ลาคลอดได้กี่วัน สวัสดิการและสิทธิลาคลอดประกันสังคมหลังคลอด
คำถามที่พบบ่อย
ตามกฎหมายใหม่ปี 2569 ลาคลอดได้กี่วัน และยังได้รับเงินเดือนอยู่ไหมคะ?
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 คุณแม่สามารถลาคลอดได้สูงสุด 120 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน 60 วัน และสำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเพิ่มอีก 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน (เบิกได้ไม่เกิน 2 ครั้ง) สำหรับรายละเอียดและเงื่อนไขที่แน่นอน ควรปรึกษาฝ่ายบุคคลของบริษัทและเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเพื่อความถูกต้องค่ะ 1,2,3
ค่าฝากครรภ์ที่จ่ายไป เบิกประกันสังคมได้ไหมคะ?
เบิกได้ค่ะ สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าตรวจและค่าฝากครรภ์ให้ผู้ประกันตนเท่าที่จ่ายจริง รวมสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท โดยแบ่งจ่ายตามช่วงอายุครรภ์ 5 ครั้ง ได้แก่ อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 500 บาท, อายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท, อายุครรภ์ 20-28 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท, อายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 200 บาท และอายุครรภ์ 32-40 สัปดาห์ขึ้นไป จ่ายไม่เกิน 200 บาท คุณแม่สามารถเก็บใบเสร็จและใบรับรองแพทย์ไปยื่นเบิกได้ที่สำนักงานประกันสังคมค่ะ 2,4
ค่าคลอดบุตร ประกันสังคมจ่ายให้เท่าไหร่คะ?
สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าคลอดบุตรแบบเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการคลอดค่ะ ทั้งผู้ประกันตนหญิงและผู้ประกันตนชายที่จดทะเบียนสมรสกันสามารถใช้สิทธิได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตร หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับสิทธิ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ค่ะ 2,4
สรุป
- ตามกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568 ลูกจ้างหญิงสามารถลาคลอดได้สูงสุด 120 วัน (จากเดิม 98 วัน) นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน และคู่สมรสสามารถลาช่วยภรรยาคลอดบุตรได้ 15 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
- สิทธิประกันสังคมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ครอบคลุมทั้งค่าฝากครรภ์ 1,500 บาท (5 ครั้ง), ค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง, เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน และเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนจนลูกอายุ 6 ปี
- คุณแม่ควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านสัมภาระ เอกสาร และเงินสำรองล่วงหน้า เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น และอย่าลืมแจ้งเกิดลูกน้อยภายใน 15 วันนับจากวันเกิด เพื่อขอสูติบัตรตามกฎหมาย
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- แม่ทำงาน ลาคลอดได้กี่วัน? อัปเดตกฎหมายใหม่ 120 วัน
- ช่วงลาคลอด ลาคลอดได้เงินเดือนไหม และใครเป็นคนจ่าย?
- สิทธิลาคลอดตามประเภทหน่วยงาน ที่คุณแม่ควรรู้
- ขั้นตอนเบิกสิทธิลาคลอดประกันสังคม และเอกสารที่ต้องเตรียม
- การเตรียมตัวก่อนคลอดสำหรับคุณแม่
- เตรียมพร้อมสู่บทบาทคุณแม่คุณภาพ เพื่อพื้นฐานที่สมาร์ทของลูกน้อย
- เตรียมเอกสารแจ้งเกิด สำหรับลูกน้อย
ข่าวดีสำหรับคุณแม่ปี 2569 คือ กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ได้เพิ่ม สิทธิลาคลอด จาก 98 วัน เป็น 120 วัน พร้อมนายจ้างจ่ายค่าจ้างเพิ่มเป็นไม่เกิน 60 วัน และยังเพิ่มสิทธิให้คู่สมรสลาช่วยดูแลได้อีก 15 วัน วันนี้เราจะพาคุณแม่มาเช็กสิทธิและสวัสดิการทุกอย่างที่ควรรู้ ทั้ง ประกันสังคมลาคลอดได้กี่วัน สิทธิเบิกค่าคลอด การเตรียมตัวก่อนคลอด และเอกสารแจ้งเกิดที่ต้องเตรียม เพื่อให้คุณแม่วางแผนลาคลอดได้แบบสบายใจหายห่วง และดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ค่ะ
คุณแม่หลายท่านอาจยังเข้าใจว่าสามารถ ลาคลอดได้ 98 วันตามกฎหมายเดิม แต่ข่าวดีค่ะ ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เพิ่มสิทธิ ลาคลอดได้กี่วัน จากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน ต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง 1,3
สิทธิลาคลอด 120 วันนี้ นับรวมทั้งวันลาก่อนคลอด วันลาหลังคลอด และวันลาเพื่อไปตรวจครรภ์ด้วยค่ะ โดยจะนับรวมวันหยุดราชการ วันหยุดประจำสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่อยู่ในช่วงวันลาเข้าไปด้วย 1
การเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วันนี้ นอกจากจะช่วยให้คุณแม่มีเวลาพักฟื้นร่างกายหลังคลอดมากขึ้นแล้ว ยังสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารของลูกน้อย และส่งเสริมพัฒนาการทางสมองที่ดีในระยะยาว 9 การที่คุณแม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อยมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างรากฐานโภชนาการและสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งให้ลูกตั้งแต่วันแรกค่ะ
นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังเพิ่มสิทธิพิเศษอีก 2 เรื่องที่คุณแม่ควรรู้ค่ะ
- ลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรป่วยได้อีก 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ (ต้องมีใบรับรองแพทย์) โดยได้รับค่าจ้าง 50% ของค่าจ้างในวันทำงาน 1
- คู่สมรสลาช่วยภรรยาคลอดบุตรได้ 15 วัน ซึ่งเป็นครั้งแรกในกฎหมายไทยที่ให้สิทธินี้ โดยใช้สิทธิภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร และได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน 1,3
คุณแม่จึงต้อง วางแผนผ่าคลอด หรือคลอดธรรมชาติให้ดี โดยอาจเลือกเริ่มลาตั้งแต่ใกล้วันกำหนดคลอด และควรแจ้งนายจ้างล่วงหน้าเพื่อให้การส่งต่องานเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ หากบริษัทมีสวัสดิการหรือสิทธิลาคลอดที่มากกว่ากฎหมายกำหนด คุณแม่ก็จะได้รับสิทธิตามข้อบังคับของบริษัทนั้นค่ะ
ช่วงลาคลอด ลาคลอดได้เงินเดือนไหม และใครเป็นคนจ่าย?
คำถามยอดฮิตของคุณแม่ตั้งครรภ์คือ ลาคลอดได้เงินเดือนไหม คำตอบคือ ได้รับแน่นอนค่ะ แต่จะมาจาก 2 ส่วนด้วยกัน
คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าช่วงลาคลอดจะขาดรายได้ ลูกน้อยก็กำลังจะมา ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะกฎหมายใหม่และประกันสังคมจะช่วยดูแลคุณแม่ในช่วงนี้
ส่วนที่ 1: นายจ้างจ่ายค่าจ้าง
ตามกฎหมายใหม่ นายจ้างจะจ่ายเงินเดือนให้คุณแม่ตามปกติในช่วงที่ลาคลอด สูงสุดไม่เกิน 60 วัน (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จ่ายให้แค่ 45 วัน) ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคุณแม่ทำงานเลยค่ะ 1
ส่วนที่ 2: ประกันสังคมจ่ายเงินสงเคราะห์
สำหรับคุณแม่ที่เป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 5 เดือน (ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอด) ประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยรายได้ให้อีกส่วนหนึ่ง คิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งสิทธินี้ใช้ได้ไม่เกิน 2 ครั้งตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้ประกันตนค่ะ 2,4
ตัวอย่างเช่น คุณแม่ที่มีเงินเดือน 20,000 บาท ช่วง 60 วันแรกจะได้รับเงินเดือนจากนายจ้างตามปกติ และยังได้รับเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมอีก 10,000 บาทต่อเดือน (50% ของค่าจ้างเฉลี่ย) เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งคุณแม่จะได้รับทั้ง 2 ส่วนพร้อมกันในช่วงที่ทับซ้อนกันค่ะ
นอกจากเรื่องค่าจ้างแล้ว ประกันสังคมลาคลอดได้กี่วัน ยังมี สิทธิลาคลอด ด้านการเงินอีกหลายอย่างที่คุณแม่ไม่ควรพลาดค่ะ
ค่าฝากครรภ์ รวม 1,500 บาท (5 ครั้ง)
คุณแม่ที่มีประกันสังคมสามารถเบิกค่าฝากครรภ์คืนได้ตามที่จ่ายจริง รวมแล้วสูงสุด 1,500 บาท โดยแบ่งเบิกได้ 5 ครั้งตามช่วงอายุครรภ์ค่ะ 2,4,5
- อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 500 บาท
- อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท
- อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 300 บาท
- อายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 32 สัปดาห์ จ่ายไม่เกิน 200 บาท
- อายุครรภ์มากกว่า 32 สัปดาห์ ถึง 40 สัปดาห์ขึ้นไป จ่ายไม่เกิน 200 บาท
ค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาท
ประกันสังคมจ่ายค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายจำนวน 15,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง ไม่จำกัดจำนวนบุตร ทั้งผู้ประกันตนหญิงและผู้ประกันตนชายที่จดทะเบียนสมรสกันสามารถใช้สิทธิได้ 2,4
เงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาท/เดือน
หลังคลอดแล้ว คุณแม่ยังได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนต่อคน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ เบิกได้คราวละไม่เกิน 3 คน โดยคุณแม่ต้องส่งเงินสมทบมาแล้ว 12 เดือนขึ้นไป ภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ 4
เรื่องสิทธิ การเบิกประกันสังคม สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นมีรายละเอียดหลายส่วน แนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อความถูกต้องค่ะ
สิทธิลาคลอดตามประเภทหน่วยงาน ที่คุณแม่ควรรู้
สิทธิลาคลอด ของคุณแม่แต่ละท่านอาจแตกต่างกันไปตามประเภทหน่วยงานที่สังกัดค่ะ คุณแม่หลายท่านอาจสงสัยว่าที่ทำงานของตัวเองให้สิทธิเท่ากับคนอื่นไหม มาดูกันว่าแต่ละกลุ่มมีสิทธิอะไรบ้าง
คุณแม่ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน
คุณแม่พนักงานเอกชนได้รับสิทธิตามกฎหมายใหม่เต็มที่ค่ะ สามารถลาคลอดได้ 120 วัน โดยบริษัทจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติสูงสุด 60 วัน ส่วนวันที่เหลือประกันสังคมจะช่วยจ่ายชดเชยให้อีกครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน นอกจากนี้ยังเบิกค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง และรับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือนจนลูกอายุ 6 ปีค่ะ 1,2,4
คุณแม่ที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คุณแม่ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจสามารถลาคลอดได้ไม่น้อยกว่า 120 วันตามกฎหมายใหม่เช่นกันค่ะ โดยจะได้รับค่าจ้างตามระเบียบของแต่ละหน่วยงาน และหากต้องการลากิจเพื่อเลี้ยงลูกเพิ่มเติม สามารถลาได้ไม่เกิน 30 วันทำการ (ส่วนนี้อาจไม่ได้รับค่าจ้าง) นอกจากนี้ยังเบิกเงินช่วยเหลือการคลอดและเงินช่วยเหลือบุตรตามระเบียบรัฐวิสาหกิจที่สังกัดได้อีกด้วยค่ะ 1
คุณแม่ที่รับราชการ
คุณแม่ข้าราชการมีสิทธิลาคลอดได้ไม่น้อยกว่า 120 วันตามกฎหมายใหม่ โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ค่ะ ได้รับเงินเดือนตามปกติ และหากต้องการเวลาเลี้ยงลูกเพิ่มเติม สามารถลาเพิ่มได้อีกตามระเบียบของหน่วยงาน ทั้งนี้ สิทธิต่าง ๆ อาจแตกต่างกันไปตามระเบียบของส่วนราชการแต่ละแห่ง แนะนำให้คุณแม่สอบถามฝ่ายบุคคลโดยตรงค่ะ 1
คุณแม่ที่ประกอบอาชีพอิสระ
สำหรับคุณแม่ที่ทำอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ หรือเป็นแม่บ้าน สามารถรับสิทธิจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ในการฝากครรภ์และคลอดบุตรได้ค่ะ หากคุณแม่สมัครใจจ่ายประกันสังคม (มาตรา 39 หรือมาตรา 40) ก็จะได้รับสิทธิค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์บุตรเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของแต่ละมาตราค่ะ 2
สิทธิสามีลาช่วยภรรยาคลอดบุตร
ตามกฎหมายใหม่ คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายสามารถลาช่วยภรรยาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับจากวันที่คลอดบุตร กฎหมายนี้คุ้มครองคู่สมรสทุกเพศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (สมรสเท่าเทียม) ไม่ว่าจะทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันหรือต่างรายก็ใช้สิทธิได้ค่ะ 1
ขั้นตอนเบิกสิทธิลาคลอดประกันสังคม และเอกสารที่ต้องเตรียม
เมื่อคุณแม่ทราบสิทธิต่าง ๆ แล้ว มาดูขั้นตอนการเบิกสิทธิกันค่ะ คุณแม่หลายท่านบอกว่ากลัวเตรียมเอกสารไม่ครบแล้วต้องไปกลับหลายรอบ ลองเตรียมตามรายการนี้ไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ จะได้สบายใจ
เอกสารที่ต้องเตรียม
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน กองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม
- สำเนาสูติบัตรบุตร 1 ชุด (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกันตน
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีผู้ประกันตนชายเป็นผู้ยื่นขอ) หรือหนังสือรับรองกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ขั้นตอนการเบิก
- กรอกแบบคำขอ สปส. 2-01 ให้ครบถ้วน พร้อมลงลายมือชื่อ
- รวบรวมเอกสารทั้งหมดตามรายการข้างต้น
- ยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาที่สะดวก (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข) หรือยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Self Service
- เมื่อเอกสารได้รับการอนุมัติ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารตามบัญชีที่ระบุไว้
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ค่ะ 2
การเตรียมตัวก่อนคลอดสำหรับคุณแม่
เมื่อเรื่องสิทธิและสวัสดิการเตรียมพร้อมแล้ว สิ่งที่คุณแม่ต้องเตรียมต่อไปคือสัมภาระและเอกสารสำหรับวันคลอดค่ะ การจัดเตรียมล่วงหน้าจะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลเมื่อถึงเวลาจริง
ของใช้เตรียมคลอด
คุณแม่สามารถเริ่มจัดกระเป๋า ของใช้เตรียมคลอด ได้ตั้งแต่ช่วงเข้าเดือนที่ 8 หรือเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ 6 เพื่อให้พร้อมไปโรงพยาบาลได้ทันทีหากมีอาการเจ็บท้อง ของที่ควรเตรียมมีดังนี้ค่ะ
กระเป๋าคุณแม่
- เสื้อผ้าที่ใส่สบาย สวมง่าย สะดวกสำหรับให้นมลูก
- ชุดชั้นในสำหรับให้นม แผ่นซับน้ำนม
- ผ้าอนามัยชนิดหนาสำหรับหลังคลอด
- ผ้ารัดหน้าท้อง ช่วยกระชับและพยุงสรีระหลังคลอด
- ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมบำรุงผิว
- ชุดสวมกลับบ้านที่ใส่สบาย รองเท้าส้นเตี้ยหรือรองเท้าแตะ
กระเป๋าลูกน้อย
- เสื้อผ้าเด็กแรกเกิดเนื้อผ้านุ่ม พร้อมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
- ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กแรกเกิด
- ผ้าห่มหรือผ้าห่อตัวเนื้อนุ่ม
- ทิชชู่เปียกชนิดปราศจากน้ำหอม
- แชมพูอาบน้ำสำหรับทารก
เอกสารสำคัญ
- บัตรประชาชนของคุณแม่และคุณพ่อ
- สมุดฝากครรภ์ ใบนัดแพทย์
- เอกสารประกันสุขภาพ
- สำเนาทะเบียนบ้านที่ต้องการเพิ่มชื่อลูกน้อย
โดยปกติช่วงเวลาคลอดลูก คุณแม่จะใช้เวลาอยู่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน ซึ่งทางโรงพยาบาลจะมีของใช้พื้นฐานจัดเตรียมไว้ให้ส่วนหนึ่ง แต่คุณแม่ควรเตรียมของที่ใช้ประจำไปด้วยเพื่อความสบายใจค่ะ 6,7
เงินก้อนฉุกเฉิน
สำหรับการลาคลอด คุณแม่ควรวางแผนการเงินล่วงหน้าค่ะ โดยอาจคำนวณค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้าลูกน้อย รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าจ้างพี่เลี้ยง หรือค่าเดินทาง คุณแม่ควรเตรียมเงินก้อนสำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายเพียงพอสำหรับช่วงลาคลอดค่ะ
เตรียมพร้อมสู่บทบาทคุณแม่คุณภาพ เพื่อพื้นฐานที่สมาร์ทของลูกน้อย
นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และค่าใช้จ่ายแล้ว การดูแลโภชนาการคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่คุณแม่มอบให้ลูกได้ค่ะ โดยเฉพาะคุณแม่ที่เตรียมตัวผ่าคลอด ซึ่งสามารถส่งต่อความแข็งแรงและสารอาหารกว่า 200 ชนิด ผ่านทางน้ำนมแม่ที่ธรรมชาติออกแบบมาเพื่อดูแลเจ้าตัวเล็กในทุกมิติ
- สายสตรอง: เสริมเกราะป้องกันด้วย แอลรียูเทอรี (L. reuteri) จุลินทรีย์สุขภาพ และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการทำหน้าที่ตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
- สายสมาร์ท: รวมพลังสารอาหารสมอง ทั้ง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) โคลีน (Choline) ลูทีน (Lutein) และ วิตามินบี12 ที่มีส่วนช่วยการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมองให้เติบโตอย่างเต็มที่
หากคุณแม่วางแผนโภชนาการไว้ดีตั้งแต่วันนี้ ก็พร้อมดูแลลูกน้อยให้เติบโตอย่าง สมาร์ท มั่นใจ และแข็งแรงเป็นธรรมชาติในทุกย่างก้าวค่ะ
เตรียมเอกสารแจ้งเกิด สำหรับลูกน้อย
หลังคลอดลูกน้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดำเนินการคือการแจ้งเกิดเพื่อขอ เอกสารแจ้งเกิด (สูติบัตร) ซึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ใช้พิสูจน์ตัวบุคคลและใช้ในการขอรับสิทธิต่าง ๆ ค่ะ
ระยะเวลาการแจ้งเกิด
คุณพ่อคุณแม่ต้องแจ้งเกิดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เด็กเกิด หากแจ้งเกินกำหนดจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท 8
สถานที่แจ้งเกิด
สามารถยื่นแจ้งเกิดได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น หรือสำนักงานเขต ในท้องที่ที่เด็กเกิด 8
เอกสารที่ต้องใช้สำหรับแจ้งเกิด
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้งเกิด และบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา (ถ้ามี)
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ที่จะขอเพิ่มชื่อเด็ก)
- หนังสือรับรองการเกิด ตามแบบ ท.ร. 1/1 ที่ออกให้โดยโรงพยาบาลที่เด็กเกิด (กรณีเกิดในสถานพยาบาล)
- หนังสือมอบหมาย (กรณีมอบให้บุคคลอื่นเป็นผู้แจ้ง) 8
ขั้นตอนการแจ้งเกิด
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน พร้อมชื่อที่ตั้งให้ลูกน้อย
- ยื่นเอกสารต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่เด็กเกิด
- นายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานกับทะเบียนบ้าน แล้วลงรายการในสูติบัตร
- นายทะเบียนเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้าน แล้วมอบสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านคืนให้ผู้แจ้ง
ขั้นตอนการแจ้งเกิดใช้เวลาประมาณ 20 นาทีค่ะ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วค่ะ 8
การเตรียมตัวลาคลอดอาจดูมีรายละเอียดมากมาย แต่ถ้าคุณแม่ค่อย ๆ วางแผนทีละเรื่อง ตั้งแต่เรื่องสิทธิและสวัสดิการ การเตรียมสัมภาระ ไปจนถึงเอกสารแจ้งเกิด ทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ ที่สำคัญอย่าลืมปรึกษาฝ่ายบุคคลที่ทำงานและเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเพื่อให้ได้รับสิทธิครบถ้วน แล้วคุณแม่จะได้ใช้เวลาช่วงลาคลอดอย่างมีความสุขกับลูกน้อยที่รอคอยค่ะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- คำชี้แจงกระทรวงแรงงาน เรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568
- สำนักงานประกันสังคม, กรณีคลอดบุตร
- กรมประชาสัมพันธ์, กฎหมายแรงงาน เพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน วันลาคลอดให้คุณแม่ 120 วัน คู่สมรสลาช่วยภรรยาคลอดบุตร 15 วัน
- สำนักงานประกันสังคม, สิทธิประกันสังคม 3 ต่อ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรพลาด (ข้อมูล ณ มีนาคม 2569)
- สำนักงานประกันสังคม, คุณแม่มือใหม่ไม่ลืมสิทธิ สามารถเบิกค่าฝากครรภ์ได้ไม่เกิน 1,500 บาท (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2568)
- โรงพยาบาลสมิติเวช, เก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปคลอด
- โรงพยาบาลนครธน, เช็คลิสต์ สำหรับคุณแม่ใกล้คลอด ต้องจัดเตรียมอะไรบ้าง
- กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, การรับแจ้งการเกิด กรณีเกิดในบ้าน และเกิดนอกบ้าน
- World Health Organization (WHO), Infant and young child feeding
อ้างอิง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569