วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด เร่งด่วน ทารกเป็นไข้ ตัวร้อน พร้อมวิธีวัดไข้

วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด เร่งด่วน ทารกเป็นไข้ ตัวร้อน พร้อมวิธีวัดไข้

พ.ย. 28, 2025
11นาที

คนเป็นแม่มักกังวลทุกครั้ง เมื่อลูกตัวรุม ๆ เป็นไข้หรือเปล่า? แล้วจะช่วยลดไข้ให้ลูกสบายตัวขึ้นเร็วที่สุดได้อย่างไร? วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารกต้องใช้วิธีไหน? รับมืออย่างไรเมื่อลูกมีอาการหนาวสั่นตอนมีไข้? และสัญญาณอันตราย อาการไข้แบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอทันที? บทความนี้จะช่วยตอบคำถามคลายกังวลให้คุณแม่สามารถรับมือเมื่อลูกเป็นไข้ ได้อย่างถูกวิธีค่ะ

Listen Transcript

วิธีลดไข้ทารกแรกเกิด เร่งด่วน ทารกเป็นไข้ ตัวร้อน พร้อมวิธีวัดไข้

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมห้ามใช้น้ำเย็นเช็ดตัวลดไข้?

เพราะความเย็นจะทำให้หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังหดตัว ซึ่งจะขัดขวางการระบายความร้อนออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจทำให้เด็กเกิดอาการหนาวสั่น ซึ่งจะยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น แทนที่จะลดลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับทราบวิธีการดูแลที่ถูกต้อง

ลูกมีไข้ สามารถเปิดแอร์หรือพัดลมได้ไหม?

ได้ค่ะ เมื่อลูกมีไข้สามารถเปิดแอร์ได้ แต่ไม่ควรตั้งอุณหภูมิให้เย็นจนเกินไป การเปิดพัดลม ควรตั้งให้ส่ายไปมา ไม่จ่อที่ตัวเด็กโดยตรง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของไข้

อาการชักจากไข้สูงอันตรายแค่ไหน และต้องทำอย่างไร?

แม้จะดูน่ากลัว แต่อาการชักจากไข้สูงในเด็กส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายต่อสมองอย่างถาวร ยกเว้นในบางรายที่มีอาการชักติดต่อกันเป็นเวลานาน หากเกิดขึ้นให้จับลูกนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามนำสิ่งของใด ๆ ใส่ในปาก และรีบเช็ดตัวลดไข้ ควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของอาการชัก

สรุป

  • อุณหภูมิร่างกายที่ถือว่ามีไข้ คือ เมื่อวัดไข้เด็กทางหูหรือหน้าผากได้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือวัดทางปากได้ตั้งแต่ 37.8 องศาเซลเซียส หรือวัดทางรักแร้ได้ตั้งแต่ 37.2-37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • การเช็ดตัวเป็นวิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารกและเด็กที่หลายครอบครัวคุ้นเคยกันดี แต่จากข้อมูลใหม่พบว่า การเช็ดตัวไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ลูกมีไข้ แต่เป็นเพียงทางเลือกที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัวและไข้ลงเร็วขึ้นได้
  • อาการหนาวสั่นในเด็กเล็กเป็นระยะเริ่มต้นของการมีไข้ เป็นกลไกที่ร่างกายทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังหดตัว เพื่อเก็บความร้อนไว้ในร่างกาย เลือดจึงไปเลี้ยงผิวหนังน้อยลง ทำให้ลูกรู้สึกหนาวสั่น
  • หากลูกเป็นไข้แต่ยังสามารถรับประทานอาหารได้ ไม่ซึม เล่นสนุกได้ตามปกติ คุณแม่อาจยังไม่จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์ แต่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกบ่อย ๆ หากพบสัญญาณผิดปกติ เช่น ซึมลง หงุดหงิด หายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

ลูกเป็นไข้หรือเปล่า? วิธีวัดไข้เด็กและอุณหภูมิที่ควรรู้

เวลาที่ลูกตัวร้อนหรือมีอาการตัวรุม ๆ คุณแม่หลายคนคงอดกังวลไม่ได้ว่า "ลูกกำลังจะเป็นไข้หรือเปล่า?" วิธีที่จะช่วยให้แน่ใจได้ก็คือ การวัดไข้ให้ถูกต้อง และเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับวัยของลูกน้อย พร้อมทั้งทำความเข้าใจว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า 'มีไข้' หรือ 'ไข้สูง' เรามาหาคำตอบและคลายความกังวลในเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

วิธีวัดไข้ให้ทารกอย่างถูกต้อง

การวัดไข้เด็กทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นทางรักแร้ ในปาก ในหู หน้าผาก หรือทางทวารหนัก ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและเหมาะกับช่วงอายุที่แตกต่างกันไป เรามาดูวิธีวัดที่ถูกต้องของแต่ละแบบกันดีกว่าค่ะว่าจะต้องทำอย่างไรให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด

  • การวัดไข้ทางรักแร้

เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก เหมาะสำหรับเด็กทุกวัยค่ะ วัดโดยหนีบปลายปรอทไว้กึ่งกลางรักแร้ให้แน่นนาน 2-3 นาที หากใช้ปรอทดิจิตอลวัดนาน 1-2 นาที หรือจนกว่าจะมีเสียงเตือน ข้อควรระวัง การวัดไข้ทางรักแร้เป็นวิธีที่ใช้เวลานาน และหากเด็กขยับตัวจนปรอทเคลื่อน อาจทำให้ค่าที่วัดได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

  • การวัดไข้ทางหู

เป็นวิธีที่รวดเร็วและแม่นยำ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไปค่ะ ดึงใบหูไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อให้รูหูอยู่ในแนวตรง จากนั้นจึงสอดเครื่องวัดเข้าไป ใช้เวลาเพียง 2-3 วินาที และควรวัดซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้งเพื่อหาค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม ค่าที่วัดได้อาจไม่แม่นยำหากใช้ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 เดือนเพราะรูหูยังเล็กเกินไป หรือในเด็กที่มีขี้หูอุดตัน

  • การวัดไข้ทางทวารหนัก

เป็นวิธีที่ให้ผลใกล้เคียงกับอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายที่สุด เหมาะสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีค่ะ โดยทาวาสลีนที่ปลายปรอท แล้วสอดเข้าไปในทวารหนักลึกประมาณ 1 นิ้ว และจับปรอทไว้แน่น ๆ นาน 2 นาทีค่ะ วิธีนี้ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างสูง หรือทำโดยแพทย์เพื่อป้องกันการฉีกขาด และต้องจับปรอทให้มั่นคงไม่ให้ไหลลึกเข้าไป

  • การวัดไข้ทางปาก

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป ที่สามารถอมปรอทได้อย่างถูกวิธีค่ะ โดยวางปลายปรอทไว้ใต้ลิ้นและอมไว้ 3 นาที ข้อควรระวัง ก่อนวัด 10-15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำร้อนหรือน้ำเย็น และขณะวัดไม่ควรหายใจทางปาก เพราะอาจทำให้ค่าคลาดเคลื่อนได้ค่ะ วิธีนี้ไม่เหมาะกับเด็กเล็กเพราะเสี่ยงกัดปรอทแตกได้

  • การวัดไข้ทางผิวหนัง (หน้าผาก)

เป็นอีกวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว เหมาะกับทุกวัย ควรเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผากให้แห้งก่อน แล้วแปะแถบวัดไข้ลงไป รอประมาณ 15 วินาทีจนตัวเลขปรากฏขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจให้ผลที่ไม่แม่นยำนัก และค่าที่ได้อาจคลาดเคลื่อนได้ง่ายค่ะ

 

อุณหภูมิเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "มีไข้" และ "ไข้สูง"?

ตามคำแนะนำการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีไข้ ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ได้ให้คำจำกัดความของอาการไข้ไว้ว่า การมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ ถือว่ามีไข้เมื่อวัดไข้เด็กทางหูหรือหน้าผากได้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส หรือวัดทางปากได้ตั้งแต่ 37.8 องศาเซลเซียส หรือวัดทางรักแร้ได้ตั้งแต่ 37.2-37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปค่ะ

กรณีลูกมีไข้สูงพิจารณาจาก เมื่อวัดไข้เด็กแล้วอุณหภูมิตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปค่ะ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนชัดเจน เกี่ยวกับการลดไข้เพื่อการป้องกันการชัก แต่แนวทางการดูแลที่พ่อแม่ควรทำในเบื้องต้นก็คือ การลดไข้ให้ลูกเร็วที่สุด เพราะหากลูกมีไข้สูงต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอาการชักได้ โดยเฉพาะกับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี เพราะหากเคยมีอาการชักแล้ว เด็กมีโอกาสที่จะชักซ้ำได้อีก มากกว่าเด็กปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาการชักจากไข้สูง จะมีลักษณะ ตาค้าง ไม่รู้สึกตัว ชักเกร็งทั้งตัว และชักไม่เกิน 5 นาที เมื่อคุณพ่อคุณแม่พบอาการชักดังกล่าว ควรรีบให้เด็กนอนตะแคง เพื่อป้องกันเศษอาหารอุดกั้นทางเดินหายใจ และรีบพาไปพบแพทย์โดยทันที ห้ามนำของแข็งหรือช้อนเข้าปากเด็กโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้ แต่ให้ใช้ผ้านุ่มใส่ปากกรณีที่เด็กมีการกัดลิ้นแทนค่ะ

 

เช็ดตัวลดไข้ลูก

 

วิธีลดไข้เร็วที่สุด ทารก และเด็กเบื้องต้นที่บ้าน

แนวทางใหม่ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีไข้ ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำว่า หัวใจสำคัญของการดูแลเมื่อลูกมีไข้ ไม่ใช่การทำให้อุณหภูมิลดลงจนเป็นปกติเสมอไป แต่คือการดูแลให้ลูก รู้สึกสบายตัวเป็นหลักค่ะ หมายความว่า หากลูกยังสบายดี ร่าเริง เล่นได้ กินได้ และไม่ซึม คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากจนเกินไปค่ะ การตัดสินใจเลือก วิธีลดไข้เร็วที่สุด ทารก และเด็ก ควรพิจารณาร่วมกับอาการอื่น ๆ และภาวะทั่วไปของเด็ก

วิธีเช็ดตัวลดไข้ ที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด

วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก คุณแม่สามารถเช็ดตัวให้ลูกน้อยได้ ซึ่งการเช็ดตัวเป็น วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก และเด็กที่หลายครอบครัวคุ้นเคยกันดี และปฏิบัติกันมายาวนาน แต่จากข้อมูลใหม่พบว่า การเช็ดตัวไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ลูกมีไข้ แต่เป็นเพียงทางเลือกที่จะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัวและไข้ลดลงได้เร็ว โดยการเช็ดตัวควรทำเมื่อ ลูกมีไข้สูงและแสดงอาการไม่สบายตัวอย่างเห็นได้ชัด หรือใช้เป็นการดูแลเบื้องต้นที่บ้านก่อนพาลูกไปพบแพทย์

วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก ด้วยการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธีจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายของลูกได้ดีขึ้น โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

  1. เตรียมตัว: ปิดแอร์ ถอดเสื้อผ้าของลูกออก และใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาด
  2. เริ่มจากใบหน้าและลำคอ: เช็ดเบา ๆ ที่ใบหน้า ลำคอ และซอกคอ อาจวางพักผ้าไว้บนหน้าผากและลำคอสักครู่ จากนั้นเช็ดต่อที่หน้าอกและลำตัว
  3. เช็ดแขนและขา: เช็ดแขนและขาทีละข้าง โดยให้เช็ดในทิศทางย้อนรูขุมขน คือเช็ดจากปลายมือเข้าหารักแร้ และจากปลายเท้าเข้าหาขาหนีบ แล้วพักผ้าไว้ตามข้อพับต่าง ๆ
  4. เช็ดหลัง: ให้ลูกนอนตะแคงแล้วเช็ดบริเวณหลัง โดยเช็ดไล่จากช่วงล่างขึ้นมาถึงคอ
  5. ซับตัวให้แห้ง: เมื่อเช็ดตัวทั่วแล้ว ให้ซับตัวลูกให้แห้งและสวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว

 

ข้อควรรู้และข้อควรระวังในการเช็ดตัวลดไข้

การเช็ดตัวลดไข้ ควรใช้เวลาประมาณ 30 นาที และหมั่นเปลี่ยนน้ำอุ่นบ่อย ๆ หลังจากเช็ดตัวเสร็จแล้วประมาณ 15-30 นาที ให้ลองวัดไข้ซ้ำอีกครั้งเพื่อดูว่าอุณหภูมิลดลงหรือไม่ หากไข้ไม่ลดให้เช็ดตัวซ้ำอีกครั้ง หากไข้ยังไม่ลดลงอีก ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์นะคะ

นอกจากนี้ วิธีลดไข้เร็วที่สุด ทารกแรกเกิดและเด็ก ไม่ควรเช็ดหรือถูตัวแรง ๆ เพราะจะทำให้ลูกเจ็บและตกใจกลัว รวมถึงห้ามใช้น้ำเย็นจัด น้ำแข็ง หรือแอลกอฮอล์เด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ลูกหนาวสั่นจนร่างกายยิ่งผลิตความร้อนเพิ่มขึ้น และแอลกอฮอล์ยังอาจซึมเข้าผิวหนังจนเป็นอันตรายได้ค่ะ

 

การดูแลอื่น ๆ ขณะลูกมีไข้

การดูแลเมื่อลูกมีไข้ ยังสามารถทำร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้ลูกรู้สึกสบายขึ้น ดังนี้

  • ให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากร่างกายในขณะที่มีไข้ และช่วยให้อุณหภูมิร่างกายลดลง
  • ให้ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่ควรห่มผ้าหนา ใส่เสื้อผ้าหนา หรืออึดอัดเกินไป เพราะร่างกายอาจระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร
  • พักผ่อนในห้องที่มีอากาศถ่ายเท หรืออยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจนเกินไป

 

รับมืออย่างไรเมื่อลูกมี "อาการหนาวสั่น" ร่วมกับมีไข้?

มาทำความรู้จักอาการหนาวสั่นร่วมกับมีไข้เกิดจากอะไร และสิ่งที่ต้องทำทันที วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก เมื่อลูกมีอาการหนาวสั่น ควรทำอย่างไร มาดูกันเลยค่ะ

ทำไมลูกถึงหนาวสั่นตอนมีไข้?

อาการหนาวสั่นในเด็กเล็กเป็นระยะเริ่มต้นของการมีไข้ เป็นกลไกที่ร่างกายจะทำ 2 อย่างพร้อมกันคือ สั่งให้กล้ามเนื้อสั่น เพื่อสร้างพลังงานความร้อน และทำให้หลอดเลือดที่ผิวหนังหดตัว เพื่อเก็บความร้อนไว้ในร่างกายค่ะ

การที่หลอดเลือดหดตัวนี่เองที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังน้อยลง ผิวของลูกโดยเฉพาะปลายมือปลายเท้าจึงเย็นลงและทำให้ลูกรู้สึกหนาวสั่น ทั้ง ๆ ที่อุณหภูมิร่างกายกำลังสูงขึ้น โดยอาการอาการหนาวสั่น จะหายไปเมื่ออุณหภูมิร่างกายขึ้นไปถึงระดับที่ต้องการ และถึงแม้ลูกจะหยุดสั่น แต่ก็ยังคงมีไข้อยู่ค่ะ โดยอาการหนาวสั่นอาจแค่ 2-3 นาที หรือนานเป็นชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกมีอาการหนาวสั่นมีไข้ อาจเกิดจาก

  • การติดเชื้อ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • การตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น หลังจากการฉีดวัคซีน หรือการแพ้ยาบางชนิด
  • ภาวะขาดน้ำ เกิดจากการอาเจียน เด็กท้องเสีย หรือร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป
  • การบาดเจ็บ บาดแผลติดเชื้อหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อ

 

สิ่งที่ "ต้องทำ" ทันทีเมื่อลูกหนาวสั่น

สิ่งที่ต้องทำในการดูแลเมื่อลูกมีไข้หนาวสั่น เมื่อไหร่ควรหยุดเช็ดตัว ควรห่มผ้าหนา ๆ เพิ่มความอบอุ่นหรือไม่ ควรนอนเปิดแอร์หรือเปิดพัดลมไหม นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรับมืออย่างถูกต้อง ด้วยวิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก ลดอาการหนาวสั่น สำหรับทารกและเด็ก ดังนี้

  1. หยุดเช็ดตัวทันที เมื่อลูกหนาว เพราะหากเช็ดตัวแล้วหนาวสั่นจะยิ่งทำให้ไข้สูงขึ้นได้
  2. ห่มผ้าให้ลูกและใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาเกินไป เลือกผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อให้ลูกรู้สึกสบายตัว
  3. จัดห้องให้อากาศถ่ายเทสะดวก เปิดหน้าต่างหรือประตู เปิดพัดลม แต่ควรระวังอย่าให้เป่าที่ตัวลูกโดยตรง หากใช้เครื่องปรับอากาศ ควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ไม่เย็นเกินไป
  4. ให้ลูกนอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง และช่วยลดการเผาผลาญในร่างกาย
  5. ดื่มน้ำมาก ๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อลดไข้ และป้องกันการขาดน้ำ

 

สัญญาณอันตราย อาการไข้แบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอทันที

หากลูกเป็นไข้แต่ยังสามารถรับประทานอาหารได้ ไม่ซึม เล่นสนุกได้ตามปกติ คุณแม่ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์นะคะ แต่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก เพราะไข้สูงในเด็กอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ หากพบอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที

  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน: แม้จะมีไข้เพียงเล็กน้อย ก็ควรพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่แข็งแรง อาการไข้เล็กน้อยอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อร้ายแรงได้
  • เด็กอายุ 3-6 เดือน: นอกจากไข้แล้ว หากเด็กมีอาการซึมลง หงุดหงิด หรือร้องไห้มากผิดปกติ
  • เด็กอายุ 6-24 เดือน: หากไข้ไม่ลดลงภายใน 1 วัน
  • เด็กอายุ 2-17 ปี: หากไข้สูงนานเกิน 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้น

นอกจากนี้ หากลูกน้อยมีไข้ร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงข้อเดียว ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะเจ็บป่วยรุนแรงได้ค่ะ

 

อาการทางระบบประสาทและพฤติกรรม

  • ซึมลงมาก เฉื่อยชา หรือปลุกตื่นยากผิดปกติ
  • ร้องไห้ไม่หยุด ร้องเสียงแหลมสูง หรือร้องแบบไม่มีสาเหตุ
  • หงุดหงิด กระสับกระส่าย มากกว่าที่เคยเป็น
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • คอแข็ง ปวดคอ หรือขยับคอลำบาก
  • กระหม่อม สำหรับเด็กเล็ก อาจมีลักษณะโป่งนูนหรือบุ๋มลงไป

 

อาการระบบหายใจและไหลเวียนเลือด

  • หายใจลำบาก หายใจเร็วจนชายโครงบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดัง
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บ เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำหรือม่วง

 

อาการด้านการเคลื่อนไหวและอื่น ๆ

  • แขนขาอ่อนแรง ไม่ยอมขยับ หรือทรงตัวไม่อยู่ นั่งฟุบลง
  • มีผื่น หรือจุดสีม่วงคล้ายรอยช้ำ ที่กดแล้วสีไม่จางลง
  • น้ำลายไหลตลอดเวลา
  • ปวดท้องรุนแรง

 

เด็กบางรายอาจมีไข้แต่ไม่มีน้ำมูก เมื่อลูกน้อยมีไข้ วิธีลดไข้ เร็วที่สุดทารก คุณพ่อและคุณแม่ควรหมั่นวัดอุณหภูมิ และอาจทำการเช็ดตัวลดไข้เพื่อช่วยระบายความร้อน หากลูกมีไข้สูงหรือเกิน 38.5 องซาเซลเซียสขึ้นไป คุณแม่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือคุณแม่ไม่สบายใจให้รีบพาไปพบแพทย์ และอย่าลืมดูแลสุขภาพของคุณแม่เองด้วยนะคะ เมื่อต้องอดนอนเพื่อเฝ้าไข้ลูกน้อย อาจทำให้คุณแม่เจ็บป่วยตามไปด้วยค่ะ

อย่างที่ทราบกันดีว่า นมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายที่ดีที่สุดสำหรับทารก ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายของลูกกำลังต่อสู้กับไข้ ระบบภูมิคุ้มกันต้องทำงานหนักกว่าปกติ การมีภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่แข็งแรงจึงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น นมแม่ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีโพรไบโอติกตามธรรมชาติอย่าง บีแล็กทิส (B. lactis) หนึ่งในจุลินทรีย์สุขภาพ กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม ที่มีบทบาทเสริมเกราะภูมิคุ้มกันของลำไส้ ซึ่งเป็นด่านแรกในการป้องกันเชื้อโรค ช่วยให้ร่างกายรับมือกับไข้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ ดังนั้น เพื่อให้ลูกน้อยแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย จึงควรให้ลูกน้อยได้กินนมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน หรือกินนมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยจนถึง 2 ขวบจะยิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นมแม่ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง ด้วยสารอาหารบำรุงสมองหลายชนิด รวมทั้ง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบในน้ำนมแม่ค่ะ สารอาหารตัวนี้ช่วยสร้างและเชื่อมต่อเครือข่ายในสมองของลูกให้แข็งแรง ช่วยให้เด็กเจนใหม่สมองไวได้มากกว่าที่คิด ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะยาวของลูกรักได้อย่างดีเยี่ยม

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. เช็ดตัวลดไข้ ต้องใช้น้ำร้อน หรือน้ำเย็น, Empower Living โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน
  2. เมื่อลูกเป็นหวัด มีไข้ ดูแลอย่างไรให้หายดี?, โรงพยาบาลพญาไท 1
  3. เป็นไข้ 38.5 องศา รู้สึกร้อน สามารถไปอยู่ในห้องแอร์ได้ไหม, Pobpad
  4. ภาวะชักจากไข้, โรงพยาบาลเมดพาร์ค
  5. อาการชักจากไข้สูง พ่อแม่ควรระวัง (Febrile Convulsion), โรงพยาบาลพญาไท 2
  6. การวัดไข้อย่างไรให้ถูกวิธี, โรงพยาบาลสมิติเวช
  7. ลูกตัวร้อน พ่อแม่ควรดูแลอย่างไร?, PobPad
  8. คำแนะนำการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีไข้, ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
  9. ไข้สูงในเด็ก คุณพ่อคุณแม่รับมืออย่างไรดี?, โรงพยาบาลศิครินทร์
  10. ลูกมีไข้ ลดไข้อย่างไรให้ถูกวิธีและปลอดภัย, โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
  11. อยากให้ลูกหายไข้ นี่คือวิธีเช็ดตัวลดไข้ ป้องกันเด็กชักจากไข้สูง, โรงพยาบาลพญไท 3
  12. คลินิกไข้สูง, โรงพยาบาลเพชรรัตน์
  13. หนาวสั่น (Chills), HDmall

 

อ้างอิง ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2568