ผ่าคลอดเจ็บไหม? เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมรับมือและฟื้นตัวเร็ว

ผ่าคลอดเจ็บไหม? เตรียมผ่าคลอดอย่างไร ต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง

ก.ค. 13, 2026

การผ่าคลอดเป็นวิธีคลอดที่พบได้มากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้คุณแม่หลายคนมีคำถาม เช่น ผ่าคลอดเจ็บไหม ต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือ ก่อนผ่าคลอดงดอาหารกี่ชั่วโมง บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่คุณแม่ควรรู้ ตั้งแต่ความแตกต่างระหว่างคลอดธรรมชาติกับผ่าคลอด ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ไปจนถึงแนวทางการดูแลแผลหลังผ่าคลอดอย่างเหมาะสม 1 เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวล และต้อนรับลูกน้อยได้อย่างสบายใจค่ะ

Listen Transcript

ผ่าคลอดเจ็บไหม? เตรียมผ่าคลอดอย่างไร ต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

เคยผ่าคลอดแล้ว ท้องต่อไปคลอดเองได้ไหม?

คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดแล้วสามารถคลอดธรรมชาติในท้องต่อไปได้ หรือที่เรียกว่า VBAC (Vaginal Birth after Cesarean) ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและนิยมปฏิบัติกันทั่วโลก โดยแพทย์ส่วนใหญ่ รวมถึงสมาคมสูตินรีแพทย์ของสหรัฐอเมริกา (ACOG) ก็แนะนำให้คุณแม่ที่เข้าเกณฑ์ลองคลอดด้วยวิธีนี้

แม้จะมีความเสี่ยง เช่น โอกาสที่มดลูกจะฉีกขาดซึ่งพบได้น้อยมาก (เพียง 1% หรือน้อยกว่านั้น) แต่การตัดสินใจว่าจะคลอดด้วยวิธีใด ยังคงต้องอยู่ในดุลยพินิจของสูตินรีแพทย์ ซึ่งจะเป็นผู้ประเมินความพร้อมและความเหมาะสมของคุณแม่เป็นรายบุคคล

การผ่าคลอดส่งผลต่อสุขภาพหรือภูมิคุ้มกันของลูกในระยะยาวหรือไม่ ?

การผ่าคลอดอาจส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของลูกในระยะยาวได้ โดยลูกที่ผ่าคลอดมีแนวโน้มที่จะมีระบบภูมิคุ้มกันแตกต่างไปจากเด็กที่คลอดธรรมชาติ และอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อและโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่มีประวัติครอบครัวหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ที่ผ่าคลอดสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ ด้วยการให้ นมแม่ ซึ่งมีสารอาหารสำคัญ เช่น แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) และจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากคุณแม่ยังมีความกังวลหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการดูแลลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม

ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สามารถขอผ่าคลอดเองได้หรือไม่?

ในปัจจุบันการผ่าคลอดถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างปลอดภัยสูง ทำให้ทั้งแพทย์และคุณแม่หลายท่านนิยมการผ่าคลอดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากเดิมที่ผ่าคลอดด้วยเหตุผลทางการแพทย์เป็นหลัก ตอนนี้ก็มีเหตุผลอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด, สามารถกำหนดวันคลอดได้ หรือแม้แต่ความกังวลว่าช่องคลอดจะฉีกขาดหรือหลวมหลังคลอด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกวิธีคลอดเป็นหน้าที่ของสูตินรีแพทย์ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อน

สรุป

  • การผ่าคลอด หรือ C-section (Cesarean Section) คือการที่สูตินรีแพทย์ผ่าตัดบริเวณหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำลูกน้อยออกมา โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  • ผ่าคลอดเจ็บไหม? ระหว่างผ่าตัดคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บเพราะได้รับยาชาจากการบล็อกหลัง หรือยาสลบ โดยวิสัญญีแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน
  • คุณแม่ควรงดอาหารแข็งอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และงดน้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ตามแนวปฏิบัติของสมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ASA) ทั้งนี้ควรยึดตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์เป็นหลัก

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

ผ่าคลอดเจ็บไหม? คำถามยอดฮิตที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักกังวลใจกันค่ะ แม้การคลอดธรรมชาติจะเป็นวิธีคลอดที่ดี แต่บางครั้งสูตินรีแพทย์ก็อาจแนะนำให้ผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ปัจจุบันการผ่าคลอดเป็นวิธีคลอดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณแม่สามารถกำหนดวันเวลาคลอดได้ ช่วยให้วางแผนและเตรียมตัวต้อนรับลูกน้อยได้อย่างสบายใจ สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดเตรียมอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับการผ่าคลอดให้ครบทุกมุมกันนะคะ 1

 

คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอด ต่างกันอย่างไร

การคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอดต่างมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันค่ะ สูตินรีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำวิธีคลอดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน หากคุณแม่สุขภาพแข็งแรงและพร้อมสำหรับทั้งสองทางเลือก ลองพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ 1, 2

 

คลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอดแตกต่างกันอย่างไร

 

ตารางเปรียบเทียบ คลอดธรรมชาติ VS ผ่าคลอค

        

วิธีการคลอดคลอดธรรมชาติผ่าคลอด
ข้อดี  
  • เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรง
  • ฟื้นตัวเร็วหลังคลอด
  • เจ็บแผลน้อยและเสียเลือดน้อย
  • แผลมีขนาดเล็ก
  • พร้อมให้นมลูกได้ทันที
  • ไม่มีผลกระทบต่อครรภ์ถัดไป
  • ลูกน้อยได้รับจุลินทรีย์ดีจากช่องคลอดของแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
  • พักฟื้นหลังคลอดที่โรงพยาบาล ไม่นานมาก
  • เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า
  • ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด
  • กำหนดเวลาคลอดได้
  • ทำหมันไปพร้อมกันได้
ข้อเสีย
  • ไม่สามารถกำหนดวันคลอดได้
  • ใช้เวลาคลอดยาวนาน
  • อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน จนทำให้ต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน
  • ฟื้นตัวช้ากว่า
  • เจ็บแผลผ่าคลอดนาน
  • เสียเลือดมากกว่า
  • เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการให้ ยาสลบ หรือการบล็อกหลัง
  • พักฟื้นหลังคลอดที่โรงพยาบาล 2-4 วัน


ค่าใช้จ่ายในการคลอดทั้งสองแบบจะแตกต่างกันไปตามโรงพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชน โดยทั่วไปการผ่าคลอดจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่ะ คุณแม่สามารถสอบถามค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปฝากครรภ์ เพื่อวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมนะคะ 1

 

การผ่าคลอดคืออะไร

การผ่าคลอด หรือที่เรียกว่า Cesarean Section (C-Section) คือการที่สูตินรีแพทย์ผ่าตัดบริเวณหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำลูกน้อยออกมา แทนที่จะคลอดตามธรรมชาติทางช่องคลอดค่ะ ปัจจุบันการผ่าคลอดถือเป็นการผ่าตัดทางสูติกรรมที่พบบ่อยที่สุด และมีความปลอดภัยสูงจากความก้าวหน้าทางเทคนิคการแพทย์ 1

โดยทั่วไปสูตินรีแพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดเมื่อการคลอดธรรมชาติอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่หรือลูกน้อย เช่น 1, 2

  • เชิงกรานของคุณแม่มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการคลอดทางช่องคลอด
  • ลูกน้อยอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมสำหรับการคลอด เช่น ท่าขวาง หรือท่าก้น
  • มีภาวะครรภ์แฝด
  • คุณแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือรกเกาะต่ำ
  • เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยผิดปกติ หรือลูกมีภาวะขาดออกซิเจน

 

นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ คุณแม่บางท่านอาจตัดสินใจผ่าคลอดด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น

  • ไม่ต้องการเผชิญกับความเจ็บปวดจากการคลอดธรรมชาติ
  • สามารถกำหนดวันคลอดได้สะดวก หรือ
  • กังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอด อย่างเช่น ช่องคลอดฉีกขาดหรือหย่อนคล้อยหลังคลอด

ซึ่งสูตินรีแพทย์จะช่วยประเมินและให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจค่ะ 2, 3

 

คลอดธรรมชาติคืออะไร

การคลอดธรรมชาติ (Natural Birth) คือการคลอดปกติที่คุณแม่ให้กำเนิดลูกน้อยด้วยตัวเองผ่านช่องคลอด เมื่ออายุครรภ์ครบ 37-42 สัปดาห์ค่ะ ลูกน้อยจะค่อยๆ เคลื่อนตัวในท่ากลับศีรษะเข้าสู่เชิงกรานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ซึ่งคุณแม่อาจรู้สึกเจ็บปวดระหว่างคลอดจากการบีบตัวของมดลูก แต่ปัจจุบันมีหลายวิธีช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ เช่น การบล็อกหลังโดยวิสัญญีแพทย์ หลังคลอดธรรมชาติ อาการปวดแผลฝีเย็บจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-4 วัน และหายเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ค่ะ 1

 

การผ่าคลอดมีกี่แบบ

การผ่าคลอดมี 3 แบบหลักค่ะ โดยสูตินรีแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน แบ่งตามลักษณะของแผลผ่าตัด ดังนี้ค่ะ 1, 2

  1. การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวนอน (Pfannenstiel incision) เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด สูตินรีแพทย์จะเปิดแผลเป็นแนวขวางตามแนวขอบบิกินี ข้อดีคือแผลดูสวยงามกว่า ซ่อนได้ง่าย และเจ็บปวดน้อยกว่าหลังผ่าตัด
  2. การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวตั้ง (Lower midline incision) สูตินรีแพทย์จะเปิดแผลเป็นแนวยาวจากใต้สะดือลงมา วิธีนี้ช่วยให้เข้าถึงช่องท้องได้ง่ายและรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบนำลูกน้อยออกมาอย่างเร่งด่วน
  3. การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวนอนสูงกว่าปกติ (Maylard incision) คล้ายกับแบบ Pfannenstiel แต่ตำแหน่งจะสูงกว่าและกว้างกว่าเล็กน้อย ช่วยให้สูตินรีแพทย์มองเห็นภายในช่องท้องได้ชัดเจนขึ้นค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นการผ่าคลอดแบบไหน คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าสูตินรีแพทย์จะเลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ 1

 

ผ่าคลอดได้ตอนกี่สัปดาห์ และใช้เวลากี่นาที

ผ่าคลอดได้ตอนกี่สัปดาห์ถึงจะปลอดภัยที่สุด? หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน สูตินรีแพทย์จะนัดผ่าคลอดในช่วงอายุครรภ์ 39 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ ทั้ง สมาคมสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) และ NICE (National Institute for Health and Care Excellence) ของอังกฤษ ต่างแนะนำแนวทางปฏิบัติตรงกันว่าไม่ควรผ่าคลอดตามกำหนดก่อน 39 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะปอดและสมองที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอดค่ะ 1,3,11

สำหรับคำถามที่ว่าผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที โดยปกติแล้วขั้นตอนการผ่าคลอดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงค่ะ หลังผ่าตัดเสร็จ คุณแม่จะต้องอยู่ในห้องพักฟื้นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้สูตินรีแพทย์และพยาบาลประเมินอาการ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ จึงอนุญาตให้ย้ายกลับไปพักที่ห้องพักฟื้นค่ะ 1

 

วิธีช่วยลดความเจ็บปวด ก่อนคุณแม่ผ่าคลอด

 

ผ่าคลอดเจ็บไหม ต้องบล็อกหลังหรือดมยาสลบ

คุณแม่ไม่ต้องกังวลค่ะ ระหว่างผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะปัจจุบันมีวิธีช่วยลดความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพ โดยวิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่ค่ะ 1, 2

การบล็อกหลัง (Spinal Anesthesia)

เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในการผ่าคลอดค่ะ วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาชาเข้าที่บริเวณไขสันหลังส่วนล่าง ทำให้ร่างกายตั้งแต่ช่วงกลางลำตัวลงไปชาและไม่รู้สึกเจ็บปวดตลอดการผ่าตัด 1, 13

ข้อดี คือ คุณแม่จะยังรู้สึกตัวอยู่ ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงร้องแรกของลูกน้อยทันทีหลังคลอด นอกจากนี้ฤทธิ์ยาชายังช่วยระงับความเจ็บปวดหลังผ่าคลอดได้ดีกว่าการดมยาสลบอีกด้วย

ข้อเสีย คือ หลังผ่าคลอดอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สั่น หรือคันตามตัวได้ ช่วง 2-4 ชั่วโมงแรกอาจยังขยับขาไม่ได้ และบางรายอาจมีอาการปวดหลังเล็กน้อยในช่วงแรก

 

การดมยาสลบ (General Anesthesia)

วิธีนี้จะทำให้คุณแม่หลับไปตลอดการผ่าตัดค่ะ เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องผ่าคลอดฉุกเฉินเร่งด่วน หรือคุณแม่ที่มีข้อห้ามในการบล็อกหลัง 1

ข้อดี คือ คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องบรรยากาศในห้องผ่าตัด และสูตินรีแพทย์สามารถเริ่มผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสีย คือ เมื่อฤทธิ์ยาหมดอาจรู้สึกปวดแผลมากกว่าการบล็อกหลัง อาจมีอาการระคายคอจากการใส่ท่อช่วยหายใจ รู้สึกคลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือมึนงง และในบางกรณียาสลบอาจส่งผลให้ลูกน้อยฟื้นตัวช้ากว่าปกติเล็กน้อย

 

ผ่าคลอดครั้งที่ 2 เจ็บกว่าครั้งแรกไหม

คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อนมักจะคุ้นชินกับขั้นตอนต่างๆ จึงอาจรับมือกับอาการเจ็บแผลได้ดีกว่าค่ะ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บปวดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งและแต่ละบุคคล สิ่งที่ควรรู้คือหากคุณแม่ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง เกิน 3 ครั้งขึ้นไป ความเสี่ยงจากพังผืดที่สะสมจะเพิ่มขึ้น สูตินรีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำที่เหมาะสมค่ะ 1, 2

 

การฟื้นตัวหลังผ่าคลอดเป็นอย่างไรบ้าง

คุณแม่หลายท่านอยากรู้ว่าหลังผ่าคลอดแล้วจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไหร่ ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ นะคะ ช่วง 24 ชั่วโมงแรก คุณแม่อาจยังรู้สึกมึนจากยาชาหรือยาสลบ และยังลุกนั่งเองไม่ได้ พยาบาลจะช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ พอเข้าวันที่ 2-3 สูตินรีแพทย์มักจะแนะนำให้คุณแม่เริ่มลุกเดินช้าๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือด แม้จะยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้างแต่จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่คุณแม่จะพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นก็สามารถกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ โดยควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกแรงเยอะๆ ในช่วง 6 สัปดาห์แรก แผลภายนอกจะเริ่มสมานตัวภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ร่างกายจะฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 6-8 สัปดาห์หลังผ่าตัดค่ะ 1, 15

บอกลาแผลผ่าคลอด หายไว ฟื้นฟูเร็ว

แผลผ่าคลอดเป็นอย่างไร และดูแลอย่างไรให้หายเร็ว

แผลผ่าคลอดจะเป็นรอยผ่าที่หน้าท้อง มีความยาวประมาณ 4-6 นิ้วค่ะ ลักษณะแผลจะแตกต่างไปตามวิธีที่สูตินรีแพทย์เลือกใช้ 1, 2, 15

ลักษณะของแผลผ่าคลอด

  • แผลแนวนอน จะอยู่บริเวณขอบกางเกงชั้นใน เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะแผลซ่อนได้ง่ายและดูเรียบร้อยกว่า
  • แผลแนวตั้ง จะอยู่ใต้สะดือลงมา มักใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบนำลูกน้อยออกมา

หลังผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์ แผลภายนอกจะเริ่มสมานกัน ส่วนแผลภายในจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ค่ะ ช่วงแรกแผลจะเป็นสีแดงอมม่วง แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน แผลจะค่อยๆ จางลงจนกลายเป็นสีขาวและเรียบเนียนไปเองค่ะ 1, 15

 

วิธีดูแลแผลผ่าคลอดให้หายเร็วและแผลสวย

1. ดูแลแผลให้แห้งสะอาดเสมอ

ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอด พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำโดยตรงนะคะ สูตินรีแพทย์อาจใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดแผลไว้ให้ คุณแม่อาบน้ำได้ตามปกติแต่ระวังอย่าให้น้ำซึมเข้าไป ถ้าแผลเปียกควรรีบเปลี่ยนพลาสเตอร์ใหม่ทันที หลังตัดไหมแล้วควรปล่อยให้แผลแห้งเอง และอย่าแกะหรือเกาแผลเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ค่ะ 15

2. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

ในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงเยอะๆ ค่ะ เพราะการดึงรั้งแผลจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไป อาจทำให้เกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ 15

3. ทานอาหารที่มีประโยชน์

คุณแม่ควรเน้นอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วต่างๆ เพราะโปรตีนช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ 15

4. ทาครีมบำรุงผิว

เมื่อแผลแห้งสนิทดีแล้ว คุณแม่ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนเริ่มทาครีมบำรุงผิวหรือยาทาลดรอยแผลเป็นนะคะ หากแพทย์แนะนำให้ทาได้ การทาครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้รอยแผลเป็นดูจางลงค่ะ 15

หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ แผลบวมแดง มีหนอง หรือมีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์ทันทีนะคะ 1

 

การเตรียมตัวผ่าคลอดที่คุณแม่ควรรู้

 

เตรียมตัวก่อนผ่าคลอดต้องทำอะไรบ้าง

คุณแม่ที่กำลังจะผ่าคลอดไม่ต้องกังวลไปนะคะ สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดต้องเตรียมอะไรบ้าง เมื่อเข้าพักที่โรงพยาบาลแล้ว สูตินรีแพทย์และพยาบาลจะดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ โดยมีขั้นตอนเตรียมตัวก่อนผ่าคลอดดังนี้ค่ะ 1, 12

  1. ประเมินสุขภาพ พยาบาลจะซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่คุณแม่ใช้อยู่เป็นประจำ
  2. เซ็นเอกสารยินยอม คุณแม่จะได้รับเอกสารเพื่อลงนามยินยอมเข้ารับการผ่าตัด พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
  3. ติดตามอาการ พยาบาลจะตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยในครรภ์ รวมถึงอาการของคุณแม่เป็นระยะๆ เช่น ท้องแข็ง หรือน้ำเดิน
  4. เจาะเลือด เพื่อเตรียมเลือดสำรองไว้ในกรณีที่ต้องใช้ระหว่างการผ่าตัด
  5. เตรียมตัวก่อนวันผ่าตัด คุณแม่จะได้รับน้ำยาสำหรับอาบน้ำและสระผมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  6. เช้าวันผ่าตัด พยาบาลจะเตรียมร่างกายคุณแม่ให้พร้อม เช่น โกนขนบริเวณหน้าท้อง เปลี่ยนชุดผ่าตัด ถอดเครื่องประดับ ล้างยาทาเล็บ ใส่สายสวนปัสสาวะ และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ

หากคุณแม่มีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจตรงไหน สามารถสอบถามสูตินรีแพทย์และพยาบาลได้ตลอดเลยนะคะ 1,12

 

ขั้นตอนการนัดผ่าคลอดล่วงหน้า

สำหรับคุณแม่ที่วางแผนนัดผ่าคลอดล่วงหน้า สูตินรีแพทย์จะประเมินสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยตลอดการฝากครรภ์ค่ะ เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 สูตินรีแพทย์จะนัดคุยเพื่อกำหนดวันผ่าคลอดที่เหมาะสม โดยปกติจะนัดผ่าคลอดที่อายุครรภ์ 39 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่ควรสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่าย สิทธิการรักษา และเตรียมของใช้สำหรับพักฟื้นที่โรงพยาบาลไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ 1,3

 

ผ่าคลอดต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง

ผ่าคลอดงดอาหารกี่ชั่วโมง? ตามแนวปฏิบัติของสมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ASA) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล แนะนำให้คุณแม่งดอาหารแข็งอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และงดน้ำใสอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดค่ะ 4, 5

เหตุผลที่ต้องงดอาหารก่อนผ่าคลอดก็เพราะว่า ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารให้หมด หากกระเพาะอาหารยังมีอาหารค้างอยู่ระหว่างที่ได้รับยาสลบหรือยาชา อาจเกิดการสำรอกอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายได้ค่ะ 4, 5

อย่างไรก็ตาม เวลาการงดอาหารอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและดุลยพินิจของวิสัญญีแพทย์ค่ะ บางโรงพยาบาลอาจอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตใสได้จนถึง 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดตามหลัก ERAS (Enhanced Recovery After Surgery) เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น คุณแม่ควรยึดตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์และวิสัญญีแพทย์ของตนเองเป็นหลักนะคะ 4, 12

 

นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้อย่างไร

หลังจากเตรียมตัวและผ่าคลอดเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณแม่สามารถทำเพื่อลูกน้อยได้ทันทีคือการให้นมแม่ค่ะ เนื่องจากลูกน้อยที่ผ่าคลอดอาจพลาดโอกาสรับจุลินทรีย์ดีจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีผ่าคลอดมีปริมาณแบคทีเรียกลุ่ม Bifidobacterium และ Bacteroides ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันน้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ แต่การให้นมแม่สามารถช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ของลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้บางส่วน 6, 7, 10

การให้นมแม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้อย่างดีค่ะ นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิดที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของลูกน้อยทั้งทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญอย่าง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) และแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาท ทำให้การเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงมีจุลินทรีย์สุขภาพอย่างเช่น บี แล็กทิส (B. lactis) ซึ่งเป็นโพรไบโอติกที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรงตั้งแต่แรกเกิดอีกด้วยค่ะ 6, 7, 10
การผ่าคลอดอาจฟังดูน่ากังวลสำหรับคุณแม่บางท่าน แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน การผ่าคลอดเป็นวิธีคลอดที่ปลอดภัยและสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพูดคุยกับสูตินรีแพทย์อย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความกังวลและทางเลือกในการคลอด เพื่อให้ได้วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อยค่ะ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะเลือกคลอดด้วยวิธีไหน การให้นมแม่คือของขวัญล้ำค่าที่คุณแม่มอบให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่วันแรก เพราะนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทั้งสมองและภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรงค่ะ

หากคุณแม่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังคลอดหรือการให้นมบุตร สามารถปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้เสมอนะคะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. Cesarean Delivery, StatPearls, NCBI Bookshelf
  2. Cesarean Birth, American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG)
  3. ACOG Committee Opinion No. 761: Cesarean Delivery on Maternal Request, PubMed
  4. Preoperative Fasting Times for Patients Undergoing Caesarean Delivery, Turkish Journal of Anaesthesiology and Reanimation, PMC
  5. Influence of different preoperative fasting times on women and neonates in cesarean section, BMC Pregnancy and Childbirth
  6. The Perturbation of Infant Gut Microbiota Caused by Cesarean Delivery Is Partially Restored by Exclusive Breastfeeding, Frontiers in Microbiology, PMC
  7. Breastfeeding restored the gut microbiota in caesarean section infants and lowered the infection risk in early life, BMC Pediatrics
  8. ACOG Practice Bulletin No. 205: Vaginal Birth After Cesarean Delivery, PubMed
  9. Vaginal Birth After Cesarean Section, StatPearls, NCBI Bookshelf
  10. The Impact of Cesarean Section Delivery on Intestinal Microbiota: Mechanisms, Consequences, and Perspectives, International Journal of Molecular Sciences, PMC
  11. Evidence-Based Cesarean Section, GLOWM
  12. คำแนะนำการปฏิบัติตนก่อนและหลังผ่าตัดคลอดบุตร, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  13. การบล็อกหลัง คืออะไร?, โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอนแก่น
  14. ผ่าคลอด ลูกเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้!, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  15. 8 เคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอด แผลสวย คุณแม่หายไว ฟื้นตัวเร็ว, โรงพยาบาลวิมุต

อ้างอิง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569