ผ่าคลอดเจ็บไหม? เตรียมผ่าคลอดอย่างไร ต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง
คำถามที่พบบ่อย
เคยผ่าคลอดแล้ว ท้องต่อไปคลอดเองได้ไหม?
คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดแล้วสามารถคลอดธรรมชาติในท้องต่อไปได้ หรือที่เรียกว่า VBAC (Vaginal Birth after Cesarean) ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและนิยมปฏิบัติกันทั่วโลก โดยแพทย์ส่วนใหญ่ รวมถึงสมาคมสูตินรีแพทย์ของสหรัฐอเมริกา (ACOG) ก็แนะนำให้คุณแม่ที่เข้าเกณฑ์ลองคลอดด้วยวิธีนี้
แม้จะมีความเสี่ยง เช่น โอกาสที่มดลูกจะฉีกขาดซึ่งพบได้น้อยมาก (เพียง 1% หรือน้อยกว่านั้น) แต่การตัดสินใจว่าจะคลอดด้วยวิธีใด ยังคงต้องอยู่ในดุลยพินิจของสูตินรีแพทย์ ซึ่งจะเป็นผู้ประเมินความพร้อมและความเหมาะสมของคุณแม่เป็นรายบุคคล
การผ่าคลอดส่งผลต่อสุขภาพหรือภูมิคุ้มกันของลูกในระยะยาวหรือไม่ ?
การผ่าคลอดอาจส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของลูกในระยะยาวได้ โดยลูกที่ผ่าคลอดมีแนวโน้มที่จะมีระบบภูมิคุ้มกันแตกต่างไปจากเด็กที่คลอดธรรมชาติ และอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อและโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่มีประวัติครอบครัวหรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ที่ผ่าคลอดสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ ด้วยการให้ นมแม่ ซึ่งมีสารอาหารสำคัญ เช่น แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) และจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากคุณแม่ยังมีความกังวลหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการดูแลลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม
ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สามารถขอผ่าคลอดเองได้หรือไม่?
ในปัจจุบันการผ่าคลอดถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างปลอดภัยสูง ทำให้ทั้งแพทย์และคุณแม่หลายท่านนิยมการผ่าคลอดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากเดิมที่ผ่าคลอดด้วยเหตุผลทางการแพทย์เป็นหลัก ตอนนี้ก็มีเหตุผลอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด, สามารถกำหนดวันคลอดได้ หรือแม้แต่ความกังวลว่าช่องคลอดจะฉีกขาดหรือหลวมหลังคลอด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกวิธีคลอดเป็นหน้าที่ของสูตินรีแพทย์ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อน
สรุป
- การผ่าคลอด หรือ C-section (Cesarean Section) คือการที่สูตินรีแพทย์ผ่าตัดบริเวณหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำลูกน้อยออกมา โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
- ผ่าคลอดเจ็บไหม? ระหว่างผ่าตัดคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บเพราะได้รับยาชาจากการบล็อกหลัง หรือยาสลบ โดยวิสัญญีแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน
- คุณแม่ควรงดอาหารแข็งอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และงดน้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ตามแนวปฏิบัติของสมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ASA) ทั้งนี้ควรยึดตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์เป็นหลัก
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอดต่างกันอย่างไร
- การผ่าคลอดคืออะไร
- การผ่าคลอดมีกี่แบบ
- ผ่าคลอดได้ตอนกี่สัปดาห์ และใช้เวลากี่นาที
- ผ่าคลอดเจ็บไหม ต้องบล็อกหลังหรือดมยาสลบ
- แผลผ่าคลอดเป็นอย่างไร และดูแลอย่างไรให้หายเร็ว
- เตรียมตัวก่อนผ่าคลอดต้องทำอะไรบ้าง
- ผ่าคลอดต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง
- นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้อย่างไร
ผ่าคลอดเจ็บไหม? คำถามยอดฮิตที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักกังวลใจกันค่ะ แม้การคลอดธรรมชาติจะเป็นวิธีคลอดที่ดี แต่บางครั้งสูตินรีแพทย์ก็อาจแนะนำให้ผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ปัจจุบันการผ่าคลอดเป็นวิธีคลอดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณแม่สามารถกำหนดวันเวลาคลอดได้ ช่วยให้วางแผนและเตรียมตัวต้อนรับลูกน้อยได้อย่างสบายใจ สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดเตรียมอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับการผ่าคลอดให้ครบทุกมุมกันนะคะ 1
คลอดธรรมชาติกับผ่าคลอด ต่างกันอย่างไร
การคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอดต่างมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันค่ะ สูตินรีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำวิธีคลอดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน หากคุณแม่สุขภาพแข็งแรงและพร้อมสำหรับทั้งสองทางเลือก ลองพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ 1, 2

ตารางเปรียบเทียบ คลอดธรรมชาติ VS ผ่าคลอค
| วิธีการคลอด | คลอดธรรมชาติ | ผ่าคลอด |
| ข้อดี |
|
|
| ข้อเสีย |
|
|
ค่าใช้จ่ายในการคลอดทั้งสองแบบจะแตกต่างกันไปตามโรงพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชน โดยทั่วไปการผ่าคลอดจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่ะ คุณแม่สามารถสอบถามค่าใช้จ่ายโดยประมาณได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปฝากครรภ์ เพื่อวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมนะคะ 1
การผ่าคลอดคืออะไร
การผ่าคลอด หรือที่เรียกว่า Cesarean Section (C-Section) คือการที่สูตินรีแพทย์ผ่าตัดบริเวณหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำลูกน้อยออกมา แทนที่จะคลอดตามธรรมชาติทางช่องคลอดค่ะ ปัจจุบันการผ่าคลอดถือเป็นการผ่าตัดทางสูติกรรมที่พบบ่อยที่สุด และมีความปลอดภัยสูงจากความก้าวหน้าทางเทคนิคการแพทย์ 1
โดยทั่วไปสูตินรีแพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดเมื่อการคลอดธรรมชาติอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่หรือลูกน้อย เช่น 1, 2
- เชิงกรานของคุณแม่มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการคลอดทางช่องคลอด
- ลูกน้อยอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมสำหรับการคลอด เช่น ท่าขวาง หรือท่าก้น
- มีภาวะครรภ์แฝด
- คุณแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือรกเกาะต่ำ
- เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น อัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยผิดปกติ หรือลูกมีภาวะขาดออกซิเจน
นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ คุณแม่บางท่านอาจตัดสินใจผ่าคลอดด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น
- ไม่ต้องการเผชิญกับความเจ็บปวดจากการคลอดธรรมชาติ
- สามารถกำหนดวันคลอดได้สะดวก หรือ
- กังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังคลอด อย่างเช่น ช่องคลอดฉีกขาดหรือหย่อนคล้อยหลังคลอด
ซึ่งสูตินรีแพทย์จะช่วยประเมินและให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจค่ะ 2, 3
คลอดธรรมชาติคืออะไร
การคลอดธรรมชาติ (Natural Birth) คือการคลอดปกติที่คุณแม่ให้กำเนิดลูกน้อยด้วยตัวเองผ่านช่องคลอด เมื่ออายุครรภ์ครบ 37-42 สัปดาห์ค่ะ ลูกน้อยจะค่อยๆ เคลื่อนตัวในท่ากลับศีรษะเข้าสู่เชิงกรานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ซึ่งคุณแม่อาจรู้สึกเจ็บปวดระหว่างคลอดจากการบีบตัวของมดลูก แต่ปัจจุบันมีหลายวิธีช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ เช่น การบล็อกหลังโดยวิสัญญีแพทย์ หลังคลอดธรรมชาติ อาการปวดแผลฝีเย็บจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-4 วัน และหายเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์ค่ะ 1
การผ่าคลอดมีกี่แบบ
การผ่าคลอดมี 3 แบบหลักค่ะ โดยสูตินรีแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่แต่ละท่าน แบ่งตามลักษณะของแผลผ่าตัด ดังนี้ค่ะ 1, 2
- การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวนอน (Pfannenstiel incision) เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด สูตินรีแพทย์จะเปิดแผลเป็นแนวขวางตามแนวขอบบิกินี ข้อดีคือแผลดูสวยงามกว่า ซ่อนได้ง่าย และเจ็บปวดน้อยกว่าหลังผ่าตัด
- การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวตั้ง (Lower midline incision) สูตินรีแพทย์จะเปิดแผลเป็นแนวยาวจากใต้สะดือลงมา วิธีนี้ช่วยให้เข้าถึงช่องท้องได้ง่ายและรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบนำลูกน้อยออกมาอย่างเร่งด่วน
- การผ่าตัดคลอดแบบแผลแนวนอนสูงกว่าปกติ (Maylard incision) คล้ายกับแบบ Pfannenstiel แต่ตำแหน่งจะสูงกว่าและกว้างกว่าเล็กน้อย ช่วยให้สูตินรีแพทย์มองเห็นภายในช่องท้องได้ชัดเจนขึ้นค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นการผ่าคลอดแบบไหน คุณแม่มั่นใจได้เลยว่าสูตินรีแพทย์จะเลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ 1
ผ่าคลอดได้ตอนกี่สัปดาห์ และใช้เวลากี่นาที
ผ่าคลอดได้ตอนกี่สัปดาห์ถึงจะปลอดภัยที่สุด? หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน สูตินรีแพทย์จะนัดผ่าคลอดในช่วงอายุครรภ์ 39 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ ทั้ง สมาคมสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) และ NICE (National Institute for Health and Care Excellence) ของอังกฤษ ต่างแนะนำแนวทางปฏิบัติตรงกันว่าไม่ควรผ่าคลอดตามกำหนดก่อน 39 สัปดาห์ เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะปอดและสมองที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอดค่ะ 1,3,11
สำหรับคำถามที่ว่าผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที โดยปกติแล้วขั้นตอนการผ่าคลอดจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมงค่ะ หลังผ่าตัดเสร็จ คุณแม่จะต้องอยู่ในห้องพักฟื้นต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้สูตินรีแพทย์และพยาบาลประเมินอาการ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ จึงอนุญาตให้ย้ายกลับไปพักที่ห้องพักฟื้นค่ะ 1

ผ่าคลอดเจ็บไหม ต้องบล็อกหลังหรือดมยาสลบ
คุณแม่ไม่ต้องกังวลค่ะ ระหว่างผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะปัจจุบันมีวิธีช่วยลดความเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพ โดยวิสัญญีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่ค่ะ 1, 2
การบล็อกหลัง (Spinal Anesthesia)
เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในการผ่าคลอดค่ะ วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาชาเข้าที่บริเวณไขสันหลังส่วนล่าง ทำให้ร่างกายตั้งแต่ช่วงกลางลำตัวลงไปชาและไม่รู้สึกเจ็บปวดตลอดการผ่าตัด 1, 13
ข้อดี คือ คุณแม่จะยังรู้สึกตัวอยู่ ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงร้องแรกของลูกน้อยทันทีหลังคลอด นอกจากนี้ฤทธิ์ยาชายังช่วยระงับความเจ็บปวดหลังผ่าคลอดได้ดีกว่าการดมยาสลบอีกด้วย
ข้อเสีย คือ หลังผ่าคลอดอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน สั่น หรือคันตามตัวได้ ช่วง 2-4 ชั่วโมงแรกอาจยังขยับขาไม่ได้ และบางรายอาจมีอาการปวดหลังเล็กน้อยในช่วงแรก
การดมยาสลบ (General Anesthesia)
วิธีนี้จะทำให้คุณแม่หลับไปตลอดการผ่าตัดค่ะ เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องผ่าคลอดฉุกเฉินเร่งด่วน หรือคุณแม่ที่มีข้อห้ามในการบล็อกหลัง 1
ข้อดี คือ คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องบรรยากาศในห้องผ่าตัด และสูตินรีแพทย์สามารถเริ่มผ่าตัดได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย คือ เมื่อฤทธิ์ยาหมดอาจรู้สึกปวดแผลมากกว่าการบล็อกหลัง อาจมีอาการระคายคอจากการใส่ท่อช่วยหายใจ รู้สึกคลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือมึนงง และในบางกรณียาสลบอาจส่งผลให้ลูกน้อยฟื้นตัวช้ากว่าปกติเล็กน้อย
ผ่าคลอดครั้งที่ 2 เจ็บกว่าครั้งแรกไหม
คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อนมักจะคุ้นชินกับขั้นตอนต่างๆ จึงอาจรับมือกับอาการเจ็บแผลได้ดีกว่าค่ะ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บปวดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งและแต่ละบุคคล สิ่งที่ควรรู้คือหากคุณแม่ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง เกิน 3 ครั้งขึ้นไป ความเสี่ยงจากพังผืดที่สะสมจะเพิ่มขึ้น สูตินรีแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงและให้คำแนะนำที่เหมาะสมค่ะ 1, 2
การฟื้นตัวหลังผ่าคลอดเป็นอย่างไรบ้าง
คุณแม่หลายท่านอยากรู้ว่าหลังผ่าคลอดแล้วจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไหร่ ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ นะคะ ช่วง 24 ชั่วโมงแรก คุณแม่อาจยังรู้สึกมึนจากยาชาหรือยาสลบ และยังลุกนั่งเองไม่ได้ พยาบาลจะช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ พอเข้าวันที่ 2-3 สูตินรีแพทย์มักจะแนะนำให้คุณแม่เริ่มลุกเดินช้าๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือด แม้จะยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้างแต่จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ส่วนใหญ่คุณแม่จะพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นก็สามารถกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ โดยควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักและออกแรงเยอะๆ ในช่วง 6 สัปดาห์แรก แผลภายนอกจะเริ่มสมานตัวภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ร่างกายจะฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 6-8 สัปดาห์หลังผ่าตัดค่ะ 1, 15
แผลผ่าคลอดเป็นอย่างไร และดูแลอย่างไรให้หายเร็ว
แผลผ่าคลอดจะเป็นรอยผ่าที่หน้าท้อง มีความยาวประมาณ 4-6 นิ้วค่ะ ลักษณะแผลจะแตกต่างไปตามวิธีที่สูตินรีแพทย์เลือกใช้ 1, 2, 15
ลักษณะของแผลผ่าคลอด
- แผลแนวนอน จะอยู่บริเวณขอบกางเกงชั้นใน เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดเพราะแผลซ่อนได้ง่ายและดูเรียบร้อยกว่า
- แผลแนวตั้ง จะอยู่ใต้สะดือลงมา มักใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบนำลูกน้อยออกมา
หลังผ่าตัดประมาณ 1 สัปดาห์ แผลภายนอกจะเริ่มสมานกัน ส่วนแผลภายในจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ค่ะ ช่วงแรกแผลจะเป็นสีแดงอมม่วง แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน แผลจะค่อยๆ จางลงจนกลายเป็นสีขาวและเรียบเนียนไปเองค่ะ 1, 15
วิธีดูแลแผลผ่าคลอดให้หายเร็วและแผลสวย
1. ดูแลแผลให้แห้งสะอาดเสมอ
ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอด พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำโดยตรงนะคะ สูตินรีแพทย์อาจใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดแผลไว้ให้ คุณแม่อาบน้ำได้ตามปกติแต่ระวังอย่าให้น้ำซึมเข้าไป ถ้าแผลเปียกควรรีบเปลี่ยนพลาสเตอร์ใหม่ทันที หลังตัดไหมแล้วควรปล่อยให้แผลแห้งเอง และอย่าแกะหรือเกาแผลเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ค่ะ 15
2. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
ในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงเยอะๆ ค่ะ เพราะการดึงรั้งแผลจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไป อาจทำให้เกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ 15
3. ทานอาหารที่มีประโยชน์
คุณแม่ควรเน้นอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วต่างๆ เพราะโปรตีนช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ 15
4. ทาครีมบำรุงผิว
เมื่อแผลแห้งสนิทดีแล้ว คุณแม่ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนเริ่มทาครีมบำรุงผิวหรือยาทาลดรอยแผลเป็นนะคะ หากแพทย์แนะนำให้ทาได้ การทาครีมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้รอยแผลเป็นดูจางลงค่ะ 15
หากคุณแม่มีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ แผลบวมแดง มีหนอง หรือมีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์ทันทีนะคะ 1

เตรียมตัวก่อนผ่าคลอดต้องทำอะไรบ้าง
คุณแม่ที่กำลังจะผ่าคลอดไม่ต้องกังวลไปนะคะ สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดต้องเตรียมอะไรบ้าง เมื่อเข้าพักที่โรงพยาบาลแล้ว สูตินรีแพทย์และพยาบาลจะดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ โดยมีขั้นตอนเตรียมตัวก่อนผ่าคลอดดังนี้ค่ะ 1, 12
- ประเมินสุขภาพ พยาบาลจะซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่คุณแม่ใช้อยู่เป็นประจำ
- เซ็นเอกสารยินยอม คุณแม่จะได้รับเอกสารเพื่อลงนามยินยอมเข้ารับการผ่าตัด พร้อมคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ติดตามอาการ พยาบาลจะตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจลูกน้อยในครรภ์ รวมถึงอาการของคุณแม่เป็นระยะๆ เช่น ท้องแข็ง หรือน้ำเดิน
- เจาะเลือด เพื่อเตรียมเลือดสำรองไว้ในกรณีที่ต้องใช้ระหว่างการผ่าตัด
- เตรียมตัวก่อนวันผ่าตัด คุณแม่จะได้รับน้ำยาสำหรับอาบน้ำและสระผมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- เช้าวันผ่าตัด พยาบาลจะเตรียมร่างกายคุณแม่ให้พร้อม เช่น โกนขนบริเวณหน้าท้อง เปลี่ยนชุดผ่าตัด ถอดเครื่องประดับ ล้างยาทาเล็บ ใส่สายสวนปัสสาวะ และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
หากคุณแม่มีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจตรงไหน สามารถสอบถามสูตินรีแพทย์และพยาบาลได้ตลอดเลยนะคะ 1,12
ขั้นตอนการนัดผ่าคลอดล่วงหน้า
สำหรับคุณแม่ที่วางแผนนัดผ่าคลอดล่วงหน้า สูตินรีแพทย์จะประเมินสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยตลอดการฝากครรภ์ค่ะ เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 สูตินรีแพทย์จะนัดคุยเพื่อกำหนดวันผ่าคลอดที่เหมาะสม โดยปกติจะนัดผ่าคลอดที่อายุครรภ์ 39 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่ควรสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่าย สิทธิการรักษา และเตรียมของใช้สำหรับพักฟื้นที่โรงพยาบาลไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ 1,3
ผ่าคลอดต้องงดอาหารกี่ชั่วโมง
ผ่าคลอดงดอาหารกี่ชั่วโมง? ตามแนวปฏิบัติของสมาคมวิสัญญีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ASA) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล แนะนำให้คุณแม่งดอาหารแข็งอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และงดน้ำใสอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดค่ะ 4, 5
เหตุผลที่ต้องงดอาหารก่อนผ่าคลอดก็เพราะว่า ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารให้หมด หากกระเพาะอาหารยังมีอาหารค้างอยู่ระหว่างที่ได้รับยาสลบหรือยาชา อาจเกิดการสำรอกอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายได้ค่ะ 4, 5
อย่างไรก็ตาม เวลาการงดอาหารอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและดุลยพินิจของวิสัญญีแพทย์ค่ะ บางโรงพยาบาลอาจอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตใสได้จนถึง 2 ชั่วโมงก่อนผ่าตัดตามหลัก ERAS (Enhanced Recovery After Surgery) เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น คุณแม่ควรยึดตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์และวิสัญญีแพทย์ของตนเองเป็นหลักนะคะ 4, 12
นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้อย่างไร
หลังจากเตรียมตัวและผ่าคลอดเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณแม่สามารถทำเพื่อลูกน้อยได้ทันทีคือการให้นมแม่ค่ะ เนื่องจากลูกน้อยที่ผ่าคลอดอาจพลาดโอกาสรับจุลินทรีย์ดีจากช่องคลอดของแม่ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กที่คลอดด้วยวิธีผ่าคลอดมีปริมาณแบคทีเรียกลุ่ม Bifidobacterium และ Bacteroides ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันน้อยกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ แต่การให้นมแม่สามารถช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ของลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้บางส่วน 6, 7, 10
การให้นมแม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองและระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยที่ผ่าคลอดได้อย่างดีค่ะ นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิดที่สนับสนุนการเจริญเติบโตของลูกน้อยทั้งทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญอย่าง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) และแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาท ทำให้การเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงมีจุลินทรีย์สุขภาพอย่างเช่น บี แล็กทิส (B. lactis) ซึ่งเป็นโพรไบโอติกที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรงตั้งแต่แรกเกิดอีกด้วยค่ะ 6, 7, 10
การผ่าคลอดอาจฟังดูน่ากังวลสำหรับคุณแม่บางท่าน แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน การผ่าคลอดเป็นวิธีคลอดที่ปลอดภัยและสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพูดคุยกับสูตินรีแพทย์อย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความกังวลและทางเลือกในการคลอด เพื่อให้ได้วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อยค่ะ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะเลือกคลอดด้วยวิธีไหน การให้นมแม่คือของขวัญล้ำค่าที่คุณแม่มอบให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่วันแรก เพราะนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทั้งสมองและภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรงค่ะ
หากคุณแม่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังคลอดหรือการให้นมบุตร สามารถปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญได้เสมอนะคะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- Cesarean Delivery, StatPearls, NCBI Bookshelf
- Cesarean Birth, American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG)
- ACOG Committee Opinion No. 761: Cesarean Delivery on Maternal Request, PubMed
- Preoperative Fasting Times for Patients Undergoing Caesarean Delivery, Turkish Journal of Anaesthesiology and Reanimation, PMC
- Influence of different preoperative fasting times on women and neonates in cesarean section, BMC Pregnancy and Childbirth
- The Perturbation of Infant Gut Microbiota Caused by Cesarean Delivery Is Partially Restored by Exclusive Breastfeeding, Frontiers in Microbiology, PMC
- Breastfeeding restored the gut microbiota in caesarean section infants and lowered the infection risk in early life, BMC Pediatrics
- ACOG Practice Bulletin No. 205: Vaginal Birth After Cesarean Delivery, PubMed
- Vaginal Birth After Cesarean Section, StatPearls, NCBI Bookshelf
- The Impact of Cesarean Section Delivery on Intestinal Microbiota: Mechanisms, Consequences, and Perspectives, International Journal of Molecular Sciences, PMC
- Evidence-Based Cesarean Section, GLOWM
- คำแนะนำการปฏิบัติตนก่อนและหลังผ่าตัดคลอดบุตร, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
- การบล็อกหลัง คืออะไร?, โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอนแก่น
- ผ่าคลอด ลูกเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้!, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- 8 เคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอด แผลสวย คุณแม่หายไว ฟื้นตัวเร็ว, โรงพยาบาลวิมุต
อ้างอิง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569