รวมท่าให้นมลูกที่ถูกวิธี ทำตามได้ง่าย ป้องกันลูกน้อยท้องอืด

รวมท่าให้นมลูกที่ถูกวิธี ทำตามได้ง่าย ป้องกันลูกน้อยท้องอืด

Apr 17, 2024
10นาที

ช่วงแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่มือใหม่หลายท่านอาจไม่มั่นใจว่าจะอุ้มลูกอย่างไรให้ลูกดูดนมได้ถนัด บางครั้งลูกเข้าเต้าไม่ติด งอแง หรือคุณแม่เริ่มเจ็บหัวนม ความกังวลเหล่านี้มักเริ่มมาจากท่าให้นมลูกที่ยังไม่เข้าที่ การจัดท่าที่เหมาะสมมีส่วนช่วยให้ลูกอมลานนมได้ลึก ดูดนมได้เต็มที่ และลดปัญหากวนใจทั้งของลูกและคุณแม่ได้ตั้งแต่ต้น 1 ข่าวดีคือไม่มีท่าไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน คุณแม่ค่อย ๆ เลือกท่าที่คุณแม่กับเจ้าตัวเล็กสบายที่สุดได้เลยค่ะ

Listen Transcript

รวมท่าให้นมลูกที่ถูกวิธี ทำตามได้ง่าย ป้องกันลูกน้อยท้องอืด

คำถามที่พบบ่อย

ท่าให้นมลูกท่าไหนดีที่สุด

ไม่มีท่าให้นมลูกท่าใดท่าหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคู่แม่ลูกค่ะ ท่าที่ดีที่สุดคือท่าที่เหมาะกับคุณแม่และลูกน้อย 4 ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่าท่าที่เหมาะขึ้นอยู่กับขนาดตัวของลูกและขนาดเต้านมของคุณแม่ จึงแนะนำให้คุณแม่ลองปรับเปลี่ยนหลายๆ ท่าเพื่อหาท่าที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด 4 ท่าที่ดีคือท่าที่คุณแม่และลูกรู้สึกสบาย ลูกเข้าเต้าได้ลึก และดูดนมได้เต็มที่ คุณแม่ลองเปลี่ยนหลายท่าจนเจอท่าที่ใช่ได้เลยนะคะ

ให้นมลูกท่านอนอันตรายไหม ถ้าลูกหลับคาเต้าทำอย่างไร

ท่านอนตะแคงให้นมถือว่าปลอดภัยหากคุณแม่จัดท่าอย่างถูกต้องและรู้สึกตัวตลอดเวลาค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอหลับไปพร้อมลูกในท่านี้ 4 หากให้นมท่านอนแล้วลูกหลับคาเต้า แนะนำให้ย้ายลูกไปนอนในที่นอนของลูกที่ปลอดภัยและแยกจากเตียงผู้ใหญ่ ในคืนที่คุณแม่ง่วงมาก การเลือกท่านั่งอาจช่วยให้ตื่นตัวกว่านะคะ

ต้องอุ้มเรอลูกทุกครั้งไหม ถ้าลูกไม่เรอทำอย่างไร

แนะนำให้อุ้มเรอลูกตอนเปลี่ยนข้างเต้านมและหลังให้นมเสร็จค่ะ เพราะระหว่างดูดนมลูกมักกลืนลมเข้าไปด้วย การอุ้มเรอจึงช่วยระบายลมส่วนนั้นออก ทำให้ลูกสบายตัวขึ้น 7 หากอุ้มสักพักแล้วลูกยังไม่เรอ ไม่ต้องกังวลนะคะ รอสักครู่แล้วลองใหม่ หรือเปลี่ยนท่าอุ้ม เพราะลูกไม่จำเป็นต้องเรอทุกครั้ง 7

สรุป

  • ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมมีส่วนช่วยให้ลูกอมลานนมได้ลึก ดูดนมได้เกลี้ยงเต้า ลดอาการเจ็บหัวนมของคุณแม่ และช่วยให้ลูกกลืนลมน้อยลง
  • ท่าให้นมยอดนิยมมีหลายท่า เช่น ท่าอุ้มขวางตัก ท่าอุ้มขวางตักแบบประยุกต์ ท่าอุ้มฟุตบอล ท่านอนตะแคง ท่าเอนตัว และท่าตั้งตรง คุณแม่เลือกท่าที่ถนัดและเหมาะกับวัยของลูกได้
  • คุณแม่ผ่าคลอดควรเลือกท่าที่ไม่กดทับแผล เช่น ท่าอุ้มฟุตบอล ท่านอนตะแคง หรือท่าเอนตัว เพื่อให้นมลูกได้สบายขึ้นระหว่างพักฟื้น
  • การอุ้มเรอหลังให้นมช่วยระบายลมที่ลูกกลืนเข้าไป ลดอาการอึดอัดท้องและแหวะนมของลูกได้

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • ท่าให้นมลูกสำคัญอย่างไร และถ้าจัดท่าไม่ถูกจะเป็นแบบไหน
  • 6 ท่าให้นมลูกยอดนิยม คุณแม่ทำตามได้เลย
  • หลักการเข้าเต้าที่ถูกต้อง สังเกตอย่างไรว่าลูกดูดนมได้ดี
  • ท่าให้นมที่เหมาะกับคุณแม่ผ่าคลอด
  • ทำไมต้องอุ้มเรอลูกหลังให้นมทุกครั้ง
  • 2 ท่าอุ้มเรอลูก ช่วยไล่ลม ลดอาการท้องอืด

ท่าให้นมลูกสำคัญอย่างไร และถ้าจัดท่าไม่ถูกจะเป็นแบบไหน

ท่าให้นมลูกที่เหมาะสมเป็นพื้นฐานสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ราบรื่น เพราะตำแหน่งการอุ้มและการวางตัวลูกส่งผลโดยตรงต่อการที่ลูกจะอมลานนมได้ลึกและดูดน้ำนมได้ดีแค่ไหน จากการศึกษาพบว่าการจัดท่าที่เหมาะสมมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และมีส่วนช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการให้นมที่อาจเกิดขึ้นได้ 1 คุณแม่จึงไม่ต้องกังวลว่าต้องทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก เพราะการจัดท่าเป็นทักษะที่ค่อย ๆ ฝึกได้ค่ะ

เมื่อคุณแม่จัดท่าได้เหมาะสม ลูกจะเข้าเต้าได้ลึกถึงลานนม ดูดน้ำนมได้จนเกลี้ยงเต้า ช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารจากนมแม่อย่างเต็มที่เพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทารกที่สมวัย ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องเกร็งไหล่หรือหลังตลอดการให้นมนะคะ ในทางกลับกัน หากจัดท่าให้นมลูกไม่เหมาะสม คุณแม่อาจสังเกตเห็นปัญหาเหล่านี้ตามมาได้ค่ะ

  • ลูกดูดไม่เกลี้ยงเต้า บางครั้งปัญหานี้เกิดจากท่าให้นมที่ยังไม่เข้าที่ ทำให้ลูกอมลานนมได้ไม่ลึกพอ ดูดน้ำนมออกมาได้ไม่หมดเต้า เมื่อมีน้ำนมตกค้าง คุณแม่อาจรู้สึกถึงอาการคัดเต้าของคุณแม่ตามมา การปรับมุมอุ้มและช่วยให้ลูกอมลานนมได้ลึกขึ้น มักช่วยให้ลูกดูดนมได้เต็มที่มากขึ้น
  • คุณแม่เจ็บหัวนม หากลูกอมเพียงหัวนมตื้น ๆ จะเกิดแรงเสียดสีขณะดูด ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บทันทีที่ลูกเริ่มเข้าเต้า และอาจมีรอยแดงหรือระคายเคืองตามมา อาการเจ็บหัวนมเป็นหนึ่งในความท้าทายที่คุณแม่อาจพบระหว่างการให้นมลูก และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่อาจส่งผลต่อการให้นมแม่อย่างต่อเนื่อง รองจากความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำนม 3 ซึ่งการที่ลูกอมตื้นเกินไปก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลและรอยแตกที่หัวนมได้ 1
  • ลูกกลืนลมมากขึ้น เมื่อลูกเข้าเต้าไม่กระชับ หรือศีรษะและลำคอบิดเอียงไม่เป็นแนวตรง ลูกจะดูดและกลืนได้ลำบาก 2 ทำให้ลูกมักจะกลืนอากาศเข้าไปพร้อมๆ กับตอนที่ดูดน้ำนมมากขึ้นนั่นเอง ลมที่กลืนเข้าไปอาจทำให้ลูกแน่นท้อง งอแง หรือมีอาการแหวะนมออกมาบ่อยๆ หลังอิ่มนมค่ะ การจัดท่าให้กระชับและช่วยให้ลูกเข้าเต้าได้ลึกขึ้นจะช่วยลดปัญหานี้ได้

จะเห็นว่าท่าให้นมที่ดีไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการดูดนม แต่ยังช่วยดูแลทั้งความสบายตัวของลูกและคุณแม่ไปพร้อมกัน คุณแม่ลองมาดูแต่ละท่ากันในหัวข้อถัดไปนะคะ

6 ท่าให้นมลูกยอดนิยม คุณแม่ทำตามได้เลย

6 ท่าให้นมลูกที่คุณแม่ทำตามได้

1. ท่าอุ้มขวางตักแม่ (Cradle Hold)

ท่านี้ให้คุณแม่อุ้มลูกขวางบนตัก โดยวางศีรษะลูกไว้ในวงแขนข้างเดียวกับเต้านมที่จะให้นม ใช้แขนเดียวกันนั้นประคองหลังและก้นลูก หันหน้าและลำตัวลูกเข้าหาเต้าให้หน้าอกลูกแนบชิดกับคุณแม่ แล้วใช้มืออีกข้างช่วยพยุงเต้านม ท่านี้เป็นท่าที่ใช้กันมากที่สุด เพราะช่วยให้คุณแม่ควบคุมการอุ้มได้ดี 4

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • ช่วยให้คุณแม่อุ้มลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายท่าอุ้มปกติ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
  • ลูกแนบชิดลำตัวคุณแม่ได้ดี ส่งเสริมความอบอุ่นและความผูกพัน
  • ควบคุมศีรษะและลำตัวลูกได้ง่าย
  • สังเกตการอมหัวนมและการดูดนมของลูกได้สะดวก

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • คุณแม่ที่มีประสบการณ์ให้นมลูกมาแล้ว
  • ลูกที่ดูดนมได้คล่องและอมหัวนมได้ถูกวิธี
  • คุณแม่ที่ต้องการท่าให้นมที่เป็นธรรมชาติและสะดวกในชีวิตประจำวัน

ท่าให้นมลูกที่คุณแม่ทำตามได้เลย

2. ท่าอุ้มขวางตักแบบประยุกต์ (Cross-Cradle Hold)

ท่านี้คล้ายกับท่าอุ้มขวางตัก แต่เปลี่ยนการวางมือ โดยใช้แขนฝั่งตรงข้ามกับเต้านมที่ลูกดูดมาประคองท้ายทอยและคอของลูก ส่วนมืออีกข้างใช้พยุงเต้านม การจับแบบนี้ช่วยให้คุณแม่ควบคุมและขยับศีรษะลูกเข้าหาเต้าได้ง่ายขึ้น จึงเหมาะกับลูกที่ยังเข้าเต้าได้ไม่ลึกและต้องการการประคองเป็นพิเศษ 4

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • ช่วยควบคุมศีรษะลูกได้ดี โดยเฉพาะช่วงแรกเกิด
  • ช่วยให้ลูกอ้าปากครอบลานนมได้ลึก ลดโอกาสเจ็บหัวนม
  • เหมาะกับการฝึกการเข้าเต้าในช่วงแรก
  • เห็นตำแหน่งปากและเต้าได้ชัด สังเกตการดูดของลูกได้ง่าย

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • ทารกแรกเกิด หรือลูกที่ยังควบคุมศีรษะเองไม่ได้
  • คุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่มั่นใจเรื่องการจัดท่าให้นมลูก
  • กรณีที่ลูกดูดเต้าไม่ลึก หรือมีปัญหาเจ็บหัวนมจากการอมตื้น

3. ท่าอุ้มฟุตบอล (Football Hold)

ท่านี้ให้ลูกอยู่ด้านข้างลำตัวคุณแม่ ปลายเท้าชี้ไปด้านหลัง ลำตัวลูกอยู่ใต้แขนของคุณแม่คล้ายการอุ้มลูกฟุตบอลเหน็บไว้ข้างตัว ใช้มือประคองท้ายทอย คอ และส่วนหลังของลูก หากไม่ถนัดให้หาหมอนหนา ๆ รองตัวลูกไว้ ท่านี้ช่วยให้น้ำหนักของลูกไม่กดทับบริเวณหน้าท้อง จึงเหมาะกับคุณแม่ที่ผ่าคลอดหรือมีเต้านมใหญ่ 4

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • ลดแรงกดบริเวณหน้าท้อง เหมาะกับคุณแม่ที่ผ่าคลอด
  • ช่วยให้ควบคุมศีรษะลูกได้ดี โดยเฉพาะช่วงแรกเกิด
  • มองเห็นปากลูกขณะเข้าเต้าได้ชัด ช่วยปรับการอมหัวนมให้ลึกขึ้น
  • จัดมุมเข้าเต้าได้ง่าย เหมาะกับคุณแม่ที่มีเต้านมใหญ่หรือหัวนมแบน

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • คุณแม่หลังผ่าคลอดที่ยังเจ็บแผลหน้าท้อง
  • ทารกแรกเกิดที่ยังควบคุมศีรษะเองไม่ได้
  • คุณแม่ที่ให้นมลูกแฝด เพราะให้ลูกดูดทั้งสองเต้าพร้อมกันได้

4. ท่านอนตะแคง (Side-Lying Position)

ท่านี้ให้คุณแม่และลูกนอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน โดยคุณแม่นอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อย หลังและสะโพกตรง จัดให้ปากลูกอยู่ตรงกับหัวนม ใช้มือประคองตัวลูกให้ชิดลำตัวแม่ หากไม่ถนัดอาจใช้ผ้าขนหนูม้วนหรือหมอนหนุนหลังลูกไว้ ท่านี้เหมาะกับคุณแม่ที่อ่อนเพลีย รวมถึงคุณแม่ที่ผ่าคลอดหรือคลอดยากที่การนั่งยังไม่สะดวก 1

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • ช่วยให้คุณแม่ได้พักผ่อน ไม่ต้องลุกนั่ง เหมาะกับการให้นมช่วงกลางคืน
  • ช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เพราะแม่ลูกหันหน้าเข้าหากัน
  • ช่วยลดแรงกดบริเวณหน้าท้อง เหมาะกับคุณแม่ผ่าคลอด

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • คุณแม่ที่อ่อนเพลียหรือต้องการพักระหว่างให้นม
  • คุณแม่หลังผ่าคลอดหรือคลอดยากที่นั่งให้นมไม่สะดวก
  • การให้นมในช่วงค่ำคืน

ข้อควรระวังของท่านี้คือ คุณแม่ควรตื่นตัวอยู่เสมอและไม่เผลอหลับไปพร้อมลูก หากลูกหลับคาเต้า แนะนำให้ย้ายลูกไปนอนในที่นอนของลูกที่ปลอดภัยนะคะ 4

5. ท่าเอนตัว (Laid-Back Position)

ท่านี้ให้คุณแม่นอนเอนตัวในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน ไม่นอนราบ มีหมอนหนุนหลังให้สบาย แล้ววางลูกคว่ำลงบนหน้าอกของแม่ ปล่อยให้ลูกได้ใช้สัญชาตญาณขยับตัวหาหัวนมเอง โดยคุณแม่คอยประคองศีรษะและลำตัวลูกไว้ ท่านี้ช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณการดูดนมตามธรรมชาติของลูกได้ดี 4

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • ช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณการดูดนมตามธรรมชาติของลูก
  • จากการศึกษาพบว่าท่าเอนตัวมีส่วนช่วยลดอาการเจ็บและการบาดเจ็บของหัวนม 5
  • ช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เกร็งไหล่และแขน
  • ช่วยชะลอการไหลของน้ำนม เหมาะกับคุณแม่ที่มีน้ำนมไหลแรง

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • คุณแม่และลูกในช่วงแรกเกิดที่กำลังฝึกเข้าเต้า
  • คุณแม่ที่มีอาการเจ็บหัวนมจากการให้นมท่านั่ง
  • คุณแม่ที่มีน้ำนมไหลแรงหรือมีน้ำนมมาก

6. ท่าตั้งตรง (Upright Position)

ท่านี้ให้คุณแม่อุ้มลูกในลักษณะตัวตั้งตรง โดยให้ขาลูกคร่อมอยู่บนต้นขาของคุณแม่ ศีรษะและลำตัวลูกตั้งตรง ใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะลูกและมืออีกข้างพยุงเต้านม ท่านี้อาศัยแรงโน้มถ่วงช่วยให้น้ำนมไหลลงตามธรรมชาติ จึงเหมาะกับลูกที่โตขึ้นและควบคุมศีรษะได้ดีแล้ว

ข้อดีของท่านี้ ได้แก่

  • เหมาะกับลูกที่แหวะนมหรือสำลักง่าย เพราะแรงโน้มถ่วงช่วยให้น้ำนมไหลลงตามธรรมชาติ
  • ช่วยลดอาการอึดอัดท้องหรือเรอบ่อยในลูกบางคน
  • จัดท่าได้ค่อนข้างคล่องตัว เหมาะกับการให้นมนอกบ้าน

ท่านี้เหมาะสำหรับ

  • ลูกที่เริ่มควบคุมคอและศีรษะได้ดีขึ้นแล้ว
  • เด็กโตที่คุณแม่ต้องให้นมขณะอยู่นอกบ้าน

ทั้ง 6 ท่านี้ไม่มีท่าไหนถูกหรือผิด หากลูกเข้าเต้าได้ไม่ดีในท่าหนึ่ง การลองเปลี่ยนไปอีกท่าก็อาจช่วยให้ลูกอมได้ดีขึ้น 4 คุณแม่ลองสังเกตว่าท่าไหนที่ลูกดูดสบายและคุณแม่ก็ไม่เมื่อย ท่านั้นมักเป็นท่าที่เหมาะกับทั้งคู่ค่ะ

หลักการเข้าเต้าที่ถูกต้อง สังเกตอย่างไรว่าลูกดูดนมได้ดี

ไม่ว่าคุณแม่จะเลือกท่าให้นมท่าไหน หลักการสำคัญที่ทำให้ลูกเข้าเต้าได้ดีนั้นเหมือนกัน เพราะหัวใจของการให้นมที่ราบรื่นอยู่ที่การที่ลูก "อมลึกถึงลานนม" ไม่ใช่แค่ดูดที่หัวนม คุณแม่ลองจัดตามแนวทางของหน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ดังนี้ค่ะ

  • จัดให้ศีรษะ ไหล่ และสะโพกของลูกอยู่ในแนวตรงเดียวกัน เพราะถ้าศีรษะและคอของลูกบิดเอียง ลูกจะกลืนน้ำนมได้ยาก 2
  • หันตัวลูกให้ท้องชนท้องกับคุณแม่ ประคองคอ ไหล่ และหลังของลูกไว้ เพื่อให้ลูกเงยหน้าและกลืนได้สะดวก
  • นำลูกเข้าหาเต้า และปล่อยให้ลูกอ้าปากงับเอง ไม่ควรดันเต้าเข้าไปในปากลูก เพราะอาจทำให้ลูกอมได้ไม่ดี 2
  • จัดให้จมูกลูกอยู่ระดับเดียวกับหัวนม เพื่อกระตุ้นให้ลูกอ้าปากกว้างและงับลานนมได้ลึก
  • ให้ลูกอมลานนมเข้าไปให้มากที่สุด ไม่ใช่งับแค่หัวนม โดยให้คางลูกชนเต้าก่อน 4

เมื่อจัดท่าและเข้าเต้าได้ดีแล้ว คุณแม่สังเกตได้จากสัญญาณเหล่านี้ว่าลูกกำลังดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เห็นลานนมส่วนที่เป็นสีคล้ำเหนือริมฝีปากบนของลูกมากกว่าด้านล่าง 2
  • แก้มของลูกป่องและกลม ไม่บุ๋มเข้า และได้ยินเสียงลูกกลืนน้ำนม 2
  • ลูกเริ่มดูดเร็ว ๆ สั้น ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นดูดยาวขึ้น และดูสงบขณะกินนม
  • คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บขณะลูกดูด หากเจ็บมักเป็นสัญญาณว่าลูกอมตื้นเกินไป

หากช่วงแรกยังจัดท่าไม่ลงตัว ขอให้คุณแม่ใจเย็น ๆ นะคะ การให้นมแม่เป็นทักษะที่คุณแม่และลูกค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน และต้องใช้เวลาปรับตัว 2 ทุกคู่แม่ลูกล้วนผ่านช่วงฝึกหัดนี้มาเหมือนกันค่ะ

ท่าให้นมที่เหมาะกับคุณแม่ผ่าคลอด

สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด ช่วงที่ยังมีเจ็บแผลผ่าคลอดอยู่ การให้นมลูกอาจดูเป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่คุณแม่ยังให้นมลูกได้สบายค่ะ หัวใจสำคัญคือการเลือกท่าที่ตัวลูกจะไม่ไปสัมผัสหรือกดทับแผลผ่าคลอดบริเวณหน้าท้อง

ท่าที่เหมาะกับคุณแม่ผ่าคลอดมี 3 ท่าหลัก ได้แก่ ท่าอุ้มฟุตบอล ท่านอนตะแคง และท่าเอนตัว ซึ่งวิธีจัดท่าอย่างละเอียดคุณแม่ดูได้จากหัวข้อ 6 ท่าให้นมลูกด้านบน ส่วนเหตุผลที่ทั้ง 3 ท่านี้เหมาะกับช่วงพักฟื้นเป็นพิเศษ มีดังนี้ค่ะ

คุณแม่ผ่าคลอด ควรเลือกใช้ท่าให้นมท่าไหน

  • ท่าอุ้มฟุตบอล ตัวลูกจะอยู่ด้านข้างลำตัวคุณแม่ น้ำหนักของลูกจึงไม่กดลงบนรอยแผลที่หน้าท้อง
  • ท่านอนตะแคง คุณแม่ได้นอนพักไปพร้อมกับให้นม โดยตัวลูกไม่กดทับหน้าท้อง เหมาะกับช่วงที่นั่งนาน ๆ ยังไม่สะดวก
  • ท่าเอนตัว เป็นท่าที่คุณแม่ใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องน้อยลง จึงช่วยลดความเจ็บและความไม่สบายบริเวณแผลผ่าคลอดได้ 4

ข้อมูลจากการศึกษายังระบุว่า การใช้หมอนช่วยรองรับในท่านอนตะแคง ท่าอุ้มฟุตบอล และท่าอุ้มขวางตัก ช่วยลดแรงกดบริเวณรอยแผลผ่าคลอดได้ 6 คุณแม่จึงควรเตรียมหมอนหรือผ้าห่มม้วนไว้ใกล้มือ เพื่อเอาไว้ช่วยหนุนตัวลูก และช่วยรองแขนให้อยู่ในระดับที่สบาย และสิ่งสำคัญที่อยากให้คุณแม่สบายใจมากๆ เลยก็คือ ผลลัพธ์ของการให้นมและความพึงพอใจของคุณแม่ก็ใกล้เคียงกัน 6 ดังนั้นขอแค่เลือกท่าที่คุณแม่รู้สึกเจ็บแผลน้อยที่สุดและให้นมได้สบายที่สุด ก็เป็นท่าที่ใช่สำหรับช่วงพักฟื้นแล้วค่ะ การจัดท่าและการเข้าเต้าที่ดียังมีส่วนช่วยให้ลูกดูดนมได้ดีและช่วยดูแลไม่ให้คุณแม่เจ็บหัวนมเพิ่มอีกด้วย 6

ทำไมต้องอุ้มเรอลูกหลังให้นมทุกครั้ง

ระหว่างที่ลูกดูดนม ลูกมักจะกลืนอากาศเข้าไปด้วยไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเวลาที่ลูกเข้าเต้าได้ไม่สนิทหรือไม่กระชับพอเมื่อเข้าเต้าได้ไม่กระชับ เมื่อมีลมสะสมอยู่ในท้อง ลูกอาจรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัวหลังกินนม 7 ลมที่ค้างอยู่เหล่านั้นยังเข้าไปเบียดพื้นที่ในกระเพาะน้อยๆของลูก ทำให้ลูกมีโอกาสทารกแหวะนมได้ง่ายขึ้น การอุ้มเรอจึงเข้ามาช่วยระบายลมที่ลูกกลืนเข้าไป ทำให้ลูกสบายตัวขึ้นค่ะ

ช่วงเวลาที่แนะนำให้อุ้มเรอ คือตอนที่คุณแม่เปลี่ยนข้างเต้านมระหว่างให้นม และอีกครั้งหลังจากให้นมเสร็จ 7 การอุ้มเรอก่อนเปลี่ยนข้างช่วยให้ลูกระบายลมออกก่อน แล้วจึงมีพื้นที่ในท้องสำหรับดูดนมอีกข้างได้สบายขึ้น

คุณแม่อุ้มเรอลูกบ่อยขึ้นได้ แม้ลูกจะยังไม่แสดงอาการไม่สบายตัว 7 ทั้งนี้ การอุ้มเรอเป็นการดูแลเพื่อช่วยให้ลูกสบายตัว ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะเมื่อลูกโตขึ้น ระบบย่อยอาหารจะค่อย ๆ ทำงานได้ดีขึ้นตามวัยค่ะ

ทำไมต้องจับเรอ หลังให้นมลูกเสร็จทุกครั้ง

2 ท่าอุ้มเรอลูก ช่วยไล่ลม ลดอาการท้องอืด

เมื่อรู้แล้วว่าการอุ้มเรอช่วยให้ลูกสบายตัวขึ้น คุณแม่มาดูวิธีอุ้มเรอกันค่ะ หลักการคือให้อุ้มลูกในท่าตัวตั้งตรง เพื่อให้ลูกเรอได้สะดวกขึ้น 7 ท่าอุ้มเรอที่ทำตามได้สะดวกมี 2 ท่า ดังนี้

1. ท่าอุ้มพาดบ่า

ท่านี้ให้คุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาพาดบ่า โดยจัดให้คางของลูกอยู่บริเวณบ่าของคุณแม่ ใช้มือข้างหนึ่งประคองก้นและหลังลูกไว้ให้มั่นคง ส่วนมืออีกข้างลูบหรือตบหลังลูกเบา ๆ จากด้านล่างขึ้นด้านบนช้า ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงลูกเรอ ท่านี้ช่วยให้ลมในท้องของลูกไล่ขึ้นมาตามแนวตัวที่ตั้งตรงได้ดี

2. ท่าอุ้มนั่งบนตัก

ท่านี้ให้ลูกนั่งบนตักของคุณแม่ แล้วโน้มตัวลูกมาด้านหน้าเล็กน้อย ใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าอกและศีรษะลูกไว้ 7 ส่วนมืออีกข้างลูบหลังลูกเบา ๆ จนได้ยินเสียงเรอ ท่านี้เหมาะกับการอุ้มเรอแบบนั่ง และช่วยให้คุณแม่สังเกตสีหน้าของลูกได้ชัดเจน

หลังจากลูกเรอแล้ว คุณแม่อาจจัดให้ลูกนอนตะแคงสักครู่เพื่อให้ย่อยนมได้สบายขึ้น หากอุ้มสักพักแล้วลูกยังไม่เรอ คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ ลองรอสักครู่แล้วเปลี่ยนท่าอุ้มดู เพราะลูกไม่จำเป็นต้องเรอทุกครั้ง 7 คุณแม่ที่อยากดูแลเรื่องลมในท้องของลูกเพิ่มเติม อ่านวิธีดูแลเมื่อทารกท้องอืดและเทคนิคการอุ้มเรอในแบบอื่น ๆ ได้ค่ะ

การให้นมลูกในแต่ละวันคือช่วงเวลาอันอบอุ่นของคุณแม่และเจ้าตัวเล็ก การรู้จักท่าให้นมลูกหลายท่า การจัดท่าเข้าเต้าให้ถูกต้อง และการอุ้มเรอหลังให้นม ล้วนช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ราบรื่นขึ้น คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกนะคะ ค่อย ๆ ลองและสังเกตไปด้วยกันกับลูก เดี๋ยวก็จะเจอจังหวะที่ใช่ของตัวเองค่ะ

ภูมิแพ้ป้องกันได้ ปกป้องลูกน้องจากภูมิแพ้ด้วยนมแม่

นอกจากเทคนิคการให้นมแล้ว คุณแม่ทราบไหมคะว่า น้ำนมแม่มีสารอาหารและองค์ประกอบทางชีวภาพมากกว่า 200 ชนิด ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนตามธรรมชาติ โปรตีนในนมแม่บางส่วนได้ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลง จึงจัดเป็นนมที่มีโปรตีนผ่านการย่อยบางส่วน หรือ PHP (Partially Hydrolyzed Proteins) ซึ่งมีส่วนช่วยให้ลำไส้ของลูกทำงานได้ง่ายขึ้น อีกทั้งนมแม่ยังมีจุลินทรีย์สุขภาพอย่างเช่น บี แล็กทิส (B. lactis) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร นอกจากนั้นแล้ว นมแม่ยังมีสารอาหารหลายชนิดที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองลูกน้อย โดยงานวิจัยพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและการเคลื่อนไหวของลูก 8 ตัวอย่างเช่น ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างปลอกไมอีลินที่ห่อหุ้มเส้นใยประสาทสนับสนุนการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทให้ทำงานได้ไวขึ้น ทุกครั้งที่คุณแม่โอบกอดลูกเข้าเต้า ไม่ใช่เพียงการให้นม แต่คือการมอบความอบอุ่นและความผูกพันให้เจ้าตัวเล็ก ขอให้ช่วงเวลาให้นมของคุณแม่และลูกเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขนะคะ

อินโฟกราฟิก แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ให้นม

อ้างอิง:

  1. ผลของท่าให้นมแบบเอนตัวและท่าอุ้มขวางตักต่อประสบการณ์การให้นมของคุณแม่ครรภ์แรก - วารสาร Trials (BMC), 2566
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9926697/
  2. การจัดท่าและการเข้าเต้าในการให้นมลูก - หน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS)
    https://www.nhs.uk/baby/breastfeeding-and-bottle-feeding/breastfeeding/positioning-and-attachment/
  3. การดูแลเพื่อบรรเทาอาการเจ็บและการบาดเจ็บของหัวนมจากการให้นม - วารสาร Frontiers in Global Women's Health, 2568
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12283698/
  4. 7 ท่าให้นมลูกที่นิยมใช้ - คลีฟแลนด์คลินิก (Cleveland Clinic)
    https://health.clevelandclinic.org/breastfeeding-positions
  5. ประสิทธิผลของท่าให้นมแบบเอนตัวต่อปัญหาหัวนมจากการให้นม - วารสาร BMC Pregnancy and Childbirth, 2564
    https://link.springer.com/article/10.1186/s12884-021-03714-8
  6. การเปรียบเทียบท่าให้นมแบบ L-Shape และท่านอนตะแคงในคุณแม่ผ่าคลอด - วารสาร Ethiopian Journal of Health Sciences, 2564
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8609119/
  7. Baby Burping, Hiccups & Spit-Up - HealthyChildren.org
    https://www.healthychildren.org/English/ages-stages/baby/feeding-nutrition/Pages/baby-burping-hiccups-and-spit-up.aspx
  8. การทบทวนวรรณกรรมเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับพัฒนาการระบบประสาทของทารก - วารสาร Frontiers in Public Health, 2567
    https://www.frontiersin.org/journals/public-health/articles/10.3389/fpubh.2024.1401250/full

อ้างอิง ณ วันที่ 3 กรกฏาคม 2569