คุณแม่กำลังเจ็บหัวนม กำลังใช้มือประคองบริเวณหน้าอก

หัวนมแตก เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแลอาการแสบหัวนม

Feb 3, 2024
14นาที

คุณแม่หลายท่านอาจร้องไห้เงียบๆ ตอนให้นม เพราะรู้สึกเจ็บคมที่หัวนมจนแทบจะหยุดให้นมไปเลยค่ะ อาการหัวนมแตก แสบหัวนม พบบ่อยในสัปดาห์แรกๆ หลังคลอด สาเหตุหลักมาจากการที่ลูกอมเต้าไม่ลึกพอ ทำให้หัวนมถูกบีบผิดตำแหน่ง 3 ข่าวดีคือ มีทางออกสำหรับคุณแม่ค่ะ เพียงปรับท่าเข้าเต้าให้ถูกต้อง ใช้น้ำนมแม่ทาแผล และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ตั้งแต่รู้สึกเจ็บครั้งแรก คุณแม่ก็จะกลับมาให้นมลูกได้อย่างมีความสุขนะคะ

Listen Transcript

หัวนมแตก เกิดจากอะไร? พร้อมวิธีดูแลอาการแสบหัวนม

คำถามที่พบบ่อย

หัวนมแตก เกิดจากอะไร?

หัวนมแตกส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกอมเต้านมไม่ลึกพอ ทำให้หัวนมถูกบีบระว่างลิ้นกับเพดานแข็ง แทนที่จะอยู่ลึกบริเวณเพดานอ่อนซึ่งนุ่มกว่าค่ะ 3 คุณแม่จะรู้สึกเจ็บคม ๆ ตอนลูกเริ่มดูด หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นรอยแยก ตกสะเก็ด หรือมีเลือดซึมจนทำให้รู้สึกแสบหัวนมได้ค่ะ ส่วนสาเหตุรองลงมาคือเต้านมคัด การใช้เครื่องปั๊มนมแรงเกินไป หรือภาวะพังผืดใต้ลิ้นของทารก 5 ดังนั้นคุณแม่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มรู้สึกเจ็บนะคะ

หัวนมแตก แสบหัวนม ยังให้นมลูกได้ไหม?

คุณแม่ยังสามารถให้นมลูกได้ตามปกติและไม่ควรหยุดให้นมในทันทีค่ะ เพราะการหยุดให้นมกะทันหันอาจทำให้น้ำนมคัดสะสมจนเกิดภาวะเต้านมอักเสบตามมาได้ 6 แม้แผลจะมีเลือดซึมเล็กน้อยและลูกกลืนเลือดเข้าไปบ้างก็ไม่เป็นอันตรายต่อเจ้าตัวเล็กค่ะ แต่หากคุณแม่รู้สึกเจ็บและแสบหัวนมมากจนทนไม่ไหวจริงๆ อาจพักเต้าข้างที่มีอาการหัวนมแตกชั่วคราวประมาณ 12 ถึง 24 ชั่วโมง แล้วใช้วิธีปั๊มนมนะคะ 4

หัวนมแตกหายเองได้ไหม กี่วันถึงดีขึ้น?

แผลหัวนมแตกสามารถหายเองได้ค่ะ หากปรับท่าเข้าเต้าให้ถูกต้อง อาการปวดมักดีขึ้นภายใน 7-10 วันหลังคลอด 1 ระยะเวลาที่อาการจะดีขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละคน อาจ

จะใช้เวลาไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการค่ะ 5 คุณแม่สามารถดูแลแผลเพื่อลดอาการแสบหัวนมได้เองที่บ้าน โดยบีบน้ำนมแม่ทาหัวนมหลังให้นม เปลี่ยนแผ่นซับน้ำนมบ่อยๆ และสวมเสื้อชั้นในผ้าฝ้าย 3 แต่หากแผลอาการยังไม่ดีขึ้นหรือหายดี แนะนำให้ไปพบแพทย์นะคะ

สรุป

  • หัวนมแตก และอาการแสบหัวนม ส่วนใหญ่เกิดจากท่าให้นมและการเข้าเต้าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้หัวนมถูกบีบระหว่างลิ้นกับเพดานแข็งของลูก ส่วนสาเหตุอื่นเกิดจากอาการเต้าคัด การปั๊มนมแรงเกินไป การติดเชื้อ หรือภาวะพังผืดใต้ลิ้นของทารก
  • คุณแม่ยังให้นมต่อได้โดยไม่ควรหยุดให้นมกะทันหัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเต้านมอักเสบ หากเจ็บมากจนทนไม่ไหว สามารถพักเต้าข้างที่เจ็บ 12-24 ชั่วโมง โดยใช้การปั๊มนมแทนชั่วคราว
  • วิธีดูแลที่บ้านที่ปลอดภัยคือ ปรับท่าเข้าเต้าให้ลูกอมลึกถึงลานนม บีบน้ำนมแม่ทาแผลหลังให้นม สวมเสื้อชั้นในผ้าฝ้ายระบายอากาศ และปล่อยให้หัวนมแห้งสนิทก่อนสวมแผ่นซับน้ำนม
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแผลไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการบวมแดง ร้อน มีไข้ มีหนอง หรือมีของเหลวสีเหลืองไหล ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีการติดเชื้อหรือเต้านมอักเสบที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • หัวนมแตก แสบหัวนม คืออะไร อาการแบบไหนเรียกว่าหัวนมแตก
  • 5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณแม่หัวนมแตก แสบหัวนม
  • 9 วิธีดูแลหัวนมแตกสำหรับคุณแม่ให้นมลูก
  • ภาวะพังผืดใต้ลิ้นในทารก ทำให้คุณแม่หัวนมแตกได้
  • หัวนมแตก แสบหัวนม ยังให้นมลูกต่อได้ไหม
  • หัวนมแตกแบบไหน ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

หัวนมแตก แสบหัวนม คืออะไร อาการแบบไหนเรียกว่าหัวนมแตก

หัวนมแตก หรือทางการแพทย์เรียกว่า Nipple Fissure คือรอยแยกหรือแผลบริเวณผิวของหัวนม ปัญหายอดฮิตที่คุณแม่ให้นมลูกมักต้องเจอ โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นก้าวเข้าสู่เส้นทางน้ำนมแม่ 5 ซึ่งอาการมักจะพบบ่อยในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 หลังคลอด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็กกำลังกอดกันเรียนรู้วิธีการเข้าเต้า

ลักษณะของแผล สังเกตได้จากรอยแยกที่ผิวหัวนม มีตั้งแต่นิดเดียวจนมองเห็นได้ยาก ไปจนถึงรอยลึกที่มีเลือดซึมออกมาในระหว่างที่คุณแม่ให้นม 4 นอกจากนี้ ผิวหัวนมอาจมีลักษณะตกสะเก็ด เป็นขุย มีสะเก็ดแผล หรือสีเข้มขึ้น และรู้สึกแห้งหรือระคายเคืองได้ 5 ส่วนอาการ แสบหัวนม ที่คุณแม่หลายท่านส่งสัญญาณเตือนมา คือความรู้สึกเจ็บคมๆ หรือร้อนวูบวาบ ซึ่งมักจะเจ็บจี๊ดรุนแรงที่สุดตอนเบบี๋เริ่มงับเต้าคำแรก และจะค่อยๆ เบาลงเมื่อให้นมไปได้สักพัก

หัวนมแตกระดับไหน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

จริงๆ แล้วคุณแม่ไม่จำเป็นต้องทนเจ็บเลยนะคะ สามารถขอความช่วยเหลือได้ตั้งแต่เริ่มรู้สึกเจ็บหัวนมในทุกครั้งที่ให้นม หรือเมื่อหัวนมเริ่มเป็นรอยแตกและมีเลือดออกได้เลย 3 โดยสัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่หรือพยาบาลที่ดูแลหลังคลอดทันที คือหลังจากที่ลูกดูดเสร็จแล้ว ลักษณะของหัวนมดูแบน บิดเบี้ยวผิดรูป หรือเปลี่ยนสีเป็นซีดขาว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าลูกน้อยอาจอมเต้าไม่ถูกวิธี การได้รับคำแนะนำเพื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยปกป้องเต้านมของคุณแม่ไม่ให้เกิดแผลลึก และเซฟตัวเองจากการติดเชื้อที่อาจตามมาได้เป็นอย่างดีค่ะ

5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณแม่หัวนมแตก แสบหัวนม

หัวนมแตกมักเกิดจากแรงดึงและการเสียดสีที่มากเกินไปต่อเนื้อเยื่อหัวนมอันบอบบางของคุณแม่ 5 คุณแม่จะเข้าใจสาเหตุได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดปัญหานี้ ซึ่งการเข้าใจและวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริง จะช่วยให้คุณแม่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและป้องกันไม่ให้กลับมาเจ็บซ้ำ มาเช็กกันดีกว่าค่ะว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดปัญหานี้

1. ท่าให้นมและการเข้าเต้าที่ไม่ถูกต้อง

สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้คุณแม่เกิดแผลหัวนมแตกมากที่สุด เกิดจากการที่ลูกอมเต้านมไม่ลึกพอ ทำให้หัวนมไปอยู่แค่ด้านหน้าปากของลูก และเมื่อลูกออกแรงดูด หัวนมจะถูกบีบระหว่างลิ้นกับเพดานแข็ง แทนที่จะอยู่ลึกเข้าไปใกล้บริเวณเพดานอ่อนซึ่งนุ่มและเกิดการเสียดสีน้อยกว่า 3 สังเกตง่ายๆ หลังคุณแม่ให้นมเสร็จ ถ้าหัวนมคุณแม่ดูแบน บิดเบี้ยว เป็นรอยบุ๋ม หรือเปลี่ยนเป็นสีซีดขาว นั่นแปลว่าลูกยังเข้าเต้าไม่ถูกวิธีค่ะ

การเข้าเต้าที่ถูกต้อง ลูกต้องอมลานนมเข้าไปในปากให้ลึก ไม่ใช่อมแค่ปลายหัวนม ขณะดูดแก้มของลูกต้องอ้วนกลม ไม่มีรอยบุ๋ม และคางสัมผัสแนบเต้านมแม่ คุณแม่ควรปรับท่าอุ้มให้ตัวลูกหันเข้าหาตัวแม่ในลักษณะท้องชนท้อง และรอให้ปากลูกอ้ากว้างที่สุดก่อนจะนำเข้าเต้า หากรู้สึกว่าลูกอมไม่ลึกพอ ให้ใช้นิ้วก้อยสะกิดมุมปากลูกเบาๆ เพื่อให้ลูกคลายปาก แล้วค่อยเริ่มจัดท่าลองใหม่อีกครั้งค่ะ

2. ภาวะเต้านมคัด ทำให้ผิวหัวนมตึงและบาดเจ็บง่าย

เมื่อเต้านมเต็มไปด้วยน้ำนมจนคัดตึง ผิวรอบหัวนมจะตึงและแบนราบลง ทำให้ลูกอมเต้าได้ยากขึ้นค่ะ และเมื่อลูกอมเต้าไม่ถูกต้อง ก็จะนำไปสู่อาการหัวนมแตกตามมา 5 อาการคัดเต้านม มักพบในสัปดาห์แรกหลังคลอด เมื่อปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าที่ลูกจะดูดออกหมด คุณแม่อาจรู้สึกว่าเต้านมแข็ง ตึง อาจอุ่นและเจ็บกดได้

คุณแม่สามารถบรรเทาอาการคัดเต้าได้โดยการให้นมลูกบ่อยตามที่ลูกต้องการ และก่อนให้นมแนะนำให้บีบน้ำนมออกเล็กน้อยด้วยมือเพื่อให้ลานนมนุ่มลง ลูกจะได้อมได้ลึกง่ายขึ้น ร่วมกับการประคบอุ่นสักครู่เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหลเวียนดี 3 แต่ต้องระวังไม่บีบน้ำนมทิ้งมากเกินไปนะคะ เพราะจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นจนกลับมาคัดซ้ำได้ค่ะ

3. การปั๊มนมที่ไม่ถูกวิธี

สำหรับคุณแม่นักปั๊ม การเลือกเครื่องปั๊มนมหรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่แมตช์กับสรีระก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หัวนมแตกได้เช่นกันค่ะ ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่ การตั้งระดับแรงดูดสูงเกินไป ขนาดกรวยปั๊มเล็กหรือใหญ่กว่าหัวนม รวมถึงการปั๊มถี่หรือนานเกินไป 5 ซึ่งผิวหัวนมที่บอบบางเมื่อถูกดูดและเสียดสีซ้ำๆ ในระดับที่แรงเกิน ย่อมเกิดรอยแตกได้ง่ายมากค่ะ

ทางออกที่ดีคือคุณแม่ควรเริ่มปั๊มนมที่แรงดูดต่ำสุดก่อน แล้วค่อยๆ ปรับระดับขึ้นไปในระดับที่รู้สึกสบายและไม่เจ็บ เลือกขนาดกรวยปั๊มที่พอดี โดยขณะปั๊ม หัวนมควรอยู่กึ่งกลางกรวยและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระไม่ขูดไปกับผนังกรวย หากคุณแม่กำลังปั๊มเพื่อเก็บสต็อกนมแม่ แนะนำให้ปั๊มตามรอบเวลาปกติที่ลูกกิน ไม่ปั๊มเค้นถี่หรือลากรอบนานจนเกินไปเพื่อเซฟเต้านมกันนะคะ

4. การติดเชื้อที่หัวนม

หัวนมแตกอาจกลายเป็นประตูเปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราเข้าสู่ผิว ทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ 5 หากเป็นการติดเชื้อรา คุณแม่อาจมีอาการคัน แสบร้อน และผิวหัวนมดูแดงเงา ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย เต้านมจะมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีหนองหรือของเหลวสีเหลืองไหลออกจากแผล 4 คุณแม่ที่สงสัยว่าเต้านมเริ่มส่งสัญญาณติดเชื้อ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยเด็ดขาดนะคะ

5. ผิวหนังอักเสบหรือการแพ้สารบางอย่าง

บางครั้งอาการระคายเคืองจนนำไปสู่ผิวลอก แดง คัน เป็นผื่น และกลายเป็นหัวนมแตก อาจเกิดจากการที่ผิวสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีน้ำหอม สบู่ หรือแผ่นซับน้ำนมที่มีสารระคายเคือง 5 ยิ่งคุณแม่ท่านไหนที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) อยู่แล้ว ผิวบริเวณนี้ก็จะมีโอกาสแห้งและแตกง่ายกว่าปกติค่ะ

วิธีป้องกันและดูแลผิวหัวนมให้สตรองคือ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนที่ปราศจากน้ำหอม ล้างหัวนมด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่บ่อยๆ เพราะสบู่จะไปชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติที่เคลือบปกป้องผิวออกไป และคอยเปลี่ยนแผ่นซับน้ำนมบ่อยๆ อย่าปล่อยให้อับชื้น ที่สำคัญ คุณแม่ควรปล่อยให้หัวนมได้สัมผัสอากาศบ่อยๆ ระหว่างวันเพื่อให้ผิวฟื้นฟูตามธรรมชาติ

9 วิธีดูแลหัวนมแตกสำหรับคุณแม่ให้นมลูก

หัวนมแตกส่วนใหญ่แล้วคุณแม่สามารถดูแลได้เองที่บ้านค่ะ โดยใช้การดูแลผิวควบคู่ไปกับการปรับเทคนิคในการให้นม ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันว่าวิธีธรรมชาติเหล่านี้ รวมถึงการใช้อุปกรณ์เสริมอย่างเหมาะสม สามารถบรรเทาอาการเจ็บได้ดี 2 มาลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้กันเลยค่ะ

1. ปรับท่าให้นมและการเข้าเต้าให้ถูกต้อง

งานวิจัยพบว่าการปรับเทคนิคการให้นมที่ถูกต้องคือพื้นฐานของการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำและบรรเทาอาการได้ดีค่ะ 2 เริ่มต้นด้วยการจัดท่าของคุณแม่ให้นั่งหรือนอนในท่าที่สบายที่สุด ใช้หมอนรองประคองตัวลูก จากนั้นอุ้มให้ตัวลูกหันเข้าหาตัวคุณแม่ในลักษณะท้องชนท้อง ให้ปากของลูกอยู่ตรงกับหัวนมพอดี แล้วรอจังหวะให้ลูกอ้าปากกว้างๆ จึงค่อยประคองลูกเข้าหาเต้า ไม่ใช่ขยับเต้าเข้าไปหาปากลูก

จุดเช็กพอยต์ว่าลูกเข้าเต้าได้ถูกต้องคือ ริมฝีปากบนและล่างของลูกควรงอออก ไม่ม้วนพับเข้า คางแนบชิดติดเต้า จมูกแตะหรืออยู่ใกล้เต้า แก้มของลูกอ้วนกลม ไม่บุ๋มเข้า และฟังเสียง ลูกควรกลืนเป็นจังหวะ ไม่มีเสียง "คลิก" ในปากค่ะ

2. เริ่มให้นมจากเต้าข้างที่เจ็บน้อยกว่า

ทริคที่ช่วยได้คือ ให้คุณแม่เริ่มให้นมจากเต้าข้างที่เจ็บน้อยกว่าก่อน 4 เพื่อให้ลูกน้อยได้ดูดระบายความหิวไปสักครึ่งทางพอสลับมาเต้าข้างที่มีแผล ลูกก็จะมีแรงดูดที่เบาลง ช่วยลดความระบมและช่วยให้คุณแม่ผ่านมื้ออาหารแต่ละมื้อได้สบายขึ้น แถมยังช่วยให้เต้าข้างที่เจ็บได้มีเวลาพักฟื้นนานขึ้นด้วยค่ะ

3. บีบน้ำนมแม่ทาบนหัวนมหลังให้นม

คุณแม่สามารถทาน้ำนมแม่บริเวณหัวนมที่เป็นแผลได้ 3 หลังให้นมเสร็จ ให้คุณแม่บีบน้ำนมออกมาสัก 1-2 หยด นำมาทาเคลือบบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณหัวนม แล้วปล่อยให้แห้งไปเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเช็ดออก เป็นวิธีที่ปลอดภัย และทำได้ทันทีอีกด้วย แถมยังมีงานวิจัยรองรับว่าน้ำนมแม่ เป็นหนึ่งในวิธีดูแลที่ใกล้เคียงกับขี้ผึ้งลาโนลิน (Lanolin) 1 ซึ่งเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบในครีมทาผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวอีกด้วย

4. ใช้ครีมหรือขี้ผึ้งสำหรับหัวนมที่เหมาะสม

หากคุณแม่หยิบน้ำนมแม่มาทาแล้วยังรู้สึกว่าอยากได้ตัวช่วยเพิ่ม ลาโนลินบริสุทธิ์ (Pure Lanolin) เป็นทางเลือกที่นิยมและปลอดภัยสำหรับการให้นม 4 สามารถทาบางๆ บนหัวนมหลังให้นมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นได้เลยโดยไม่ต้องเช็ดออกก่อนให้นมรอบถัดไป แต่ถ้าคุณแม่ท่านไหนแพ้ลาโนลิน เนื่องจากเป็นสารสกัดจากขนแกะ ก็สามารถเลือกใช้ครีมสูตรอื่นที่ปราศจากลาโนลิน หรือกลับไปซบเซฟโซนอย่างการใช้น้ำนมแม่แทนได้ค่ะ 5 เพราะผลวิจัยชี้ว่าครีมดูแลหัวนมส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ คุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำบนฉลาก และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน สามารถปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ คุณแม่ชอบสัมผัสแบบไหนเลือกแบบที่สบายใจได้เลยค่ะ

5. ใช้ผ้าประคบอุ่นและเย็นสลับกัน

ก่อนให้นม การบีบหรือนวดเต้านมเบาๆ จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลและลานนมนุ่ม ลูกอมเต้าได้ง่ายขึ้น 4 หลังให้นมเสร็จ ใช้เจลประคบเย็นหรือผ้าเย็นมาประคบที่เต้านมเพื่อบรรเทาความเจ็บและลดการบวม โดยห่อผ้าขนหนูอีกชั้นก่อนวางบนผิวเพื่อไม่ให้เย็นจัดเกินไป

6. ดูแลหัวนมให้แห้งและสัมผัสอากาศ

การดูแลหัวนมให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอเป็นการดูแลที่ช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดีค่ะ ดังนั้นหลังจากทาน้ำนมแม่หรือครีมเสร็จแล้ว ควรรอให้หัวนมแห้งสนิทก่อนสวมเสื้อชั้นใน คอยเปลี่ยนแผ่นซับน้ำนมบ่อยๆ เลือกสวมบราที่ทำจากผ้าฝ้ายระบายอากาศได้ดี และถ้าเป็นไปได้ ในช่วงวันลองปล่อยให้หัวนมได้สัมผัสอากาศโดยไม่สวมเสื้อชั้นในบ้าง เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเองได้ไวขึ้นค่ะ

7. หลีกเลี่ยงสบู่และผลิตภัณฑ์ระคายเคือง

เวลาอาบน้ำ ล้างเต้านมด้วยน้ำเปล่าก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่ทุกครั้ง เพราะสบู่จะชะล้างน้ำมันธรรมชาติที่ปกป้องผิวออกไป ทำให้ผิวแห้งตึงและเกิดแผลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรเลือกใช้สบู่ แชมพู หรือผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม (Fragrance-free) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผิวหนังอักเสบกับเต้านมอันบอบบางของเราค่ะ 5

8. พักเต้าและปั๊มนมเป็นบางรอบ

หากเจ็บมากเกินไป สามารถพักเต้าที่บาดเจ็บสัก 12-24 ชั่วโมง แล้วใช้เครื่องปั๊มนมช่วยระบายน้ำนมออกแทนได้ค่ะ 4 ตอนปั๊ม ตั้งระดับแรงดูดในระดับต่ำสุดที่รู้สึกสบาย ไม่ใช่แรงสุด เลือกขนาดกรวยปั๊มให้เป๊ะพอดีกับหัวนม โดยหัวนมต้องขยับเข้าออกได้อย่างอิสระไม่เสียดสีขูดกับขอบกรวย การเซฟเต้าด้วยวิธีนี้จะช่วยให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นโดยที่น้ำนมไม่หดหายแน่นอนค่ะ

9. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่

หากคุณแม่ลองปรับเปลี่ยนตามวิธีข้างต้นแล้วผ่านไป 24-48 ชั่วโมง แต่อาการปวดระบมยังไม่มีท่าทีจะดีขึ้น หรือเริ่มสังเกตเห็นเต้านมบวมแดง มีไข้ ควรไปปรึกษาพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ หรือคุณหมอที่คลินิกนมแม่ทันทีค่ะ 3 ผู้เชี่ยวชาญจะสังเกตการให้นมเต็มมื้อเพื่อระบุปัญหา ตรวจปากลูกเพื่อดูภาวะพังผืดใต้ลิ้น และให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลที่เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละคู่แม่ลูก คุณแม่ไม่ต้องทนเจ็บปวดอยู่คนเดียวนะคะ ยิ่งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเร็วเท่าไหร่ เต้าเราก็ยิ่งกลับมาสตรองแฮปปี้ได้ไวเท่านั้นค่ะ

ภาวะพังผืดใต้ลิ้นในทารก ทำให้คุณแม่หัวนมแตกได้

ภาวะพังผืดใต้ลิ้น (Tongue Tie หรือ Ankyloglossia) เป็นภาวะที่มีมาตั้งแต่กำเนิด โดยพังผืดที่ยึดระหว่างลิ้นกับพื้นล่างของช่องปากของทารกจะสั้นหรือตึงกว่าปกติ ทำให้ลิ้นเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ 7 เมื่อลูกยกลิ้นขึ้นไม่ได้สูงพอ หรือยื่นลิ้นออกมาได้ไม่สุด ส่งผลให้เขาอมเต้าได้ตื้นกว่าปกติ ทำให้หัวนมของคุณแม่ถูกบีบกดในตำแหน่งที่ผิดจนเกิดอาการเจ็บระบมและกลายเป็นแผลหัวนมแตกตามมาในที่สุดค่ะ

สังเกตอย่างไรว่าลูกอาจมีภาวะพังผืดใต้ลิ้น

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกอาจมีภาวะพังผืดใต้ลิ้น ได้แก่ ลูกอมเต้าได้ไม่ลึก หลุดจากเต้าบ่อย ใช้เวลาดูดนมนานผิดปกติ มีเสียง "คลิก" ดังในปากระหว่างดูดนม ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าน้ำหนักตัวของเบบี๋ไม่ขึ้นตามเกณฑ์ ในขณะที่คุณแม่เองก็ต้องทนกับอาการเจ็บ แสบหัวนม หัวนมแตก มีเลือดซึม แม้จะได้ลองปรับเปลี่ยนท่าเข้าเต้ามาสารพัดวิธีแล้วก็ตาม 4 นอกจากนี้ เวลาที่เจ้าตัวเล็กอ้าปากร้องไห้ คุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าปลายลิ้นของลูกหยักรั้งเป็นรูปหัวใจ หรือลูกไม่สามารถแลบลิ้นออกพ้นริมฝีปากล่างได้ค่ะ

แนวทางดูแลภาวะพังผืดใต้ลิ้นในทารก

หากสงสัยว่าลูกมีภาวะพังผืดใต้ลิ้น ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด 5 คุณหมอจะช่วยประเมินลักษณะของลิ้นควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดูดนมของลูก ก่อนให้คำแนะนำในการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกรณี ซึ่งอาจรวมถึงการปรับท่าให้นม การติดตามพัฒนาการการดูดนม หรือการดูแลอื่นๆ ตามที่คุณหมอเห็นสมควร สิ่งที่อยากให้คุณแม่สบายใจมากขึ้นคือ ไม่ใช่เด็กที่มีภาวะพังผืดใต้ลิ้นทุกคนจะต้องเข้ารับการผ่าตัดตัดพังผืดเสมอไปค่ะ ตราบใดที่พังผืดนั้นไม่ได้ขัดขวางการกินนม ลูกยังคงอมเต้าได้ดี น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ปกติ และคุณแม่ไม่มีอาการเจ็บเต้านม คุณหมอก็อาจจะแนะนำเพียงแค่ให้ติดตามอาการไปก่อน การประเมินจำเป็นต้องพิจารณาจากสุขภาพของลูกร่วมกับดูพฤติกรรมการกินนมโดยรวม ไม่ใช่ดูแค่ลักษณะของลิ้นเพียงอย่างเดียวค่ะ

หัวนมแตก แสบหัวนม ยังให้นมลูกต่อได้ไหม

คุณแม่ที่หัวนมแตกยังให้นมลูกต่อไปได้ค่ะ และโดยทั่วไปแล้วไม่แนะนำให้หยุดให้นมในทันที เนื่องจากการหยุดให้นมแบบเฉียบพลันอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะอาจเกิดภาวะเต้านมคัดตึง เต้านมอักเสบ หรือรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีในเต้านมตามมาได้ 6 ที่สำคัญ น้ำนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรกคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ดังนั้นจึงควรเดินหน้าให้นมแม่ต่อไปควบคู่กับการดูแลปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหา เพื่อปกป้องสารอาหารและภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดเพื่อลูกรักค่ะ

ทารกกำลังดูดนมจากอกของคุณแม่

ดูดนมจากเต้าที่มีแผลปลอดภัยสำหรับลูกหรือไม่

ลูกสามารถดูดนมจากเต้าที่มีแผลเลือดซึมได้อย่างปลอดภัย เพราะโดยทั่วไปแล้ว เลือดปนในน้ำนมไม่ได้เป็นอันตรายต่อเจ้าตัวเล็กเลย 4 ลูกอาจจะกลืนเลือดเข้าไปบ้างเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้อุจจาระของลูกมีสีเข้มขึ้นหรือมีลิ่มเลือดปนออกมาบ้าง แต่อาการอึปนเลือดนี้จะหายไปเป็นปกติ เมื่อแผลหัวนมแตกของคุณแม่สมานตัวดีขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีโรคติดต่อทางกระแสเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการให้นมอย่างใกล้ชิดและปลอดภัยที่สุดนะคะ

ถ้าเจ็บมากเกินไป มีทางเลือกอื่นไหม

หากเจ็บมากจนทนไม่ไหวจริงๆ คุณแม่อาจพักเต้านมข้างที่เจ็บประมาณ 12-24 ชั่วโมง โดยสลับให้ลูกดูดนมจากเต้าอีกข้างที่ยังปกติดีแทน ส่วนเต้าข้างที่บาดเจ็บให้ใช้เครื่องปั๊มนมโหมดนุ่มนวลหรือใช้มือบีบระบายน้ำนมออกอย่างเบามือเพื่อเคลียร์เต้า 4 วิธีนี้จะช่วยเซฟผิวหัวนมจากการเสียดสี ส่วนน้ำนมแม่ที่ปั๊มออกมาก็สามารถใส่ขวดป้อนนมแม่แก่เจ้าตัวเล็กได้ตามปกติเลยค่ะ

นอกจากนี้ การใช้แผ่นซิลิโคนป้องกันหัวนม (Nipple Shield) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวทางเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมบุตรอาจแนะนำในคุณแม่บางราย แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ 4 เพราะหากใช้ไม่ถูกต้อง อาจส่งผลต่อการเข้าเต้าและการกระตุ้นน้ำนมในระยะยาว ขณะเดียวกัน การดูแลปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการ เช่น การจัดท่าให้นมและการเข้าเต้าที่เหมาะสม หรือการขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์หากสงสัยว่าลูกมีภาวะพังผืดใต้ลิ้น อาจช่วยให้การให้นมลูกเป็นไปอย่างราบรื่นและสบายใจมากขึ้นค่ะ

หัวนมแตกแบบไหน ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

แม้หัวนมแตกส่วนใหญ่จะดูแลที่บ้านได้ แต่มีบางสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณแม่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด และควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้อาการลุกลามจนส่งผลกระทบต่อแผนการให้นมระยะยาวค่ะ 5 การหมั่นสังเกตเต้านมของตัวเองอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อสุขภาพของคุณแม่และน้ำนมที่ต่อเนื่องของเจ้าตัวเล็กค่ะ

สัญญาณเตือนของการติดเชื้อ

หากคุณแม่มีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์โดยเร็วนะคะ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อเข้าให้แล้วค่ะ 4

  • มีของเหลวสีเหลือง หรือหนอง ไหลออกจากแผลที่หัวนม
  • หัวนมหรือเต้านมบวม แดง ร้อน แตะแล้วเจ็บมาก
  • มีไข้สูง หนาวสั่น รู้สึกอ่อนเพลียคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • รอยแยกของหัวนมไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์ แม้จะดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี
  • คลำเจอก้อนแข็งๆ ไตๆ ในเต้านม กดแล้วเจ็บมาก และก้อนไม่ยอมหายไปหลังจากให้นม

หากมีอาการเหล่านี้ คุณแม่อาจกำลังเป็นภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) ซึ่งระหว่าง 3-11 ใน 100 คนของคุณแม่ที่เป็นเต้านมอักเสบรุนแรงอาจพัฒนาเป็นฝีในเต้านมได้หากปล่อยทิ้งไว้ 6 การไปพบแพทย์เร็วจะช่วยให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ลดความเสี่ยงที่อาการจะลุกลาม และให้คุณแม่ยังสามารถให้นมลูกต่อได้อย่างราบรื่นค่ะ

สัญญาณของการติดเชื้อรา

การติดเชื้อรา (Thrush) เป็นอีกภาวะที่ต้องพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม 6 อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดแสบลึกในเต้านมระหว่างหรือหลังให้นม คันบริเวณหัวนม หัวนมแดงเงาผิดปกติ และมักจะมาคู่กับการที่อ้าปากดูแล้วเห็นฝ้าขาวหนาเกาะอยู่ตามลิ้นหรือกระพุ้งแก้มของลูกที่เช็ดอย่างไรก็เช็ดไม่ออก การติดเชื้อราจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาโดยแพทย์อย่างถูกต้อง และอาจต้องดูแลทั้งแม่และลูกพร้อมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราส่งต่อและรักษาสลับกันไปมาไม่จบไม่สิ้นค่ะ

ภาวะหลอดเลือดหดตัวที่หัวนม (Vasospasm)

หากคุณแม่รู้สึกเจ็บแสบลึกในเต้านม โดยอาการเจ็บนั้นจะพีคที่สุดในช่วงท้ายของการให้นม หรือเจ็บยาวต่อเนื่องนานถึง 30 นาทีหลังจากที่ลูกปล่อยเต้าไปแล้ว ร่วมกับสังเกตเห็นสีของหัวนมเปลี่ยนไป จากปกติกลายเป็นสีซีดขาวแล้วตามด้วยสีแดง อาจเป็นภาวะหลอดเลือดหดตัวที่หัวนม (Vasospasm) ค่ะ 6 ภาวะนี้มักเกี่ยวโยงกับการที่ลูกอมเต้าตื้นจนเกิดแผลหัวนมแตก และทำให้หัวนมถูกเหงือกกับลิ้นของลูกกดทับอย่างรุนแรง หรืออาจเป็นภาวะหลอดเลือดเล็กหดตัวไวต่อความเย็น (Raynaud's Phenomenon) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากคุณหมอเพื่อหาเทคนิคการดูแลที่ตรงจุดและลดอาการแสบหัวนมค่ะ สุดท้ายนี้ อยากบอกคุณแม่ทุกคนว่า อย่าลังเลหรือกลัวการไปหาหมอเพราะกังวลว่าจะต้องหยุดให้นมลูกนะคะ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมที่รวดเร็วต่างหากที่จะช่วยให้คุณแม่กลับมาให้นมลูกได้อย่างมีความสุข และเมื่อลูกได้รับนมแม่ต่อเนื่องจะช่วยให้ลูกได้รับทั้งภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่สำคัญต่อพัฒนาการนะคะ

อินโฟกราฟิก แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

หัวนมแตก แสบหัวนม เป็นปัญหายอดฮิตที่คุณแม่มือใหม่หลายท่านต้องเผชิญในช่วงแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ขอให้คุณแม่มั่นใจและอบอุ่นใจได้เลยนะคะว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ เมื่อเราเข้าใจสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการ พร้อมปรับท่าทางให้นมให้ถูกต้อง ดูแลเบื้องต้นด้วยน้ำนมแม่ของคุณแม่เอง และสลับเวลามาพักเต้าอย่างเหมาะสม อาการเจ็บปวดจะค่อยๆ บรรเทาลงและดีขึ้นภายใน 7-10 วันแรกค่ะ 1 สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ตั้งแต่เริ่มรู้สึกเจ็บครั้งแรกนะคะ เพราะการได้รับคำแนะนำตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้คุณแม่จัดการกับปัญหาที่พบได้อย่างเหมาะสมและให้นมลูกได้อย่างสบายใจมากขึ้นค่ะ

ทั้งนี้ก็เพื่อลูกน้อยของคุณแม่ค่ะ เพราะน้ำนมมีสารอาหารและองค์ประกอบทางชีวภาพหลากหลายชนิดที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยในหลายด้าน อาทิ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ที่มีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างปลอกไมอีลิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาท รวมถึง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีบทบาทในกระบวนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย รวมถึงสมองและสายตา และ โอลิโกแซคคาไรด์ในนมแม่ (5HMOs) ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อคุณแม่จับมือกับเจ้าตัวเล็กก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ลูกน้อยก็จะได้รับสิ่งดีๆ และเติบโตอย่างแข็งแรงในทุกๆ วันค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. Interventions for treating painful nipples among breastfeeding women - Cochrane (ระบบทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ)
    https://www.cochrane.org/evidence/CD007366_interventions-treating-painful-nipples-among-breastfeeding-women
  2. Prevention and management of nipple wound: a systematic review - วารสาร BMC Pregnancy and Childbirth
    https://link.springer.com/article/10.1186/s12884-026-08911-x
  3. Sore or cracked nipples when breastfeeding - บริการสุขภาพแห่งชาติ สหราชอาณาจักร (NHS)
    https://www.nhs.uk/baby/breastfeeding-and-bottle-feeding/breastfeeding-problems/sore-nipples/
  4. Sore, cracked or bleeding nipples - Pregnancy Birth and Baby (Healthdirect Australia)
    https://www.pregnancybirthbaby.org.au/sore-cracked-or-bleeding-nipples
  5. Cracked Nipples (Nipple Fissures) - คลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic)
    https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22605-nipple-fissure
  6. Mastitis, blocked ducts, sore nipples, and other breastfeeding challenges - NCT (National Childbirth Trust)
    https://www.nct.org.uk/information/baby-toddler/feeding-your-baby-or-toddler/sore-nipples-when-breastfeeding
  7. Tongue-tie - บริการสุขภาพแห่งชาติ สหราชอาณาจักร (NHS)
    https://www.nhs.uk/conditions/tongue-tie/

อ้างอิง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อ้างอิง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569