ท้องลม คืออะไร อันตรายไหม สัญญาณเตือนท้องลม มีอะไรบ้าง

ท้องลม ท้องหลอก คืออะไร? เช็กอาการ และสัญญาณเตือนที่ต้องรู้

Apr 1, 2024
11นาที

เมื่อตรวจ ตั้งครรภ์ ขึ้น 2 ขีด ความตื่นเต้นมาเยือนคุณแม่ทันที แต่บางครั้งการอัลตราซาวด์ครั้งแรกอาจพบภาวะท้องลม ซึ่ง ท้องลม คือ ภาวะที่ไข่ปฏิสนธิฝังตัวในมดลูกแล้ว แต่ตัวอ่อนไม่พัฒนาต่อ ทำให้ถุงการตั้งครรภ์ว่างเปล่า 3 ภาวะนี้เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการแท้งในไตรมาสแรก และอาจสร้างความสับสนได้ เพราะที่ตรวจครรภ์ยังขึ้น 2 ขีดตามปกติค่ะ การเข้าใจสัญญาณเตือนท้องลมจะช่วยให้คุณแม่รับมือได้อย่างปลอดภัยและอบอุ่นนะคะ

Listen Transcript

ท้องลม ท้องหลอก คืออะไร? เช็กอาการ และสัญญาณเตือนที่ต้องรู้

คำถามที่พบบ่อย

ท้องลม คืออะไร และเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

ท้องลม (Anembryonic Pregnancy หรือ Blighted Ovum) คือภาวะที่ไข่ปฏิสนธิฝังตัวในผนังมดลูกแล้ว แต่ตัวอ่อนไม่พัฒนาต่อ ขณะที่ถุงการตั้งครรภ์ยังคงเติบโต ทำให้ที่ตรวจครรภ์ยังขึ้น 2 ขีดได้ เพราะร่างกายยังหลั่งฮอร์โมน hCG อยู่ค่ะ ภาวะนี้เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการแท้งในไตรมาสแรก 3 คุณแม่ที่กังวลใจหรือมีอาการน่าสงสัย ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจอัลตราซาวด์ยืนยันนะคะ

สัญญาณเตือนท้องลม สังเกตได้จากอะไรบ้าง

สัญญาณเตือนท้องลมที่พบบ่อย คือ อาการปวดเกร็งคล้ายตะคริวบริเวณท้องน้อย และเลือดออกทางช่องคลอด ตั้งแต่ระดับ spotting จนถึงเลือดออกมาก อาจมีอาการแพ้ท้องที่ค่อยๆ ลดลงร่วมด้วย เพราะฮอร์โมนการตั้งครรภ์เริ่มลดลง หากคุณแม่พบอาการเหล่านี้ในไตรมาสแรก โดยเฉพาะถ้าเลือดออกมากกว่า 2 ผ้าอนามัยต่อชั่วโมงติดต่อกัน 2 ชั่วโมง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ

ท้องลมป้องกันได้ไหม และหลังท้องลมตั้งครรภ์ได้อีกเมื่อไหร่

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันท้องลมโดยตรง เพราะสาเหตุหลักมักเกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องลมสามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัยในครั้งต่อไปค่ะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รอประจำเดือนมาสักรอบสองรอบก่อน แล้วค่อยวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ พร้อมดูแลสุขภาพและโภชนาการให้พร้อม และควรปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนร่วมกันนะคะ

สรุป

  • ท้องลม คือภาวะที่ไข่ปฏิสนธิฝังตัวในผนังมดลูก แต่ตัวอ่อนไม่พัฒนาต่อ ทำให้เกิดการแท้งในไตรมาสแรก โดยมีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของโครโมโซมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการแท้งในไตรมาสแรก
  • สัญญาณเตือนท้องลมที่คุณแม่ควรสังเกต ได้แก่ ปวดเกร็งคล้ายตะคริวที่ท้องน้อย เลือดออกทางช่องคลอด และอาการแพ้ท้องที่ลดลงกะทันหัน หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที
  • การวินิจฉัยท้องลมต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด ซึ่งเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ โดยคุณหมอจะดูถุงการตั้งครรภ์ว่ามีตัวอ่อนหรือไม่ ร่วมกับการตรวจระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดเพื่อยืนยันผล
  • การดูแลหลังท้องลมมี 3 ทางเลือก คือรอให้ร่างกายขับเอง การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และการขูดมดลูก คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้สำเร็จในครั้งต่อไป โดยควรปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนอย่างเหมาะสม

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • ท้องลม คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรกับคุณแม่
  • สาเหตุของท้องลม เกิดจากอะไรได้บ้าง
  • สัญญาณเตือนท้องลมที่คุณแม่ต้องสังเกต
  • ตารางเปรียบเทียบ ท้องลม ท้องปกติ และ ท้องหลอก ต่างกันอย่างไร
  • ท้องลม อันตรายหรือไม่ ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนอะไร
  • แพทย์วินิจฉัยภาวะท้องลม ด้วยวิธีไหนได้บ้าง
  • ท้องลม ป้องกันได้ไหม คุณแม่เตรียมตัวอย่างไรสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
ท้องลม ภาวะเสี่ยง สัญญาณเตือนที่คุณแม่ควรรู้

ท้องลม คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรกับคุณแม่

ท้องลม คือ ภาวะที่ไข่ปฏิสนธิฝังตัวในผนังมดลูกได้สำเร็จ แต่ตัวอ่อนกลับไม่พัฒนาหรือหยุดพัฒนาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะที่ถุงการตั้งครรภ์ยังคงเติบโตต่อไป ทำให้ถุงนั้นว่างเปล่าโดยไม่มีตัวอ่อนอยู่ภายใน 3 ภาวะนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า Anembryonic Pregnancy ซึ่งเป็นคำที่ผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันนิยมใช้แทนคำเดิมว่า Blighted Ovum ที่หลายท่านอาจเคยได้ยินผ่านมาก่อน เพราะคำใหม่สื่อความหมายได้ตรงและเข้าใจง่ายกว่า 1 ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) การแท้งบุตรหมายถึงการสูญเสียการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ซึ่งท้องลมจัดเป็นการแท้งในระยะแรกค่ะ 1

ในการตั้งครรภ์ ตามปกติ เมื่อไข่ที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวในผนังมดลูก เซลล์จะแบ่งตัวและพัฒนาเป็นตัวอ่อนในช่วงแรก แต่ในภาวะท้องลม ตัวอ่อนอาจไม่ก่อตัวขึ้นเลย หรือก่อตัวแล้วหยุดพัฒนาในเวลาต่อมา ทำให้ร่างกายของคุณแม่ขับเอาสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกมาในที่สุด 3 สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้สังเกตได้ยาก คือคุณแม่ยังคงมีอาการของการตั้งครรภ์ปกติ เช่น คัดเต้านม คลื่นไส้อาเจียน และที่ตรวจครรภ์ ยังขึ้น 2 ขีดได้นะคะ

สาเหตุที่ทำให้ภาวะนี้ดูเหมือนการตั้งครรภ์ตามปกติ เป็นเพราะรกที่กำลังก่อตัวยังคงผลิตฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG อยู่ ฮอร์โมนนี้คือสิ่งที่ที่ตรวจครรภ์ตรวจหา ทำให้ผลตรวจยังคงเป็นบวก แม้ว่าตัวอ่อนจะไม่พัฒนาแล้วก็ตาม 4 ในบางกรณี คุณแม่อาจรู้ตัวว่าท้องลมเมื่อไปอัลตราซาวด์ครั้งแรกในไตรมาสแรกเท่านั้น โดยคุณหมอจะเห็นถุงการตั้งครรภ์ที่ว่างเปล่า ไม่มีตัวอ่อนอยู่ภายในค่ะ

ภาวะท้องลมมักเกิดขึ้นในช่วงต้นของ ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์  บางครั้งเกิดขึ้นเร็วจนคุณแม่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งครรภ์ และเข้าใจว่าเป็นแค่ประจำเดือนมาช้านะคะ การรับรู้และเข้าใจภาวะนี้จึงเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้คุณแม่ดูแลตัวเองและขอความช่วยเหลือจากคุณหมอได้อย่างทันท่วงที

 

สาเหตุของท้องลม เกิดจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุหลักของท้องลม มาจากความผิดปกติของโครโมโซมที่เกิดขึ้นระหว่างการแบ่งเซลล์ในระยะแรก ของการพัฒนาตัวอ่อน ความผิดปกตินี้อาจเป็นผลมาจากคุณภาพของไข่หรืออสุจิที่ไม่สมบูรณ์ หรือเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ 3 จากการศึกษาพบว่าการมีโครโมโซมเกินมา 1 แท่ง เป็นความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อนที่พบบ่อยที่สุดในการแท้งทั่วไป โดยพบประมาณ 30% ของการแท้งทั้งหมด และพบถึง 60% ของการแท้งที่มีความผิดปกติของโครโมโซม 1 ความผิดปกตินี้ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ ร่างกายจึงหยุดการตั้งครรภ์เพื่อปกป้องตัวคุณแม่เองค่ะ

นอกจากความผิดปกติของโครโมโซมแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดท้องลม ได้แก่:

  • อายุของคุณแม่ การตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ปี มีโอกาสเกิดความผิดปกติของโครโมโซมได้สูงขึ้น 3 จากข้อมูลพบว่าอัตราการแท้งในไตรมาสแรกของคุณแม่อายุ 20-24 ปี อยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่คุณแม่อายุ 40-44 ปี อาจสูงถึง 51% 1
  • การมีโรคประจำตัวหรือภาวะติดเชื้อที่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งได้ 3
  • ประวัติเคยแท้งมาก่อน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสเกิดจากมีการแท้งซ้ำ[P4] ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปได้ 3
  • ปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์ ก็มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งในระยะแรก 1

อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีคุณหมอก็อาจจะไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ คุณแม่ที่เผชิญภาวะนี้จึงไม่ควรโทษตัวเอง เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและอยู่นอกเหนือการควบคุม 5 สิ่งสำคัญคือการพูดคุยกับคุณหมอเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง และวางแผนการดูแลในระยะยาวร่วมกันค่ะ

 

สัญญาณเตือนท้องลมที่คุณแม่ต้องสังเกต

สัญญาณเตือนท้องลม ที่คุณแม่ควรสังเกต มักปรากฏในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายเริ่มขับเอาสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกมา อาการที่พบได้บ่อย คือ การปวดเกร็งคล้ายตะคริวบริเวณท้องน้อย ตั้งแต่ระดับเบา ไปจนถึงปานกลาง และอาจมีเลือดออกทางช่องคลอด ตั้งแต่เป็นเลือดเล็กน้อยลักษณะ spotting จนถึงเลือดออกมากร่วมกับลิ่มเลือดสีเทาอ่อนค่ะ 3

 คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกไม่สบายท้องขณะทำงาน

ในกรณีที่ภาวะท้องลมยังไม่ถึงขั้นแท้ง คุณแม่อาจยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ได้ บางคนรู้ตัวว่ามีภาวะนี้ก็ต่อเมื่อไปอัลตราซาวด์ครั้งแรก หรือเริ่มมีเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติ 1 อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ปวดเกร็งคล้ายตะคริว บริเวณท้องน้อยและอุ้งเชิงกราน อาจเริ่มจากเบาๆ แล้วค่อยๆ รุนแรงขึ้น
  • เลือดออกทางช่องคลอด ตั้งแต่เป็น spotting สีน้ำตาลอ่อน จนถึงเลือดสดๆ ลักษณะคล้ายประจำเดือน
  • อาการแพ้ท้องที่ค่อยๆ ลดลง เช่น คัดเต้านมหายไป หรือคลื่นไส้น้อยลง เพราะระดับฮอร์โมนกำลังลดลง 4
  • การไหลของลิ่มเลือดหรือเนื้อเยื่อสีเทาอ่อนออกมาทางช่องคลอด

หากคุณแม่พบสัญญาณเหล่านี้ในไตรมาสแรก ขอให้รีบไปพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า มีเลือดออกมากกว่า 2 ผ้าอนามัยต่อชั่วโมง ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง หรือมีอาการหน้ามืด เวียนหัว ใจสั่น ซีด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือดมาก ควรรีบไปห้องฉุกเฉินทันทีนะคะ 3 การได้รับการตรวจเร็วและการดูแลที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่ปลอดภัยและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นค่ะ

 

ตารางเปรียบเทียบ ท้องลม ท้องปกติ และ ท้องหลอก ต่างกันอย่างไร

เพื่อให้คุณแม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างภาวะท้องลม การตั้งครรภ์ปกติ และท้องหลอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชจึงสรุปประเด็นสำคัญผ่านการเปรียบเทียบในตารางต่อไปนี้ค่ะ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ประเมินอาการของตัวเองได้คร่าวๆ ก่อนพบคุณหมอเพื่อยืนยันผลการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดต่อไป

มิติเปรียบเทียบท้องลมท้องปกติท้องหลอก
ที่ตรวจครรภ์ขึ้น 2 ขีด (มี hCG จากรก)ขึ้น 2 ขีด (มี hCG จากตัวอ่อน)ขึ้น 1 ขีด หรือผลเป็นลบ
ระดับ hCGขึ้นช้าหรือไม่เพิ่มตามเกณฑ์เพิ่มขึ้นรวดเร็วตามอายุครรภ์ระดับต่ำมากหรือไม่พบ
ผลอัลตราซาวด์พบถุงการตั้งครรภ์ว่างเปล่า ไม่มีตัวอ่อนพบถุงการตั้งครรภ์และตัวอ่อนพร้อมหัวใจเต้นไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในมดลูก
อาการแพ้ท้องมีในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงมีและคงอยู่ตามอายุครรภ์มี เพราะระดับฮอร์โมนเปลี่ยนจากภาวะอื่น
ระยะเวลาไตรมาสแรก มักก่อน 13 สัปดาห์ตลอด 40 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับสาเหตุพื้นฐาน
สาเหตุหลักความผิดปกติของโครโมโซมการปฏิสนธิและพัฒนาตัวอ่อนปกติภาวะทางจิตใจหรือฮอร์โมน

จากตารางจะเห็นว่า ท้องลมมีลักษณะเฉพาะคือ ผลตรวจครรภ์ขึ้น 2 ขีดและมีอาการแพ้ท้อง แต่อัลตราซาวด์กลับพบถุงการตั้งครรภ์ที่ว่างเปล่า 1 ขณะที่ท้องหลอกคือภาวะที่คุณแม่รู้สึกว่าตั้งครรภ์ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์จริง ผลตรวจครรภ์มักไม่ขึ้น 2 ขีด และอัลตราซาวด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ 6 สิ่งสำคัญในการแยกแยะคือการอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่คุณหมอใช้วินิจฉัยภาวะเหล่านี้ค่ะ คุณแม่ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในภาวะใด ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจให้ชัดเจน เพราะแต่ละภาวะต้องการการดูแลที่แตกต่างกันนะคะ

 

ท้องลม อันตรายหรือไหม ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนอะไร

ในทางการแพทย์ ภาวะท้องลมโดยทั่วไปไม่ถือว่าอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตของคุณแม่ เพราะร่างกายมักจะค่อยๆ ขับเอาสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกมาเองตามธรรมชาติค่ะ 1 อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบประมาณ 15% ของการตั้งครรภ์ที่ตรวจพบทางคลินิกทั้งหมด จะจบลงด้วยการแท้งในไตรมาสแรก 1 คุณแม่จึงต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในบางกรณี

 

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • การเสียเลือดมาก หรือตกเลือด ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หน้ามืด เป็นลม หรือเกิดภาวะโลหิตจางได้ 1,3
  • การติดเชื้อในมดลูก ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้หากไม่ได้รับการรักษา ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
  • การคงเหลือของเนื้อเยื่อ ในมดลูก ที่ทำให้ต้องมีการรักษาเพิ่มเติม 3
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการขูดมดลูก เช่น แผลเป็นในมดลูก หรือบาดเจ็บที่ผนังมดลูก 3
  • ภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจ ที่อาจส่งผลต่อความรู้สึกของคุณแม่หลังการสูญเสีย

นอกจากผลกระทบทางร่างกายแล้ว ผลกระทบทางจิตใจของท้องลมก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคุณแม่อาจรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง รู้สึกผิด หรือสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง โดยเฉพาะถ้าคุณแม่เริ่มวางแผนต้อนรับลูกน้อยไว้แล้ว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผลค่ะ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การให้กำลังใจและความเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้คุณแม่ผ่านช่วงเวลายากนี้ไปได้ 1 คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว การพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนสนิท หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต จะช่วยให้ใจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และถ้ามีอาการผิดปกติทั้งทางกายและใจ ควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมนะคะ

 

แพทย์วินิจฉัยภาวะท้องลม ด้วยวิธีไหนได้บ้าง

การวินิจฉัยภาวะท้องลมต้องอาศัยทั้งอาการทางคลินิก การตรวจการตั้งครรภ์ และการตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งคุณหมอจะใช้ร่วมกันเพื่อยืนยันผลให้แม่นยำที่สุด 1 วิธีที่เป็นมาตรฐานที่สุดในการตรวจวินิจฉัย คือการอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด หรือ Transvaginal Ultrasound ที่ทำในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 7 ถึง 9 ของการตั้งครรภ์ ในช่วงเวลานี้คุณหมอควรเห็นตัวอ่อนภายในถุงการตั้งครรภ์ได้แล้ว แต่ในภาวะท้องลม จะพบถุงการตั้งครรภ์ที่ว่างเปล่า โดยไม่มีตัวอ่อนอยู่ภายใน 3

ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐฯ (ACOG) ระบุว่า คุณหมอควรใช้เครื่องมือวินิจฉัยหลายอย่าง เพื่อแยกแยะระหว่างการตั้งครรภ์ที่ยังคงเติบโตได้กับการตั้งครรภ์ที่ไม่สามารถพัฒนาต่อ พร้อมเสนอทางเลือกการดูแลที่ครบถ้วนให้กับคุณแม่ ทั้งการรอให้ร่างกายขับเอง การใช้ยา และการขูดมดลูก 2 ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยมักประกอบด้วย:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย ดูอาการเช่น เลือดออก ปวดท้อง และอาการแพ้ท้องของคุณแม่
  • การตรวจระดับฮอร์โมน hCG ในเลือด ซึ่งคุณหมออาจให้ตรวจซ้ำห่างกันหลายวัน เพื่อดูแนวโน้มว่าระดับฮอร์โมนกำลังขึ้นปกติ หรือคงที่ หรือลดลง 3
  • การอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด เพื่อดูถุงการตั้งครรภ์และตรวจหาตัวอ่อน เกณฑ์การวินิจฉัยคือ พบถุงการตั้งครรภ์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 25 มิลลิเมตรขึ้นไป แต่ยังไม่มีตัวอ่อน หรือไม่พบตัวอ่อนหลังจากตรวจซ้ำในเวลาที่กำหนด 1
  • การตรวจติดตามผล โดยอาจนัดอัลตราซาวด์อีกครั้งใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อยืนยันการวินิจฉัยให้แน่ใจ

หลังจากยืนยันการวินิจฉัยแล้ว คุณหมอจะพูดคุยกับคุณแม่ถึงทางเลือกในการดูแลซึ่งมี 3 แนวทางหลัก คือ การรอดูอาการให้ร่างกายขับเอง การใช้ยาเพื่อช่วยให้กระบวนการเสร็จสิ้นเร็วขึ้น และการขูดมดลูก โดยการเลือกทางใดทางหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณแม่ ระยะเวลาที่เหมาะสม และความต้องการของคุณแม่เอง ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ 1 สิ่งสำคัญคือคุณแม่ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และควรปรึกษาคุณหมอเพื่อเลือกทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในแต่ละกรณีนะคะ

 

ท้องลม ป้องกันได้ไหม คุณแม่เตรียมตัวอย่างไรสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

คำตอบสั้นๆ คือ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันท้องลมโดยตรง เพราะสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของโครโมโซมที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระยะแบ่งเซลล์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณแม่ 3 อย่างไรก็ตาม คุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องลม สามารถกลับมาตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้อย่างราบรื่นในครั้งต่อไป 4 สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก่อนที่จะเริ่มต้นใหม่นะคะ

ขั้นตอนเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป มีดังนี้

  • รอประจำเดือน 1 ถึง 2 รอบก่อน คุณหมอส่วนใหญ่แนะนำให้รอประจำเดือนมาสักรอบ ถึง 2 รอบหลังภาวะท้องลม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวสมบูรณ์ก่อนเริ่มวางแผนตั้งครรภ์ใหม่ 3
  • ดูแลสุขภาพจิตให้พร้อม เพราะการสูญเสียครั้งนี้อาจส่งผลต่อความรู้สึก คุณแม่ควรให้เวลากับตัวเองในการเยียวยา และพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ
  • ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ พบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพร่างกาย และในกรณีที่เคยแท้งหลายครั้ง อาจมีการตรวจทางพันธุกรรมเพิ่มเติม 3
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ใหม่
  • ปรึกษาคุณหมอ ก่อนเริ่มวางแผนตั้งครรภ์อีกครั้ง เพื่อให้คุณหมอประเมินความพร้อมและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณแม่แต่ละท่าน
 อินโฟกราฟิก แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

นอกเหนือจากการดูแลตัวเองในด้านอื่นๆ แล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป คุณแม่ควรดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง พักผ่อนเพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ ทั้งนี้ เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก นมแม่เป็นอาหารตามธรรมชาติที่เหมาะสำหรับทารก โดยมีสารอาหารและองค์ประกอบทางชีวภาพที่หลากหลายตามธรรมชาติ เช่น แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่พบในนมแม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการพัฒนาเซลล์สมองและการเรียนรู้ของลูกน้อย นอกจากนี้ จุลินทรีย์มีประโยชน์อย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ก็เป็นอีกสารอาหารที่ช่วยเรื่องสมดุลของระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันของลูกตั้งแต่แรกเกิดค่ะ การวางรากฐานโภชนาการที่ดีตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เปรียบเสมือนของขวัญชิ้นแรกที่คุณแม่มอบให้กับลูกน้อยในอนาคตนะคะ

แบนเนอร์ เข้าใจการผ่าคลอด ให้ลูกสมองไวและภูมิคุ้มกันแข็งแรง

ภาวะท้องลม เป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านอาจไม่เคยรู้จักหรือคาดคิดมาก่อน เมื่อเกิดขึ้น ก็อาจสร้างความสับสน ความเศร้า และความรู้สึกผิดหวังให้กับคุณแม่ได้อย่างมาก โดยเฉพาะถ้าตั้งใจรอลูกน้อยมาตลอด สิ่งที่อยากให้คุณแม่ได้รู้คือ ภาวะนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและไม่ใช่ความผิดของคุณแม่เลยค่ะ 5 การสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ร่างกายและจิตใจของคุณแม่ต้องการการฟื้นฟูและดูแลตัวเองค่ะ

การเข้าใจสัญญาณเตือนท้องลม และการได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องจากคุณหมอ จะช่วยให้คุณแม่รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที สิ่งสำคัญคือคุณแม่ไม่ต้องเก็บความรู้สึกหรือความกังวลไว้คนเดียวนะคะ การพูดคุยกับครอบครัว คนรัก หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณแม่ค่อยๆ ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ และคุณแม่ส่วนใหญ่ที่เคยมีภาวะท้องลม สามารถกลับมาตั้งครรภ์และคลอดลูกน้อยที่แข็งแรงได้ในครั้งต่อไปค่ะ หากคุณแม่มีอาการน่าสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ขอให้รีบไปพบคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวเอง อย่าลังเลที่จะถามคำถามทุกข้อสงสัย เพราะการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และเมื่อพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ คุณแม่ก็จะสามารถวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปด้วยความมั่นใจมากขึ้นนะคะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

(1) Anembryonic Pregnancy — StatPearls, National Library of Medicine (NIH)

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK499938/ 

(2) ACOG Practice Bulletin No. 200: Early Pregnancy Loss — Obstetrics & Gynecology Journal

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30157093/ 

(3) Blighted Ovum (Anembryonic Pregnancy): Causes & Symptoms — Cleveland Clinic Health Library

https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21924-blighted-ovum 

(4) Blighted ovum: What causes it? — Mayo Clinic

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/pregnancy-loss-miscarriage/expert-answers/blighted-ovum/faq-20057783 

(5) Early embryo loss ('blighted ovum') — The Miscarriage Association (UK)

https://www.miscarriageuk.org/types-of-pregnancy-loss/anembryonic-pregnancy/ 

(6) Biopsychosocial view to pseudocyesis: A narrative review — International Journal of Reproductive BioMedicine | https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5894469/ 

อ้างอิง ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569