พัฒนาการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 14

พัฒนาการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 14

พัฒนาการการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์  พัฒนาการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 14

1 นาที อ่าน

พัฒนาการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 14

 

อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่คุณแม่หลายท่านจะเริ่มหายจากอาการแพ้ท้อง เริ่มปรับตัวกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทานได้มากขึ้น ในคุณแม่ที่เดิมมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนตั้งครรภ์ เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2นี้ จึงควรดูแลให้มีน้ำหนักตัวขึ้นสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม และจัดให้ได้รับสารอาหารครบทั้ง 5หมู่ ไม่ควรทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป เพราะหากน้ำหนักขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว จะส่งผลทำให้ผิวหนังคุณแม่ยืดอย่างรวดเร็ว และเกิดปัญหาผิวแตกลายได้

 

พัฒนาการลูก


ความยาวลูกประมาณ 9 ซม. เริ่มมีการพัฒนาส่วนของใบหน้า คาง จมูกมากขึ้น และเริ่มรับรู้ต่อเสียงและแสงจากสิ่งแวดล้อม


Tips

  • คุณแม่หลายท่านเริ่มหายแพ้ท้อง จึงเป็นช่วงที่ดี ที่สามารถเริ่มรับประทานธาตุเหล็ก เนื่องจากช่วงไตรมาสแรกที่มีอาการแพ้ท้อง เมื่อรับประทานธาตุเหล็ก ก็จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องอืด    ต่างจากโฟเลตซึ่งมักจะทานได้ ไม่อาเจียน
  • มดลูกเริ่มมีการยืดขยายจนรู้สึกถึงการยืดขยายของหน้าท้อง และจะค่อยๆ ยืดขยายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทาน้ำมันหรือครีมบำรุงผิว บริเวณเต้านม หน้าท้อง ต้นขา สะโพก บ่อยๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่น เพื่อป้องกันการเกิดท้องลาย 
  • คุณหมอจะเริ่มแนะนำให้คุณแม่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดในสตรีมีครรภ์ เพื่อป้องกันสำหรับคุณแม่และภูมิคุ้มกันยังส่งผ่านไปยังลูกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกคลอดถึง  6 เดือนแรกซึ่งลูกยังไม่ได้ฉีดวัคซีน
  • หลังฉีดอาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ในช่วง 1-2 วันแรกหลังฉีดได้ ซึ่งคุณแม่สามารถพักผ่อน เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำเยอะๆ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น 

 

สอดคล้องกับงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าทารกอายุแรกคลอดถึง 6 เดือน ที่คุณแม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขณะตั้งครรภ์ จะมีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ลดลง 41-69% เพราะทารกแรกเกิดเองจะเริ่มได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตอนอายุ 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้น การฉีดวัคซีนในแม่ จะส่งภูมิคุ้มกันให้ลูกในครรภ์ถึงช่วงแรกคลอด 6 เดือนแรกที่ยังไม่มีวัคซีน
 


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 

พัฒนาการการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 15

พัฒนาการการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 13

อ้างอิง

บทความโดยแพทย์หญิง ธิศรา  วีรสมัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน สูตินรีเวช เวชศาสตร์ครอบครัว 
และเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 1