะ หน้ามืด: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและความดันโลหิตที่ปรับเปลี่ยน
6. อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่าย อารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ จากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง
7. ตัวรุม ๆ เหมือนจะเป็นไข้: อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย จากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้น
8. จมูกไวต่อกลิ่น: ได้กลิ่นต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกลิ่นอาหาร จากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นค่ะ
9. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย: รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่ มีลมในท้อง หรือเรอเปรี้ยว
10. น้ำหนักลดลงในช่วงแรก: คุณแม่ที่แพ้ท้องหนักจนทานอาหารแทบไม่ได้ อาจมีน้ำหนักลดลงในช่วงเริ่มต้นค่ะ
หากคุณแม่กำลังประสบกับอาการเหล่านี้ ไม่ต้องกังวลเกินไปนะคะ เพราะส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ค่ะ

[ตารางเปรียบเทียบระดับความรุนแรงอาการแพ้ท้อง (อ้างอิง 3)
| ระดับความรุนแรง | ลักษณะอาการ | คำแนะนำและสัญญาณเตือน |
| ระดับเล็กน้อย (Mild) | คลื่นไส้เล็กน้อย อาเจียนนาน ๆ ครั้ง (1-2 ครั้ง/วัน) ยังทานอาหารและดื่มน้ำได้ ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ | ปรับการรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย หลีกเลี่ยงกลิ่นกระตุ้น พักผ่อนเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ยา |
| ระดับปานกลาง (Moderate) | คลื่นไส้บ่อย อาเจียน วันรู้สึกไม่สบายตัวมาก ใช้ชีวิตประจำวันยากขึ้น แต่ยังพอทานอาหารและดื่มน้ำได้ | ปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำ อาจพิจารณาใช้วิตามินบี 6 และยาแก้อาเจียนภายใต้คำแนะนำของแพทย์ 3 |
| ระดับรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) | อาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง/วัน รับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่ได้เลย น้ำหนักลดลงเกิน 4.5 กิโลกรัม มีภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะออกน้อย เวียนหัวเป็นลม 3 | รีบไปพบคุณหมอทันที อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือและยาควบคุมอาการ |
สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเบื้องต้นสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่หากสังเกตแล้วพบว่าอาการเข้าข่ายระดับรุนแรง ควรรีบไปปรึกษาคุณหมอทันที เพราะอาการ
แพ้ท้องที่รุนแรงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ค่ะ
อาการแพ้ท้องอันตราย สัญญาณที่ควรรีบไปพบคุณหมอทันที
แม้ว่าอาการแพ้ท้องโดยทั่วไปจะไม่เป็นอันตราย 3 แต่หากมีอาการรุนแรงในระดับที่เข้าข่ายภาวะ แพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) คุณแม่ต้องระวังและไปพบคุณหมอโดยด่วน โดยจากงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่าภาวะนี้เกิดขึ้นประมาณ 0.3-10.8% ของการตั้งครรภ์ทั่วโลก4 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ คุณแม่จึงต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดนะคะ
สัญญาณเตือนอาการแพ้ท้องอันตราย ที่ต้องรีบไปพบคุณหมอทันที
- ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลย อาเจียนออกมาทุกครั้งที่ลองทาน
- น้ำหนักตัวลดลง เกิน 4.5 กิโลกรัม จากน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์3
- มีภาวะขาดน้ำ ปัสสาวะออกน้อย ปัสสาวะสีเข้ม เวียนหัวเมื่อลุกยืน
- หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือรู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ
- อาเจียนวันละหลายครั้ง อาเจียนปนเลือดหรือสีน้ำตาล
- มีไข้ ปวดท้อง หรือรู้สึกสับสน
อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายของคุณแม่กำลังตกอยู่ในภาวะขาดน้ำและสารอาหารอย่างรุนแรงค่ะ ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายต้องดึงไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงานแทน จนเกิดการสะสมของ คีโตน (Ketone) ในกระแสเลือด และสารนี้เองค่ะที่สามารถส่งผลกระทบจนเกิดอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้ การได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง รวมถึงการต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ 1 คุณแม่จึงไม่ควรรอจนอาการรุนแรง ควรปรึกษาคุณหมอตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ค่ะ
อาการแพ้ท้อง เกิดจากอะไร? สาเหตุที่คุณแม่ควรรู้
แม้สาเหตุที่แท้จริงของอาการแพ้ท้องยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและเคมีร่วมกันหลายปัจจัย 3 คุณแม่อาจสงสัยว่าทำไมร่างกายถึงตอบสนองเช่นนี้ในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ มาดูสาเหตุหลัก ๆ กันค่ะ
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
สาเหตุหลักของอาการแพ้ท้องเกิดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนการตั้งครรภ์ในร่างกาย อาการมักเริ่มก่อนสัปดาห์ที่ 9 ของการตั้งครรภ์ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ ฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) และเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น 3 ฮอร์โมน hCG ถูกผลิตจากรกในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ 4 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่คุณแม่มักรู้สึกว่าอาการแพ้ท้องรุนแรงที่สุด นอกจากนี้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นยังทำให้การย่อยอาหารช้าลง ส่งผลให้คุณแม่รู้สึกท้องอืดและคลื่นไส้ได้ง่ายขึ้นค่ะ
สภาวะทางจิตใจและกลไกป้องกันตามธรรมชาติ
ความเครียด ความวิตกกังวล และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้อาการแพ้ท้องรุนแรงขึ้น 3 นอกเหนือจากนั้น นักวิจัยยังเชื่อว่าอาการแพ้ท้องอาจเป็นกลไกการปกป้องตามธรรมชาติของร่างกาย โดยความมหัศจรรย์นี้จะช่วยกระตุ้น
ให้คุณแม่ไวต่อกลิ่นและรสชาติของอาหารบางชนิดมากกว่าปกติ เพื่อให้คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจ
เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ ช่วงที่กำลังสร้างและพัฒนาอวัยวะสำคัญนั่นเองค่ะ
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออาการแพ้ท้อง
นอกจากฮอร์โมนและจิตใจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจกระตุ้นให้อาการแพ้ท้องแย่ลง เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต และการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ 3 คุณแม่ที่อดอาหารหรือมื้ออาหารห่างเกินไป มักรู้สึกคลื่นไส้มากขึ้น การทานอาหารเป็นมื้อย่อยบ่อย ๆ จึงสามารถบรรเทาอาการได้ดีค่ะ
วิธีรับมือและบรรเทาอาการแพ้ท้อง พะอืดพะอม
ข่าวดีสำหรับคุณแม่ค่ะ คือ อาการแพ้ท้อง สามารถบรรเทาได้ด้วยการปรับการกินและวิถีชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสมอไป จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ผลค่ะ 3,1
ปรับการรับประทานอาหารตามช่วงเวลา
การจัดมื้ออาหารและประเภทของอาหารตามช่วงเวลาในแต่ละวัน สามารถช่วยลดอาการพะอืดพะอมได้ค่ะ 3 ดูคำแนะนำ อาหารสำหรับคนท้อง และเทคนิคจัดมื้อต่อไปนี้
- ช่วงเช้า: ในช่วงเช้าหลังตื่นนอน คุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง แนะนำให้ทานแครกเกอร์ ขนมปังกรอบ หรือซีเรียลชิ้นเล็กๆ ก่อนลุกจากเตียงสักนิด เพื่อช่วยให้กระเพาะอาหารได้ปรับตัวและช่วยบรรเทาอาการ
พะอืดพะอมตอนเช้าได้ดีขึ้นค่ะย่อย 5-6 มื้อต่อวัน แทน 3 มื้อใหญ่ และจิบน้ำหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ ระหว่างมื้อ หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังทานอาหาร - ช่วงเย็น: เลือกอาหารรสไม่จัด เลี่ยงอาหารกลิ่นแรง อาหารทอด หรืออาหารมัน เพื่อไม่กระตุ้นอาการคลื่นไส้ในตอนกลางคืน 3
เคล็ดลับการดูแลตัวเองเพิ่มเติม
นอกจากการปรับมื้ออาหารแล้ว ยังมีเคล็ดลับอื่น ๆ ที่คุณแม่สามารถนำไปใช้ได้ค่ะ
- ดื่มน้ำสม่ำเสมอตลอดวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- พักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ 3
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอาการ เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นอาหารทอด หรือสถานที่อบอ้าว
- ทดลองใส่สายรัดข้อมือ (acupressure wristband) ซึ่งกดจุดที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
- ทำกิจกรรมที่ช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ หรือเดินเล่นในสวน
- รินซ์ปากหลังอาเจียน เพื่อป้องกันกรดทำลายเคลือบฟัน

[H3] 5 เมนูอาหารสำหรับคุณแม่แพ้ท้องที่ช่วยบรรเทาอาการ
หากคุณแม่กำลังมองหาเมนูช่วยลดอาการคลื่นไส้ ลองดูคำแนะนำ เมนูอาหารคนแพ้ท้อง ต่อไปนี้ค่ะ
1. น้ำขิง: ขิงเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ดี จากการศึกษาที่รวบรวมงานวิจัย 12 ชิ้น มีคุณแม่ตั้งครรภ์ร่วม 1,278 คน พบว่าขิงช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ 2 ทั้งนี้ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และปรึกษาคุณหมอก่อนหากมีข้อสงสัย
2. น้ำมะพร้าว: ช่วยเติมน้ำและแร่ธาตุให้ร่างกาย โดยเฉพาะหากคุณแม่อาเจียนบ่อยจนเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
3. แครกเกอร์: ทานก่อนลุกจากเตียงตอนเช้าเพื่อช่วยให้กระเพาะปรับตัว ไม่มีกลิ่นแรงและย่อยง่าย
4. ผลไม้แช่เย็น: การเลือกทานผลไม้แช่เย็น เช่น แตงโม สับปะรด หรือส้ม จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้พะอืดพะอม
ได้ดีกว่าอาหารอุ่นร้อนค่ะ เนื่องจากอาหารหรือผลไม้ที่เย็นจัดจะมีกลิ่นฉุนที่เบาบางกว่า จึงไม่ไปกระตุ้นประสาทสัมผัสให้
คุณแม่รู้สึกอยากอาเจียนนั่นเองค่ะ
5. ชาเปปเปอร์มินต์: กลิ่นเปปเปอร์มินต์มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และผ่อนคลายระบบทางเดินอาหารได้
หากปรับการกินและวิถีชีวิตแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแพ้ท้องรุนแรงจนทานอาหารไม่ได้เลย ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อพิจารณาให้วิตามินบี 6 หรือยาแก้อาเจียนที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ 3
อาการแพ้ท้อง เป็นภาวะที่พบบ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และมักดีขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 13-14 ของการตั้งครรภ์ค่ะ 3 คุณแม่สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ด้วยการปรับการรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และทดลองเมนูช่วยลดอาการ เช่น น้ำขิง น้ำมะพร้าว หรือชาเปปเปอร์มินต์ แต่หากมีอาการรุนแรงในระดับ Hyperemesis Gravidarum ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมนะคะ
การดูแลสุขภาพของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และรับมือกับอาการแพ้ท้องอย่างเหมาะสม นอกจากจะส่งผลดีต่อลูกน้อยในครรภ์แล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับการผลิตน้ำนมแม่หลังคลอดอีกด้วย เพราะในนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด ซึ่งรวมถึง ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของลูก พร้อมด้วย บี แล็กทิส (B. lactis) จุลินทรีย์สุขภาพที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารที่พบมากในนมแม่ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลที่รวดเร็ว การคิดพลิกแพลง และการมีสมาธิจดจ่อ โดยเฉพาะในขวบปีแรกที่เป็นช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ค่ะ

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
- พัฒนาการทารกในครรภ์ 1-40 สัปดาห์ ที่แม่มือใหม่ห้ามพลาด
- น้ำคร่ำ คืออะไร น้ำคร่ำรั่ว อาการแบบไหน สัญญาณใกล้คลอดที่ต้องรับมือ
- อาการท้องแข็งบ่อย ลูกโก่งตัวบ่อย อันตรายหรือไม่ ทำไมคุณแม่ต้องรู้
- เลือดล้างหน้าเด็กสีอะไร เลือดล้างหน้าเด็กสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์
- ที่ตรวจครรภ์แบบไหนดี ชุดตรวจครรภ์ ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว
อ้างอิง:
(1) ACOG Practice Bulletin No. 189: Nausea And Vomiting Of Pregnancy — Obstetrics & Gynecology
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29266076/
(2) A systematic review and meta-analysis of the effect and safety of ginger in the treatment of pregnancy-associated nausea and vomiting — Nutrition Journal (Viljoen et al., 2014)
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24642205/
(3) Morning Sickness: Nausea and Vomiting of Pregnancy — Cleveland Clinic
(4) Emerging Progress in Nausea and Vomiting of Pregnancy and Hyperemesis Gravidarum: Challenges and Opportunities — Frontiers in Medicine (Liu et al., 2022)
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8785858/
อ้างอิง ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569