มือคุณหมอใช้หูฟังแพทย์

ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง ผ่าคลอดมีลูกได้กี่คนอันตรายไหม มีผลต่อสุขภาพไหม

ก.ค. 11, 2026
16นาที

คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดลูกคนแรกไปแล้ว พอเริ่มวางแผนจะมีน้อง คำถามแรกที่มักจะผุดขึ้นมาก็คือ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง แล้วผ่าคลอดมีลูกได้กี่คนจึงจะปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกคนควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจตั้งครรภ์ครั้งต่อไป เพราะแม้การผ่าคลอดจะเป็นวิธีการคลอดที่ปลอดภัยและแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ทุกครั้งที่ผ่าตัดก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเสมอ 1

Listen Transcript

ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง ผ่าคลอดมีลูกได้กี่คนอันตรายไหม มีผลต่อสุขภาพไหม

คำถามที่พบบ่อย

การผ่าคลอดครั้งที่ 2 หรือ 3 จะเจ็บกว่าครั้งแรกไหม?

ความรู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัดจะไม่ต่างกันมาก เนื่องจากแพทย์จะใช้ยาชาหรือยาสลบเช่นเดียวกับครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การผ่าคลอดซ้ำแต่ละครั้งอาจทำให้เกิดพังผืดในช่องท้องหนาขึ้น ซึ่งพังผืดเหล่านี้จะดึงรั้งอวัยวะภายในท้องที่อยู่ใกล้มดลูกให้เข้ามาใกล้มากขึ้น ทำให้การผ่าตัดครั้งต่อไปซับซ้อนขึ้น และคุณแม่อาจรู้สึกเจ็บปวดหลังผ่าตัดมากกว่าหรือนานกว่าในครั้งก่อนได้ 1, 8 หากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อวางแผนการจัดการความเจ็บปวดล่วงหน้าค่ะ

แผลเป็นจากการผ่าคลอดซ้ำหลายครั้งจะดูแลยากขึ้นหรือไม่?

การผ่าคลอดซ้ำหลายครั้งทำให้เกิดพังผืดสะสมในช่องท้องมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ในการผ่าตัดครั้งต่อไป 1, 8 โดยปกติแพทย์จะผ่าคลอดตามรอยแผลเป็นเดิม เพื่อไม่ให้คุณแม่มีแผลเป็นเพิ่ม 8 สำหรับการดูแลแผลภายนอก คุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แผลบวม แดง ร้อน หรือมีเลือดซึม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ 9

การฟื้นตัวหลังผ่าคลอดครั้งที่ 3 แตกต่างจากครั้งแรกอย่างไร?

การฟื้นตัวหลังผ่าคลอดครั้งที่ 3 มักใช้เวลานานกว่าครั้งแรก เนื่องจากร่างกายต้องรับมือกับพังผืดที่สะสมจากการผ่าตัดครั้งก่อน ทำให้การผ่าตัดซับซ้อนมากขึ้นและใช้เวลานานกว่า 1, 2 นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะรกเกาะผิดปกติ หรือการเสียเลือดมาก 1 คุณแม่จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการฟื้นตัวอย่างเหมาะสม รวมถึงการลุกเดินเคลื่อนไหวตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 5 และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นค่ะ

สรุป

  • ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แพทย์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ผ่าคลอดเกิน 3 ครั้ง เพราะความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ผ่าตัด 1, 3, 8
  • ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการผ่าคลอดซ้ำ ได้แก่ ภาวะมดลูกแตก รกเกาะผิดปกติ พังผืดในช่องท้อง และการติดเชื้อ 1, 8
  • ผ่าคลอดใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 41.7 นาที 2
  • คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดสามารถคลอดธรรมชาติ (VBAC) ได้ในบางกรณี โดยมีอัตราสำเร็จ 60-80% ภายใต้การดูแลของแพทย์ 3
  • ควรเว้นระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์อย่างน้อย 18 เดือนเพื่อความปลอดภัย 3

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ผ่าคลอดอันตรายมั้ย แม่มาฟังด่วน

การผ่าคลอดคืออะไร แตกต่างจากการคลอดธรรมชาติอย่างไร

การผ่าคลอด หรือ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (Cesarean Section) คือการผ่าตัดเพื่อนำทารกออกมาผ่านทางแผลผ่าตัดบริเวณหน้าท้องและมดลูกของคุณแม่ ซึ่งแตกต่างจากการคลอดธรรมชาติที่ทารกจะคลอดออกมาทางช่องคลอด โดยทั่วไปแพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้ในกรณีที่การคลอดทางช่องคลอดอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่หรือลูกน้อย 1

แม้ว่าการผ่าคลอดจะเป็นวิธีการคลอดที่ปลอดภัยในปัจจุบัน แต่เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงมีความเสี่ยงมากกว่าการคลอดธรรมชาติ ทั้งในด้านการติดเชื้อ การเสียเลือด ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ รวมถึงระยะเวลาการฟื้นตัวที่นานกว่า 1, 7

อย่างไรก็ตาม ในหลายสถานการณ์ การผ่าคลอดถือเป็นทางเลือกที่จำเป็นเพื่อรักษาชีวิตทั้งคุณแม่และลูกน้อยให้ปลอดภัย

การผ่าคลอดมีกี่แบบ

การผ่าคลอดมีกี่แบบสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของแผลผ่าตัดและความเร่งด่วน ดังนี้

หากแบ่งตามลักษณะแผลผ่าตัดที่มดลูก จะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่

  • การผ่าคลอดแนวขวาง (Low Transverse Incision) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากแผลเล็กกว่า หายเร็วกว่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปน้อยกว่า
  • การผ่าคลอดแนวตั้ง (Classical Incision) ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น ทารกอยู่ในท่าขวาง โดยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกในครรภ์ถัดไปสูงกว่าแบบแนวขวาง 3

หากแบ่งตามความเร่งด่วน จะแบ่งเป็นการผ่าคลอดแบบวางแผน (Elective Cesarean) ที่แพทย์และคุณแม่ตกลงกำหนดวันเวลาล่วงหน้า กับการผ่าคลอดฉุกเฉิน (Emergency Cesarean) ที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด 1

 

กรณีไหนบ้างที่แพทย์แนะนำให้ผ่าคลอด

การตัดสินใจว่าจะผ่าคลอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เป็นสำคัญ โดยพิจารณาจากความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อยเป็นหลัก จากการศึกษาวิจัยพบว่าข้อบ่งชี้ที่พบบ่อยในการผ่าคลอด ได้แก่ ภาวะทารกอยู่ในท่าผิดปกติ (เช่น ท่าก้น) ภาวะศีรษะทารกไม่สัมพันธ์กับช่องเชิงกราน การคลอดไม่ก้าวหน้า ภาวะรกเกาะต่ำ ภาวะทารกมีสัญญาณผิดปกติระหว่างการคลอด รวมถึงกรณีที่คุณแม่มีประวัติเคยผ่าคลอดมาก่อน 1

นอกจากนี้ คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือครรภ์แฝด อาจจำเป็นต้องผ่าคลอดเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด 1, 7  ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกวิธีคลอดควรเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างคุณแม่และแพทย์ผู้ดูแล โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญค่ะ

 

ทำไมการผ่าตัดคลอดถึงได้รับความนิยม

ในปัจจุบัน อัตราการผ่าคลอดทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าอัตราการผ่าคลอดทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7% ในปี 1990 เป็น 21% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะสูงถึง 29% ภายในปี 2030 1 ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้การผ่าคลอดได้รับความนิยมมากขึ้นนั้น มีหลายปัจจัยประกอบกัน

ปลอดภัยสูงและกำหนดเวลาได้

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน การผ่าคลอดมีความปลอดภัยสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต แพทย์สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี และคุณแม่สามารถวางแผนวันคลอดล่วงหน้าได้ ซึ่งช่วยให้ทั้งครอบครัวเตรียมตัวได้อย่างสบายใจ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดที่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ขึ้นไป 1

 

ลดความเจ็บปวดขณะคลอดและลดผลกระทบต่อเชิงกราน

การผ่าคลอดช่วยลดความเจ็บปวดจากการเบ่งคลอดตามธรรมชาติ และลดความเสี่ยงต่อการฉีกขาดของเนื้อเยื่อบริเวณฝีเย็บ 1 อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรทราบว่าการผ่าคลอดยังคงเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าการคลอดธรรมชาติ 7 ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินใจผ่าคลอดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อเลือกวิธีคลอดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคนค่ะ

 

ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง ผ่าคลอดมีลูกได้กี่คน

สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดได้กี่ครั้ง คำตอบคือไม่มีตัวเลขตายตัวที่กำหนดว่าผ่าคลอดได้สูงสุดกี่ครั้ง เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การฟื้นตัวของแผล และประวัติสุขภาพของคุณแม่แต่ละคน 8 อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาวิจัยพบว่าการผ่าคลอดในแต่ละครั้งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น 1

ส่วนคำถามที่ว่าผ่าคลอดมีลูกได้กี่คนนั้น คำตอบก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเช่นกัน แม้แพทย์โดยทั่วไปมักไม่แนะนำให้ผ่าคลอดเกิน 3 ครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากพังผืด แผลมดลูกสมานไม่ดี หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ 8 แต่หากผ่านการตรวจและประเมินจากแพทย์แล้วพบว่าไม่มีความเสี่ยง คุณแม่บางรายอาจตั้งครรภ์และผ่าคลอดได้มากกว่านั้น ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพร่างกาย โครงสร้างมดลูก และความพร้อมของแผลผ่าคลอดเดิมอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกการตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุดค่ะ

 

ผ่าคลอดซ้ำหลายครั้ง เสี่ยงแค่ไหน อันตรายหรือไม่

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะมีลูกคนที่ 3 หรือ 4 ดีไหม ข้อมูลเรื่องความเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้วางแผนได้ดียิ่งขึ้น เมื่อจำนวนครั้งของการผ่าคลอดเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากการศึกษาวิจัยพบว่าภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อ ภาวะรกเกาะผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อาการปวดท้องเรื้อรัง และภาวะมีบุตรยากในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป 1 ลองมาทำความเข้าใจความเสี่ยงแต่ละประเภทกันค่ะ

1. ภาวะมดลูกแตก

การผ่าคลอดทำให้เกิดแผลเป็นที่มดลูก ซึ่งความยืดหยุ่นและความหนาตัวของกล้ามเนื้อมดลูกจะลดลงจากแผลเป็นในแต่ละครั้ง เมื่อมดลูกขยายตัวจากการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ หรือเกิดการบีบรัดตัวระหว่างเจ็บท้องคลอด ก็อาจทำให้มดลูกปริหรือแตกได้ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายต่อทั้งคุณแม่และทารก 1, 8 อัตราการเกิดภาวะมดลูกแตกอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.7% ในคุณแม่ที่เคยผ่าคลอด 1 ครั้ง และจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ผ่าคลอด 3

 

2. รกเกาะผิดปกติ

มดลูกที่มีแผลเป็นจากการผ่าคลอดซ้ำ อาจทำให้เกิดการยึดเกาะของรกผิดปกติได้มากขึ้น เช่น ภาวะรกเกาะแน่น (Placenta Accreta) หรือภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa) โดยจากการศึกษาพบว่าอุบัติการณ์ของภาวะรกเกาะผิดปกติจะเพิ่มขึ้นจาก 1% ในคุณแม่ที่เคยผ่าคลอด 1 ครั้ง เป็น 3% ในคุณแม่ที่เคยผ่าคลอด 3 ครั้งขึ้นไป 1 ภาวะเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดการตกเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 8

 

3. พังผืดในช่องท้อง

ทุกครั้งที่มีการผ่าตัดบริเวณหน้าท้องจะทำให้เกิดพังผืดขึ้นได้ โดยพังผืดเหล่านี้จะดึงรั้งอวัยวะภายในท้องที่อยู่ใกล้มดลูกให้เข้ามาใกล้มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรัง และทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ในการผ่าตัดครั้งต่อไป 1, 8

 

4. การติดเชื้อและการเสียเลือด

การผ่าคลอดซ้ำยังเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อทั้งที่แผลผ่าตัดและภายในมดลูก รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียเลือดปริมาณมากระหว่างการผ่าตัด 1, 8 นอกจากนี้ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันและภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบอีกด้วย 1

 

5. ผ่าคลอดครั้งที่ 3 อันตรายไหม

สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดครั้งที่ 3 อันตรายไหม คำตอบคือการผ่าคลอดครั้งที่ 3 มีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าครั้งแรกและครั้งที่ 2 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะรกเกาะผิดปกติที่เพิ่มขึ้นเป็น 3% 1 รวมถึงพังผืดที่สะสมจากการผ่าตัด 2 ครั้งก่อนหน้า ทำให้การผ่าตัดซับซ้อนขึ้นและใช้เวลานานกว่า 2 ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังพิจารณาจะตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจค่ะ

 

ผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที กี่ชั่วโมง

การผ่าตัดคลอดใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จากการศึกษาวิจัยพบว่าเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 41.7 นาที นับตั้งแต่การกรีดผิวหนังจนถึงการเย็บปิดแผลเข็มสุดท้าย 2 สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที ผ่าตัดคลอดใช้เวลากี่ชั่วโมง หรือผ่าคลอดกี่ชั่วโมง จึงมั่นใจได้ว่าเป็นวิธีการคลอดที่ค่อนข้างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาผ่าตัดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผล เช่น ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัด ความซับซ้อนของแต่ละเคส รวมถึงจำนวนครั้งที่เคยผ่าคลอดมาก่อน จากการศึกษาพบว่าคุณแม่ที่ไม่เคยผ่าคลอดมาก่อนจะใช้เวลาผ่าตัดสั้นกว่าคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้ว เนื่องจากพังผืดจากการผ่าตัดครั้งก่อนทำให้การผ่าตัดซับซ้อนขึ้น 2

ในกรณีฉุกเฉินที่ต้องผ่าคลอดอย่างเร่งด่วน แพทย์สามารถนำทารกออกมาได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาทีนับจากตัดสินใจผ่าตัด 2 จึงมั่นใจได้ว่าทีมแพทย์พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยค่ะ

สำหรับคุณแม่ที่กังวลเรื่องความเจ็บปวดระหว่างผ่าคลอด ปัจจุบันมีวิธีระงับปวดที่ปลอดภัยหลายวิธี เช่น การบล็อกหลัง (Spinal Block) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในการผ่าคลอด ช่วยให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างผ่าตัดแต่ยังมีสติรับรู้ตลอดการคลอดค่ะ

 

ผ่าคลอดท้องแรก ท้องสอง ต้องผ่าคลอดจริงไหม?

 

ท้องแรกผ่าคลอด ท้องสองต้องผ่าคลอดอีกไหม

คุณแม่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า "ผ่าคลอดแล้ว ท้องต่อไปก็ต้องผ่าคลอดอีก" ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไปค่ะ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดคลอดเช่นเดิม เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตก 7,8  แต่ในบางกรณี คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อนก็สามารถกลับมาคลอดธรรมชาติได้ โดยต้องผ่านการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อนค่ะ

VBAC คลอดธรรมชาติหลังผ่าคลอดได้หรือไม่

VBAC (Vaginal Birth After Cesarean) คือการคลอดทางช่องคลอดในคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน ซึ่งจากข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญพบว่า VBAC มีอัตราสำเร็จอยู่ที่ 60-80% ในคุณแม่ที่มีปัจจัยเอื้ออำนวย เช่น เคยคลอดธรรมชาติมาก่อน ข้อบ่งชี้ในการผ่าคลอดครั้งก่อนไม่ใช่ข้อบ่งชี้ถาวร (เช่น ทารกอยู่ท่าก้น) เว้นระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์ตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป และเริ่มเจ็บครรภ์คลอดเอง 3

ส่วนความเสี่ยงหลักของ VBAC คือภาวะมดลูกแตก ซึ่งมีอัตราค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.7% ในคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดแบบแนวขวาง 1 ครั้ง 3 ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือก VBAC ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมสำหรับการผ่าคลอดฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

 

ผ่าคลอดแล้วควรเว้นกี่ปีจึงปลอดภัย

คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้วและต้องการมีลูกคนต่อไป ควรเว้นระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์อย่างน้อย 18 เดือน เพื่อให้แผลผ่าตัดทั้งผิวหนังและมดลูกฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงให้สภาพร่างกายโดยรวมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ 3

จากการศึกษาพบว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ซ้ำภายในระยะเวลาน้อยกว่า 18 เดือนหลังผ่าคลอด มีความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับคุณแม่ที่เว้นระยะตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป 3 นอกจากนี้ การตั้งครรภ์เร็วเกินไปยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักตัวน้อยอีกด้วย

หากคุณแม่มีอายุมากขึ้นและกังวลเรื่องเวลาในการมีลูก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนอย่างเหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอายุ สุขภาพโดยรวม และสภาพของแผลผ่าตัดเดิมค่ะ

 

คุณแม่เตรียมตัวก่อนผ่าคลอดอย่างไร

การเตรียมตัวก่อนผ่าคลอดเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย คุณแม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่ช่วงก่อนวันคลอด ดังนี้

ทำความเข้าใจเรื่องการผ่าคลอดกับแพทย์ โดยสอบถามเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด วิธีการระงับปวด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการดูแลตัวเองหลังผ่าคลอด เพื่อให้คุณแม่เข้าใจและคลายความกังวลได้

เรียนรู้สัญญาณเตือนใกล้คลอด แม้ว่าจะมีกำหนดวันผ่าคลอดไว้แล้ว แต่ในบางกรณีคุณแม่อาจเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด จึงควรทราบสัญญาณเตือน เช่น มีน้ำเดิน มีมูกเลือดออกจากช่องคลอด หรือปวดท้องเป็นจังหวะถี่ขึ้น เพื่อจะได้ไปพบแพทย์ได้ทันเวลา

จัดกระเป๋าเตรียมไปโรงพยาบาล ควรจัดกระเป๋าให้พร้อมล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด โดยเตรียมของใช้ส่วนตัวสำหรับคุณแม่ ของใช้สำหรับลูกน้อย เอกสารสำคัญ รวมถึงเสื้อผ้าสวมใส่สบายสำหรับวันกลับบ้าน

สำหรับคุณแม่ที่สงสัยว่าก่อนผ่าคลอดงดอาหารกี่ชั่วโมง ตามแนวทางปฏิบัติสากลแนะนำให้คุณแม่งดน้ำดื่มใสอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และงดอาหารแข็งอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด 4 เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสำลักอาหารระหว่างดมยาสลบหรือฉีดยาชา ทั้งนี้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากแต่ละโรงพยาบาลอาจมีแนวทางที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ

 

หลังผ่าคลอดต้องดูแลร่างกายอย่างไร

หลังจากผ่าคลอดเรียบร้อยแล้ว ร่างกายของคุณแม่ต้องการเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนค่ะ

 

คุณแม่หลังผ่าคลอด ดูแลสุขภาพอย่างไร

 

การพักผ่อนและโภชนาการ

คุณแม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังผ่าคลอด นอนหลับเมื่อลูกน้อยหลับ เพราะร่างกายจะยังคงอ่อนเพลียจากการผ่าตัดและการให้นมลูกในตอนกลางคืน 5 สำหรับเรื่องอาหาร เมื่อแพทย์อนุญาตให้รับประทานได้ ควรเริ่มจากอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มเป็นอาหารปกติที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ถั่ว ผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กสูง และผลไม้ที่ให้วิตามิน เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายและเสริมสร้างน้ำนมแม่ 8

 

น้ำคาวปลาและการขับถ่าย

แม้ว่าจะผ่าคลอดแล้ว แต่คุณแม่ก็จะยังคงมีน้ำคาวปลาอยู่ค่ะ ในวันแรก ๆ จะมีสีแดงสดและมีปริมาณมาก หลังจากนั้นจะมีสีอ่อนลงและปริมาณลดลง โดยน้ำคาวปลาจะหยุดหรือแห้งไปเองภายในสัปดาห์ที่ 2-3 9 คุณแม่ควรใช้ผ้าอนามัยและเปลี่ยนบ่อย ๆ เพื่อรักษาความสะอาด ส่วนเรื่องการขับถ่าย คุณแม่ควรพลิกตัวและเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดอาการท้องอืดค่ะ 5

 

การดูแลแผลผ่าคลอด

สำหรับแผลผ่าคลอด คุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น แผลบวม แดง ร้อน เลือดซึมจากแผล หรือมีไข้ 9 ไม่ควรแกะแผลหรือให้แผลโดนน้ำก่อนที่แพทย์จะอนุญาต และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในเรื่องการทำความสะอาดแผลอย่างเคร่งครัด จากการศึกษาพบว่าการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดเกิดขึ้นประมาณ 10% ของผู้ป่วย โดยมากกว่า 80% จะเกิดขึ้นหลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว 5 จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ต้องดูแลแผลอย่างต่อเนื่องแม้กลับบ้านแล้วค่ะ

 

กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

ในช่วง 4-6 สัปดาห์แรกหลังผ่าคลอด คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง และการออกกำลังกายหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดอักเสบหรือฉีกขาด อย่างไรก็ตาม การลุกเดินเบา ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ หลังผ่าตัดนั้นเป็นสิ่งที่แนะนำ เพราะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันและช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็วขึ้น 5 แนะนำให้เริ่มนั่งริมเตียงและเดินเบา ๆ ภายใน 8 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด และค่อย ๆ เพิ่มระยะทางขึ้นในวันต่อ ๆ ไปค่ะ 5

 

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้ มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส แผลผ่าตัดบวมแดงหรือมีหนองไหล มีเลือดออกจากช่องคลอดมากผิดปกติ น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ปวดท้องรุนแรงที่ไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยาแก้ปวด ปัสสาวะแสบขัดหรือปัสสาวะไม่ออก หรือมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ขาบวมข้างเดียว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 5, 9 อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนค่ะ

 

คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการผ่าคลอด

นอกจากคำถามหลักเรื่องผ่าคลอดได้กี่ครั้งแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณแม่มักสงสัยเกี่ยวกับการผ่าคลอด มาดูคำตอบของแต่ละคำถามกันค่ะ

ผ่าคลอดครั้งที่ 2 ผ่าแผลเดิมหรือไม่

โดยปกติแพทย์จะผ่าคลอดตามรอยแผลเป็นเดิม เพื่อไม่ให้คุณแม่มีแผลเป็นเพิ่มบนหน้าท้อง 8 อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะ เช่น ตำแหน่งของรกหรือลักษณะแผลเดิม แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนตำแหน่งแผลผ่าตัดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแลค่ะ

 

หลังผ่าคลอด มีเพศสัมพันธ์ได้ตอนไหน

โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้คุณแม่งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังผ่าคลอด หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แผลหายดี และมดลูกกลับสู่ขนาดปกติแล้ว 9 เนื่องจากในช่วงหลังคลอด ปากมดลูกยังเปิดอยู่เพื่อระบายน้ำคาวปลา หากมีเพศสัมพันธ์เร็วเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโพรงมดลูกได้ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ในนัดตรวจหลังคลอดเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายพร้อมแล้วค่ะ

 

คลอดเองหรือผ่าคลอด แบบไหนดีกว่ากัน

ทั้งการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอดต่างมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การคลอดธรรมชาติมีข้อดีคือร่างกายฟื้นตัวเร็วกว่า ลูกน้อยได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดของแม่ และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า 1, 7 ส่วนการผ่าคลอดมีข้อดีคือสามารถกำหนดเวลาได้ ลดความเจ็บปวดจากการเบ่งคลอด และเหมาะสำหรับกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 1 สุดท้ายแล้ว การเลือกวิธีคลอดควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างคุณแม่และแพทย์ผู้ดูแล โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกเป็นสำคัญค่ะ 7

 

คุณแม่ต้องรอเจ็บท้องก่อนไหมจึงผ่าคลอดได้

ไม่จำเป็นค่ะ ในกรณีผ่าคลอดแบบวางแผน (Elective Cesarean) คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บท้องคลอดก่อน แพทย์จะกำหนดวันและเวลาผ่าตัดล่วงหน้า โดยส่วนใหญ่จะนัดผ่าคลอดเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 38-39 สัปดาห์ 1 อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เจ็บท้องคลอดก่อนวันนัดผ่าตัด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจว่าควรผ่าคลอดฉุกเฉินหรือไม่ค่ะ

 

บัตรทองผ่าคลอดได้กี่ครั้ง

ตามข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หญิงตั้งครรภ์ไม่ว่าจะมีสิทธิบัตรทอง 30 บาท สิทธิประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ หรือสิทธิอื่น ๆ จะได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 10 โดยครอบคลุมทั้งการฝากครรภ์ 8 ครั้ง การคลอดทั้งแบบธรรมชาติและผ่าคลอด และการดูแลหลังคลอด 3 ครั้ง 10 ทั้งนี้ การผ่าคลอดจะครอบคลุมเมื่อเป็นเหตุผลทางการแพทย์หรือจำเป็นทางคลินิก โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแลในแต่ละครั้งค่ะ

 

เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาการให้ลูกผ่าคลอด

เนื่องจากเด็กผ่าคลอดนั้น จะพลาดโอกาสในการได้รับจุลินทรีย์ดีจากช่องคลอดของแม่ แตกต่างจากเด็กคลอดธรรมชาติที่จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพที่อาศัยอยู่ในบริเวณช่องคลอดของคุณแม่ 1 ทำให้เด็กผ่าคลอดมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าเด็กคลอดธรรมชาติ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะคุณแม่สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้กับลูกผ่าคลอดได้ ด้วยการให้โภชนาการที่ดีคือนมแม่ เพราะในน้ำนมแม่มีจุลินทรีย์สุขภาพหลากสายพันธุ์ เช่น บี แล็กทิส (B. lactis) ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย

นอกจากนี้ ในน้ำนมแม่ยังมีสารอาหารสำคัญอื่น ๆ อีกมากมายกว่า 200 ชนิด รวมไปถึงสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการสมอง จากการศึกษาวิจัยพบว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ดีกว่า 6 โดยนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญสำหรับสมอง เช่น ดีเอชเอ (DHA) เออาร์เอ (ARA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) มีส่วนช่วยในการสร้างปลอกไมอีลิน ทำให้สมองสามารถส่งสัญญาณประสาทได้ไวขึ้น และสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราก็ได้ไขข้อข้องใจกันไปแล้วนะคะว่า ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง ผ่าคลอดมีลูกได้กี่คน ผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที รวมถึงอันตรายจากการผ่าคลอดหลายครั้ง และการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังผ่าคลอด สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกการตั้งครรภ์และการคลอดเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุดสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. Thomaidi S, et al. The Rising Global Cesarean Section Rates and Their Impact on Maternal and Child Health: A Scoping Review. Nutrients. 2025.
  2. Wong TCT, et al. Decision-to-delivery intervals and total duration of surgery for Caesarean sections in a tertiary general hospital. Singapore Med J. 2017.
  3. Barnea ER, et al. FIGO good practice recommendations for vaginal birth after cesarean section. Int J Gynaecol Obstet. 2025.
  4. Yurashevich M, et al. Preoperative Fasting Times for Patients Undergoing Caesarean Delivery. Turk J Anaesthesiol Reanim. 2019.
  5. Sultan P, et al. Guidelines for postoperative care in cesarean delivery: Enhanced Recovery After Surgery Society recommendations (part 3) — 2025 update. Am J Obstet Gynecol. 2025.
  6. Horta BL, et al. Breastfeeding and intelligence: a systematic review and meta-analysis. Acta Paediatrica. 2015.
  7. รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์. จะคลอดธรรมชาติ หรือ ผ่าคลอด ดีนะ? คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. พญ.ณัฐณิชา กังวลกิจ. คลายข้อกังวลคุณแม่ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง มีลูกได้อีกกี่คน? ศูนย์สูตินรีเวช โรงพยาบาลวิมุต.
  9. การดูแลหลังคลอด แบบผ่าตัดทางหน้าท้อง. โรงพยาบาลสมิติเวช.
  10. หลักประกันสุขภาพ กับการดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ สำหรับคนไทยทุกสิทธิการรักษา. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.).

อ้างอิง ณ วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569