วิธีจับลูกเรอ ท่าจับถูกต้องทำอย่างไร อุ้มเรอกี่นาทีถึงพอ? เพื่อให้ลูกสบายท้อง
คำถามที่พบบ่อย
วิธีจับลูกเรอที่ถูกต้องมีกี่ท่า และทำท่าไหนได้บ้าง?
วิธีจับลูกเรอที่นิยมและคุณหมอแนะนำมี 4 ท่าจับลูกเรอด้วยกันค่ะ ได้แก่ ท่าวางลูกพาดบ่า ท่าให้ลูกนั่งบนตัก ท่านอนคว่ำบนตัก และท่าพักบนหัวไหล่ หัวใจสำคัญของทุกท่าคือการประคองศีรษะและคอของลูกให้มั่นคง รักษาแนวลำตัวให้ตรงไม่งอ จากนั้นค่อยๆ ลูบหลังเบาๆ เพื่อช่วยไล่ลมในกระเพาะ 2 คุณแม่สามารถเลือกท่าที่ถนัดที่สุดและสลับใช้ตามความเหมาะสมของลูกได้เลยค่ะ
ต้องจับลูกเรอกี่นาที ถ้าลูกไม่เรอจะทำอย่างไร?
โดยทั่วไปวิธีจับลูกเรอจะใช้เวลาประมาณ 2 นาทีก็เพียงพอแล้วค่ะ 2 แต่หากลองเปลี่ยนท่าจับลูกเรอสักพักแล้วลูกยังไม่เรอ คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะทารกไม่จำเป็นต้องเรอทุกครั้ง คุณแม่สามารถให้นมต่อได้เลย และเมื่ออิ่มแล้วจึงจับเรออีกครั้ง พร้อมอุ้มประคองลูกในท่านั่งตัวตรงต่ออีก 10 ถึง 15 นาที เพื่อช่วยลดโอกาสแหวะนมค่ะ 1
ต้องจับลูกเรอถึงอายุกี่เดือน เมื่อไหร่ลูกถึงพร้อมเลิก?
คุณหมอแนะนำให้ใช้วิธีจับลูกเรอไปจนถึงช่วงที่อาการแหวะนมตามธรรมชาติของลูกลดลง ซึ่งมักพบมากที่สุดราวอายุ 4 เดือน และจะค่อยๆ ลดลง และมักไม่พบในช่วงหลังอายุ 6 เดือน เมื่อระบบทางเดินอาหารพัฒนาขึ้นค่ะ 3, 5 คุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณว่าลูกอาจไม่ต้องใช้ท่าจับลูกเรอ แล้ว เช่น ไม่ไม่งอแงหลังกินนม ไม่แหวะนมบ่อย และเริ่มเรอเองได้ ซึ่งหากลูกแสดงสัญญาณเหล่านี้สม่ำเสมอ ก็สามารถลดความถี่หรือเลิกจับเรอได้ตามวัยที่เหมาะสมได้เลยค่ะ
สรุป
- ช่วยไล่ลม ลดท้องอืด: การจับเรอช่วยระบายลมที่ลูกกลืนเข้าไประหว่างกินนม ลดอาการท้องอืด แหวะนม และงอแง โดยควรจับเรอเมื่อเปลี่ยนเต้านม หรือทุกๆ 60 ถึง 90 มิลลิลิตรหากดื่มนมขวด 1
- 4 ท่าปลอดภัย ทำง่าย: ท่าพาดบ่า ท่านั่งบนตัก ท่านอนคว่ำบนตัก และท่าพักบนหัวไหล่ หัวใจสำคัญคือต้องประคองศีรษะและคอให้มั่นคง ลำตัวตรง และลูบหลังเบาๆ โดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 นาที 2
- ไม่ต้องกังวลถ้าไม่เรอ: เด็กแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน หากผ่านไปสักพักแล้วลูกยังไม่เรอ คุณแม่สามารถให้นมต่อได้ และหลังอิ่มแล้วจึงจับเรอใหม่ พร้อมอุ้มประคองตัวตรงต่ออีก 10 ถึง 15 นาที เพื่อป้องกันการแหวะนม 1
- ทำถึงเมื่อไหร่: ควรจับเรอจนถึงอายุประมาณ 4 ถึง 6 เดือน เมื่อลูกโตขึ้น สังเกตได้จากลูกไม่ค่อยแหวะนม เริ่มเรอได้เองหลังมื้อนม และไม่มีอาการงอแงอึดอัด แต่หากพบอาการผิดปกติ เช่น แหวะนมพุ่งแรง หรืออาเจียนมีสีผิดปกติ ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที 4, 5
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- ทำความเข้าใจ วิธีจับลูกเรอ คืออะไร ทำไมคุณแม่ต้องทำ
- ถ้าไม่จับลูกเรอจะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบต่อลูกน้อย
- คุณแม่ควรจับลูกเรอตอนไหน ความถี่ที่เหมาะสม
- 4 ท่าจับลูกเรอ ท่าอุ้มเรอที่ถูกต้อง ฉบับคุณแม่มือใหม่
- ต้องจับลูกเรอกี่นาที พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกไม่เรอ
- ต้องจับลูกเรอถึงกี่เดือน สัญญาณว่าลูกพร้อมเลิก
- เมื่อไหร่ที่คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ทำความเข้าใจ วิธีจับลูกเรอ คืออะไร ทำไมคุณแม่ต้องทำ
คุณแม่รู้ไหมคะว่าวิธีจับลูกเรอ คือตัวช่วยสำคัญในการระบายลมหรือฟองอากาศที่เจ้าตัวน้อยกลืนเข้าไประหว่างดูดนม โดยการใช้ท่าจับลูกเรอ ร่วมกับการลูบหลังเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ลมในกระเพาะเคลื่อนตัวออกทางปากค่ะ เพราะเด็กทารกมักจะอึดอัดและงอแงเมื่อมีลมสะสม ซึ่งพบได้ทั้งในเด็กที่ดื่มนมแม่และดื่มจากขวด แต่จะพบในเด็กที่ดื่มจากขวดบ่อยกว่าค่ะ 1
เหตุผลที่เบบี๋วัยแรกเกิดถึงอายุต่ำกว่า 6 เดือน ต้องการการจับเรอเป็นพิเศษ ได้แก่:
- ระบบย่อยอาหารยังพัฒนาไม่เต็มที่: กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงมีการคลายตัวเป็นช่วงๆ ทำให้น้ำนมไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ 5
- อัตราการแหวะนมตามธรรมชาติสูง: ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือนมีอาการแหวะนมเป็นปกติของวัยสูงถึงร้อยละ 50 และในทารกวัย 3 ถึง 4 เดือนพบสูงถึงร้อยละ 60-70 ก่อนที่อาการนี้จะค่อยๆ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5 เมื่อลูกน้อยมีอายุครบ 1 ปีค่ะ 5
ประโยชน์ที่มากกว่าแค่การไล่ลม:
- ลดความอึดอัดแน่นท้อง: ลดของอาการแหวะนมได้อย่างดี
- ช่วยให้กินนมได้ดีขึ้น: พอใช้ท่าจับลูกเรอที่ถูกต้องแล้ว ลูกจะรู้สึกสบายตัวและดูดนมต่อได้สบายๆ
- หลับสนิทขึ้น: ลูกน้อยสามารถนอนหลับได้ยาวนานขึ้นโดยไม่มีลมคอยดันขึ้นมารบกวนใจ
- ปรับจังหวะการกินนม: การหยุดพักจับเรอระหว่างมื้อนม ช่วยชะลอจังหวะการกลืนนม และลดโอกาสที่จะกลืนฟองอากาศสะสมเข้าไปในท้องเพิ่มขึ้นค่ะ 1
ถ้าไม่จับลูกเรอจะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบต่อลูกน้อย
หากคุณแม่ไม่ได้ใช้วิธีจับลูกเรอหลังให้นม ลมที่ค้างในกระเพาะอาหารจะทำให้เกิดผลกระทบต่อลูกน้อย ดังนี้ค่ะ:
- ไม่สบายตัวและแน่นท้อง: ลมสะสมในกระเพาะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด ท้องอืด และร้องไห้งอแง
- แหวะนมบ่อยขึ้น: เมื่อลมลอยตัวสูงขึ้นจะดันเอาน้ำนมบางส่วนไหลย้อนออกมาด้วย
- นอนหลับไม่สนิท: ลูกอาจตื่นมางอแงบ่อย หรือนอนดิ้นไปมาเพราะความรู้สึกไม่สบายท้อง
- ปฏิเสธการกินนมในมื้อถัดไป: ลูกอาจไม่อยากกินนมเพราะยังรู้สึกอึดอัดและแน่นท้องอยู่ค่ะ
แม้ข้อมูลทางการแพทย์จะชี้ว่า ทารกประมาณ 1 ใน 4 (หรือร้อยละ 25) จะมีอาการแหวะนม 4 ครั้งขึ้นไปต่อวันซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติของระบบย่อยอาหารที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ 5 แต่การช่วยจับลูกเรอด้วยท่าอุ้มเรอที่ถูกต้อง จะช่วยบรรเทาอาการและลดความรุนแรงลงได้อย่างมากค่ะ ทั้งนี้ คุณแม่ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนะคะ เพราะเด็กแต่ละคนกลืนปริมาณลมไม่เท่ากัน ลูกจึงอาจไม่จำเป็นต้องเรอทุกมื้อ และอาการแหวะนมเหล่านี้จะค่อยๆ ลดลงจนหายเป็นปกติเมื่อลูกอายุครบ 12 เดือนค่ะ 4
คุณแม่ควรจับลูกเรอตอนไหน ความถี่ที่เหมาะสม
สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) โดยมีจังหวะที่แตกต่างกันตามรูปแบบการกินนม ดังนี้ค่ะ
- สำหรับลูกน้อยที่กินนมขวด: ควรจับเรอทุกๆ 60 ถึง 90 มิลลิลิตร (ประมาณ 2 ถึง 3 ออนซ์) 1
- สำหรับลูกน้อยที่กินนมแม่: แนะนำให้จับเรอในจังหวะสลับข้างเต้านม เพื่อช่วยระบายลมสะสมเป็นระยะค่ะ 1
เคล็ดลับในการปรับใช้ตามจังหวะของลูกน้อย:
ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวค่ะ คุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามธรรมชาติของลูกรัก 2 เช่น:
- เมื่อลูกอึดอัดระหว่างกินนม: หากลูกดูดนมไปสักพักแล้วมีอาการดิ้น แข็งขืน หรือดูอึดอัด สามารถหยุดเพื่อใช้ท่าจับลูกเรอชั่วคราวก่อนดูดนมต่อได้ทันทีค่ะ
- เมื่อลูกสบายตัวดี: หากดูดนมได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่มีอาการติดขัด คุณแม่สามารถรอให้ลูกอิ่มนมก่อน แล้วค่อยจับเรอครั้งเดียวหลังเสร็จมื้อนมได้เลยค่ะ
- ช่วยชะลอการกลืนฟองอากาศ: การลองเบรคมาใช้ท่าจับลูกเรอเบาๆ เป็นระยะแม้ลูกจะไม่แสดงอาการอึดอัด จะช่วยลดปริมาณฟองอากาศที่จะไหลเข้าท้องตั้งแต่เริ่มแรก และช่วยให้จังหวะการดูดนมสมดุลขึ้นค่ะ 1

4 ท่าจับลูกเรอ ท่าอุ้มเรอที่ถูกต้อง ฉบับคุณแม่มือใหม่
หัวใจสำคัญของท่าอุ้มเรอที่ปลอดภัย คือ การประคองศีรษะและคอของลูกให้มั่นคง รักษาแนวลำตัวให้ตรงไม่งอ และค่อยๆ ลูบหรือตบหลังเบาๆ ค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานในการจับเรอ เพียง 2 นาทีก็เพียงพอแล้ว 2
คุณแม่สามารถเลือกใช้ท่าอุ้มเรอที่สะดวกจาก 4 ท่ามาตรฐานที่คุณหมอแนะนำด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
1. ท่าอุ้มเรอวางลูกพาดบ่า
ท่านี้เป็นท่ายอดนิยมที่ทำได้ง่ายที่สุด และทำให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใกล้ชิดกับคุณแม่ค่ะ
- วิธีปฏิบัติ:
- ใช้ผ้าอ้อมสะอาดวางพาดบ่าของคุณแม่ไว้ เพื่อป้องกันคราบนมหรือน้ำลายที่อาจแหวะออกมา
- อุ้มลูกขึ้นมาให้ตัวตั้งตรง ให้บริเวณกรามหรือคางของลูกพักบนไหล่ของคุณแม่พอดี
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองบริเวณก้นและกระเบนเหน็บของลูกไว้อย่างมั่นคง เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว
- ส่วนมืออีกข้างค่อยๆ ลูบขึ้นหรือตบหลังเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ 2
- จุดเด่น: คุณแม่สามารถลุกเดินไปมาเบาๆ ในห้องได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะนี้จะช่วยให้น้ำนมไหลลงสู่กระเพาะได้เร็วขึ้น และช่วยขับลมออกได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

2. ท่าอุ้มเรอนั่งบนตัก
ท่านี้ช่วยเปลี่ยนอิริยาบถของคุณแม่ และช่วยให้สามารถมองเห็นหน้าสบตากับลูกรักได้ชัดเจนขึ้นค่ะ
- วิธีปฏิบัติ:
- จัดให้ลูกนั่งบนตักของคุณแม่ โดยให้ลำตัวหันหน้าออกจากคุณแม่
- ใช้ฝ่ามือประคองบริเวณหน้าอกของลูกไว้ พร้อมใช้ข้อนิ้วโป้งและชี้โอบรับคางและแนวขากรรไกรเบาๆ โดยห้ามออกแรงกดบริเวณลำคอเด็ดขาด เพื่อป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ 2
- ค่อยๆ โน้มตัวลูกไปทางด้านหน้าเล็กน้อย
- ใช้มืออีกข้างที่ว่าง ค่อยๆ ลูบหลังขึ้นด้านบน หรือนวดเบาๆ เป็นวงกลม
- จุดเด่น: การโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยจะช่วยเปิดช่องลมในกระเพาะอาหาร ทำให้ฟองอากาศเดินทางขึ้นมาทางหลอดอาหารได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ

3. ท่าอุ้มเรอนอนคว่ำบนตัก
ท่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกที่กล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงศีรษะเองในท่านั่งหรือพาดไหล่ค่ะ
- วิธีปฏิบัติ:
- วางลูกนอนคว่ำพาดบนตักของคุณแม่ในแนวขวาง โดยให้ศีรษะของลูกหันออกด้านข้าง
- จัดท่าทางให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าระดับหน้าอกและหัวไหล่เล็กน้อย
- ใช้มือข้างหนึ่งประคองรองรับใต้คางและขากรรไกรของลูกไว้อย่างปลอดภัย โดยระวังไม่กดทับลำคอหรือกราม 2
- ใช้มืออีกข้างลูบหลังเบาๆ เป็นวงกลม หรือไล่ทิศทางขึ้นจากบั้นเอวขึ้นมาถึงระดับต้นคอ
- จุดเด่น: การจัดให้ศีรษะและทรวงอกยกสูงกว่าระดับหน้าท้องเล็กน้อย ช่วยควบคุมทิศทางการไหลของน้ำนมให้อยู่ในกระเพาะ และป้องกันการแหวะนมย้อนขึ้นมาระหว่างเรอค่ะ

ข้อควรระวัง: ควรประคองศีรษะลูกให้มั่นคง
4. ท่าอุ้มเรอพักบนหัวไหล่
ท่านี้มีความคล้ายคลึงกับท่าพาดบ่า แต่ตําแหน่งตัวของลูกน้อยจะขยับตั้งตรงสูงขึ้นมาเหนือแนวไหล่ของคุณแม่เล็กน้อยค่ะ
- วิธีปฏิบัติ:
- อุ้มประคองลูกขึ้นมาในท่าตัวตรง โดยจัดให้ศีรษะพิงแอบแนบอยู่กับซอกคอหรือหัวไหล่ของคุณแม่พอดี 1
- ใช้มือหนึ่งประคองบริเวณศีรษะ ลำคอ และแผ่นหลังตอนบนไว้ให้มั่นคง
- ใช้มืออีกข้างลูบหลังเบาๆ พร้อมกับเดินก้าวสั้นๆ เบาๆ อย่างช้าๆ รอบห้อง
- จุดเด่น: เป็นท่าที่อบอุ่นและช่วยประคองลูกน้อยให้ผ่อนคลาย เหมาะมากสำหรับการจับเรอในช่วงกลางดึกที่ลูกรักกำลังสะลึมสะลือและต้องการล้มตัวลงนอนต่อได้อย่างไร้กังวลค่ะ
คำแนะนำเพิ่มเติมหลังเรอ: หลังจากที่ลูกเรอเสร็จแล้ว แนะนำให้อุ้มประคองลูกในท่าตรงต่อประมาณ 10 ถึง 15 นาที เพื่อให้น้ำนมไหลลงสู่ทางเดินอาหารอย่างสมบูรณ์ ป้องกันการแหวะนม 1 แต่หากลูกยังไม่ยอมเรอและแสดงท่าทีอึดอัด เช่น หลังแอ่น หรือกำมือเกร็งแน่น คุณแม่สามารถจัดท่านอนหงายเพื่อบริหารไล่ลม ด้วยการนวดนวดท้องเบาๆ และขยับขาหมุนเป็นวงกลมสลับกันคล้ายจังหวะปั่นจักรยาน เพื่อช่วยไล่ลมในลำไส้ให้ระบายออกได้อย่างนุ่มนวลค่ะ 2
ต้องจับลูกเรอกี่นาที พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกไม่เรอ
โดยทั่วไป วิธีจับลูกเรอใช้เวลาประมาณ 2 นาทีก็เพียงพอแล้วค่ะ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานในการจับเรอเลย เพียงไม่กี่นาทีก็เพียงพอสำหรับเด็กส่วนใหญ่แล้วค่ะ 2 อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ใช้ในการเรอของเบบี๋แต่ละคนอาจไม่เท่ากัน เด็กบางคนเรอทันทีหลังปรับเปลี่ยนท่าจับลูกเรอ บางคนใช้เวลา 2 ถึง 3 นาที หรือบางคนอาจไม่เรอเลยก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติของวัยทารกค่ะ
หากลูกไม่เรอ ต้องทำอย่างไร
หากคุณแม่ลองใช้ท่าจับลูกเรอไประยะหนึ่งแล้วลูกยังเงียบ ไม่มีเสียงลมเรอออกมา สามารถรับมือได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ:
- ให้นมต่อได้เลย: ทารกไม่จำเป็นต้องเรอออกมาทุกครั้งค่ะ หากเป็นการหยุดเบรกกลางมื้อ คุณแม่สามารถประคองลูกมาหม่ำนมต่อได้เลย และเมื่อลูกอิ่มมื้อนั้นแล้วค่อยทดลองจับเรออีกครั้งค่ะ 1
- เปลี่ยนท่าทางเพื่อเปิดช่องลม: หากเรอท่ายาก ลองเปลี่ยนท่าอุ้มเรอ เช่น เปลี่ยนจากท่าพาดบ่ามาเป็นท่านั่งตัก หรือลองสลับตำแหน่งลูบหลัง วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนทิศทางของแรงโน้มถ่วง ช่วยให้ฟองอากาศที่แฝงอยู่เคลื่อนตัวขยับออกมาได้ดีขึ้นค่ะ
- บริหารช่วยขับลมในลำไส้: หากลูกไม่เรอแต่นอนงอแง ยกเข่ามาชิดอก หรือกำมือแน่น แสดงว่ามีแก๊สสะสมในกระเพาะลำไส้ ให้จับลูกนอนหงายเพื่อออกกำลังกายด้วยท่าหมุนขาปั่นจักรยานเบาๆ และนวดหน้าท้องเบาๆเพื่อช่วยระบายลม 2
- หลีกเลี่ยงการออกแรงกด: สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องระวังคือ ห้ามลูบหรือตบหลังลูกด้วยความแรง หรือออกแรงกดบริเวณท้องและหลังอย่างรุนแรง เพราะไม่เพียงไม่ช่วยให้เรอ แต่จะกระตุ้นการแหวะน้ำนมไหลย้อนออกมาแทนค่ะ
ต้องจับลูกเรอทุกมื้อไหม
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเรอสำเร็จทุกมื้อค่ะ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับปริมาณลมที่กลืนเข้าร่างกายและรูปแบบการป้อนนมของลูกในมื้อนั้นๆ ค่ะ
- การดูดนมแม่ตามธรรมชาติ: สรีระริมฝีปากที่แนบสนิทกับลานนมจะช่วยป้องกันการไหลเข้าของแก๊สได้ดี ทำให้ทารกที่ดูดนมแม่มักกลืนอากาศสะสมเข้าไปน้อย และอาจไม่ต้องจับเรอบ่อยครั้งเท่าทารกที่ดูดนมขวดค่ะ
- การดูดนมจากขวด: ทารกมีโอกาสกลืนปริมาณลมแทรกเข้าไประหว่างจังหวะดูดค่อนข้างมากกว่า จึงควรเน้นย้ำการจับเรอเป็นประจำหลังกินเสร็จ หรือช่วยไล่ลมคั่นระหว่างมื้อตามปริมาณออนซ์ที่แนะนำค่ะ 1
หลักการสังเกตความพึงพอใจของลูกน้อย:
- สัญญาณสบายตัว: หลังดื่มนมหมดขวด หากลูกดูอารมณ์ดี นอนหลับพักผ่อนได้อย่างราบรื่น ตาปรือสงบนิ่ง และไม่มีอาการกระสับกระส่าย แหวะนม แสดงว่าในระบบทางเดินอาหารไม่มีลมค้างอยู่อย่างมีนัยสำคัญ คุณแม่ล้มตัวนอนพร้อมลูกได้เลยค่ะ
- สัญญาณเตือนว่าต้องการความช่วยเหลือ: แต่หากลูกขยับบิดตัวไปมา ร้องไห้กระซิกอารมณ์ไม่ดีหลังอิ่มนม นั่นคือสัญญาณว่าคุณแม่ควรเริ่มใช้ท่าจับลูกเรอเพื่อช่วยเหลือทันทีค่ะ
การจับเรอตามสัญญาณธรรมชาติของลูกจะช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและสร้างความสุขในทุกมื้อนมได้เป็นอย่างดีค่ะ

ต้องจับลูกเรอถึงกี่เดือน สัญญาณว่าลูกพร้อมเลิก
โดยทั่วไป คุณแม่ควรใช้วิธีจับลูกเรออย่างสม่ำเสมอตั้งแต่สัปดาห์แรกคลอดไปจนกระทั่งลูกน้อยมีอายุประมาณ 4 ถึง 6 เดือนค่ะ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่ระบบทางเดินอาหารรวมถึงกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายหลอดอาหารมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากการศึกษาทางการแพทย์ระบุว่า ภาวะกรดไหลย้อนตามธรรมชาติของทารกแรกเกิดมักจะไม่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก และมักไม่พบหลังอายุ 6 เดือนขึ้นไป 3 ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ว่า ทารกส่วนใหญ่จะหยุดแหวะนมเองอย่างสมบูรณ์ภายในอายุ 12 เดือนค่ะ 4
หลังอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป กลไกการประสานงานกลืนของทารกจะพัฒนาทำงานได้อย่างสอดคล้องขึ้น สามารถกลืนลมแทรกเข้าท้องลดลงอย่างชัดเจน และเมื่อระบบย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ้น ประกอบกับความสามารถในการทรงตัวนั่งตรง และเริ่มรับประทานอาหารเสริมตามวัยที่เหมาะสม ทิศทางการป้อนอาหารในแนวตั้งจะช่วยลดการกลืนอากาศย้อนกลับสู่กระเพาะอาหาร คุณแม่จึงสามารถลดความถี่ของการไล่ลมลง และค่อยๆ ยุติการใช้ท่าอุ้มเรอได้ตามสัญญาณพัฒนาการของลูกน้อยค่ะ
สัญญาณว่าลูกอาจไม่ต้องจับเรอแล้ว
คุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณต่อไปนี้ที่บ่งบอกว่าลูกน้อยอาจพร้อมเลิกจับเรอแล้วได้ค่ะ
- อารมณ์ดีและหลับง่ายเป็นปกติ: ลูกไม่งอแงอึดอัดเลยหลังกินเสร็จ สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างผ่อนคลายโดยไม่ต้องช่วยจับไล่ลม
- อัตราการแหวะนมลดลงอย่างเห็นได้ชัด: แทบไม่พบการสำรอกน้ำนมออกมา หรือเกิดขึ้นน้อยครั้งและไม่มีสัญญาณเจ็บปวดใดๆ
- ความสามารถในการเรอด้วยตัวเอง: ลูกสามารถระบายลมเรอออกทางปากได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องการท่าอุ้มช่วยเรอจากคุณแม่แล้วค่ะ
- ต่อต้านขัดขืนเมื่อพยายามจับเรอ: บางครั้งลูกอาจร้องไห้ประท้วง ลูกไม่ยอมกินนม เมื่อเราจับขึ้นพาดบ่าหรือจับนั่งตักหลังกินอิ่ม แสดงว่าร่างกายของเขาพร้อมที่จะจัดการลมเหล่านั้นได้เองแล้วค่ะ
- มีพัฒนาการในการนั่งรับประทานอาหารเสริม: เมื่อลูกอายุพ้น 6 เดือน และสามารถพยุงตัวนั่งกินอาหารเสริมได้ดี ลมจะถูกขับออกไปเองตามทิศทางธรรมชาติเมื่อลูกขยับร่างกาย
หากลูกแสดงพฤติกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง คุณแม่ก็สามารถค่อยๆ ยุติการจับเรอได้เลยค่ะ
เมื่อไหร่ที่คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
แม้การแหวะนมหรือการสำรอกหลังดื่มนมจะเป็นเรื่องตามธรรมชาติของเบบี๋ แต่มีบางสัญญาณเตือนที่ระบุข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าอาจมีความผิดปกติบางประการ และควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อความปลอดภัยค่ะ 4, 5
- ลักษณะการอาเจียนที่รุนแรง: ลูกมีอาการอาเจียนพุ่งออกมาอย่างรุนแรง (Forceful Vomiting) หรืออาเจียนพุ่งบ่อยครั้งสม่ำเสมอ
- สีของสารที่สำรอกผิดปกติ: สำรอกหรือแหวะนมออกมามีสีเขียว สีเหลืองเข้ม หรือมีเลือดปน รวมทั้งลักษณะของของเหลวที่มีลักษณะคล้ายตะกอนกากกาแฟ
- พัฒนาการเจริญเติบโตสะดุด: น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานพฤติกรรมวัย
- พฤติกรรมการกินอาหารแย่ลง: ปฏิเสธไม่ยอมกินนมอย่างกะทันหัน หรือมีภาวะกลืนลำบาก
- อาการทางเดินอาหารอื่นร่วมด้วย: ท้องอืดตึงบวมผิดปกติ ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายดำ หรือถ่ายมีมูกปนเลือด
- อาการทางกายและพฤติกรรมที่น่ากังวล: ร้องโยเยกรีดร้องคล้ายเจ็บปวดทรมานมากผิดปกติ ซึม ไม่ร่าเริง มีไข้ หรือพบลักษณะกระหม่อมบวมตึง
- อาการเพิ่งเริ่มเมื่ออายุมาก: เพิ่งจะเริ่มมีอาการแหวะนมบ่อยๆ หลังอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไป หรืออาการแหวะนมยังคงมีอย่างต่อเนื่องเลยช่วงวัย 12 ถึง 18 เดือนขึ้นไป ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะความเจ็บป่วยอื่นที่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติของระบบย่อยวัยทารกค่ะ 3
ดังนั้น หากคุณแม่สังเกตเห็นอาการร่วมข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจนะคะ แนะนำให้พาลูกน้อยไปรับการวินิจฉัยตรวจประเมินพัฒนาการและสุขภาพโดยกุมารแพทย์อย่างละเอียดเพื่อการดูแลและบำบัดรักษาอย่างรวดเร็วและตรงจุดที่สุดค่ะ

การเลือกใช้ท่าจับลูกเรออย่างเหมาะสมกับจังหวะการกินนม จะช่วยให้เจ้าตัวน้อยสบายตัว ท้องไม่อืด และช่วยให้นอนหลับได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในทุกวันค่ะ นอกจากวิธีจับลูกเรอที่ถูกวิธีแล้ว
โภชนาการจากนมแม่ยังมีส่วนช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี เนื่องจากมีโปรตีนบางส่วนที่ผ่านการย่อยเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก หรือ PHP (Partially Hydrolyzed Proteins) และจุลินทรีย์สุขภาพ บีแล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ และยังมีแหล่งสารอาหารพัฒนาสมองอย่าง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่มีส่วนช่วยสร้างปลอกไมอีลิน ทำให้การส่งสัญญาณประสาทรวดเร็ว ร่วมกับ ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่ช่วยพัฒนาโครงสร้างสมอง พร้อมให้ลูกเรียนรู้เต็มศักยภาพค่ะ

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ให้นม
- วิธีจับลูกเรอ ท่าอุ้มเรอช่วยให้ลูกสบายท้อง หลังลูกอิ่มนม
- คัดเต้านมทำยังไงดี คัดเต้ากี่วันหาย พร้อมวิธีบรรเทาอาการนมคัด
- เจ็บหัวนม หัวนมแตก อาการเจ็บหัวนม ต้องรักษาอย่างไร ให้นมลูกต่อได้ไหม
- ทารกไม่ยอมนอน ลูกงอแงไม่ยอมนอนไม่มีสาเหตุ พร้อมวิธีรับมือ
- วิธีชงนมที่ถูกต้อง พร้อมขั้นตอนการเตรียมน้ำชงนม สำหรับแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- Baby Burping, Hiccups & Spit-Up | HealthyChildren.org (American Academy of Pediatrics)
- How to burp your baby | NHS UK Best Start in Life
- Pediatric Gastroesophageal Reflux Clinical Practice Guidelines: Joint Recommendations of NASPGHAN and ESPGHAN | Journal of Pediatric Gastroenterology and Nutrition
- Spitting up in babies: What's OK, what's not | Mayo Clinic
- Gastroesophageal reflux in children: an updated review | Drugs in Context (Leung AK, Hon KL, 2019)
อ้างอิง ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569