วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อย เมื่อลูกไอแห้งๆ ไม่มีไข้ ดูแลอย่างไร
คำถามที่พบบ่อย
ลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เกิดจากอะไร?
ส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเคืองของทางเดินหายใจส่วนล่าง จนทำให้ลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ค่ะ สาเหตุพบบ่อยคือโรคกรดไหลย้อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดระบุว่า กรดในกระเพาะอาจไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอแบบเงียบๆ โดยไม่มีอาการแสบร้อนกลางอก 2 รวมถึงโรคหลอดลมอักเสบ ควันบุหรี่ ฝุ่น และอากาศแห้งเย็น หากลูกยังกินนม ดื่มน้ำ และหายใจปกติ มักไม่น่ากังวลค่ะ คุณแม่ดูแลด้วยวิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยเบื้องต้นได้ง่ายๆ แค่ให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอและจัดสภาพแวดล้อมให้สะอาด แต่หากลูกไอเกิน 3 สัปดาห์ ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ
ลูกไอตอนกลางคืน ไม่มีไข้ มีวิธีแก้อย่างไร?
มักเกิดจากเสมหะหรือน้ำมูกไหลลงคอจนเกิดการระคายเคือง ซึ่งจากการศึกษาทางการแพทย์ระบุว่า น้ำมูกที่ไหลลงคอจากภาวะภูมิแพ้จมูกหรือไซนัสอักเสบ สามารถส่งผลให้เกิดอาการไอเรื้อรังตามมาได้ค่ะ 2
นอกจากนี้อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญก็คือ อากาศภายในห้องนอนที่แห้งจนเกินไป สำหรับวิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยในกรณีนี้ คุณแม่สามารถดูแลได้โดยการเลือกใช้เครื่องทำความชื้น ช่วยปรับอุณหภูมิห้องให้อยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งดูแลจัดห้องนอนให้สะอาดสะอ้าน ให้ลูกน้อยได้ดื่มน้ำอุ่นก่อนเข้านอน และช่วยปรับยกหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อยค่ะ แต่หากคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกรักยังมีอาการไอนานเกิน 3 สัปดาห์ แนะนำว่าควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ค่ะ
ลูกไอแบบไหน ควรพาไปพบแพทย์?
หากลูกไอนานเกิน 3 สัปดาห์ ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ 3 แต่ถ้าหายใจลำบาก ต้องรีบพาไปห้องฉุกเฉินหรือโทรสายด่วน 1669 ทันที สัญญาณอันตรายที่คุณแม่ต้องระวัง ได้แก่ ไอเกิน 3 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจเร็วหรือมีเสียงวี้ด ริมฝีปากเขียวคล้ำ สำลักจนกลืนไม่ได้ มีไข้สูงร่วม หรือไอจนอาเจียนหรือตัวเขียวค่ะ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเสริมว่าไอนานกว่า 2-3 สัปดาห์ก็ควรพบแพทย์แล้วค่ะ 2 โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนที่ไอร่วมกับมีไข้ ควรพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
สรุป
- การไอเป็นกลไกธรรมชาติเพื่อขับเสมหะและสิ่งระคายเคือง ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ จากการศึกษาพบว่าเด็กเล็กอาจไอจากการติดเชื้อได้ถึง 8 ครั้งต่อปี และแต่ละครั้งนานประมาณ 10 วัน 2
- วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยที่บ้านทำได้โดยเปิดเครื่องทำความชื้น ให้ดื่มน้ำหรือนมให้พอ เลี่ยงควันและฝุ่น จัดท่านอนให้เหมาะสม และควบคุมอุณหภูมิห้องไว้ประมาณ 25 องศาเซลเซียส
- กรณีลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ มักเกิดจากทางเดินหายใจระคายเคือง กรดไหลย้อน หรือสิ่งแวดล้อม ส่วนไอกลางคืนมักเกิดจากเสมหะไหลลงคอหรืออากาศแห้ง แก้ไขโดยปรับสภาพห้องและหนุนนอนหัวสูงเล็กน้อย
- ควรพาไปพบแพทย์ทันทีหากไอนานเกิน 3 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบากหรือมีเสียงวี้ด ริมฝีปากเขียวคล้ำ มีไข้สูงร่วม หรือสำลักจนกลืนไม่ได้ โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนควรพบกุมารแพทย์ทันที
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- สาเหตุของอาการไอในลูกน้อย เกิดจากอะไรได้บ้าง
- ลักษณะอาการทารกไอ เด็กไอแบบไหนมีความเสี่ยง
- ลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เกิดจากอะไรและดูแลอย่างไร
- ลูกไอตอนกลางคืน ไม่มีไข้ มีวิธีแก้ลูกไอตอนกลางคืนอย่างไร
- ลูกมีอาการไอ เป็นภูมิแพ้หรือเปล่า สังเกตอย่างไร
- วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยเบื้องต้นที่บ้าน
- ลูกไอแบบไหน คุณแม่ควรพาไปพบแพทย์
สาเหตุของอาการไอในลูกน้อย เกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการลูกไอไม่หยุดในเด็กทารกและเด็กเล็กส่วนใหญ่ มักมีชนวนเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคหวัดธรรมดา ที่ทำให้ลูกเกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จนเกิดการระคายคอและต้องไอออกมาในที่สุดค่ะ
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดในเด็กได้อธิบายไว้ว่า แท้จริงแล้วการไอเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยปกป้องร่างกายของลูกน้อย โดยจะช่วยขับเอาเสมหะ สิ่งระคายเคือง รวมถึงเชื้อโรคต่างๆ ออกจากระบบทางเดินหายใจ 2 ด้วยเหตุนี้ คุณแม่จึงไม่ควรพยายามระงับอาการไอของลูกในทันทีด้วยการซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจไปรบกวนกลไกการขับเชื้อโรคตามธรรมชาติของร่างกายได้ และหากจำเป็นต้องใช้ยา ก็ควรอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดค่ะ ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่คุณแม่พบบ่อย สามารถแบ่งตามลักษณะอาการได้ดังนี้ค่ะ
1. การติดเชื้อทางเดินหายใจ
การติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการไอในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจเกิดการอักเสบ มีเสมหะ และระคายเคืองจนกระตุ้นการไอ จากการศึกษาระบุว่าเด็กมีอาการเป็นหวัดเฉลี่ย 5 ถึง 8 ครั้งต่อปี 3 เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้ง่ายและต้องค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแต่ละชนิดค่ะ
อาการที่พบ:
- ไอแห้งในช่วงแรก แล้วค่อยมีเสมหะตามมา มี
- มีน้ำมูก คัดจมูก
- ไข้ต่ำ และอ่อนเพลีย
วิธีดูแลเบื้องต้น:
หากลูกมีน้ำมูกร่วมด้วย คุณแม่สามารถดูแลด้วยวิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยเบื้องต้นโดยการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อลดความเหนียวของเสมหะ และให้ดื่มน้ำหรือนมให้เพียงพอ ซึ่งส่วนใหญ่อาการไอจากการติดเชื้อไวรัสจะดีขึ้นเองภายใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องใช้ยาอย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้น มีไข้สูง หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ค่ะ
2. โรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนในเด็กเป็นภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร และอาจเข้าสู่หลอดลมจนกระตุ้นการระคายเคืองทำให้เกิดอาการไอ โดยเฉพาะในช่วงนอนกลางคืน จากการศึกษาทางการแพทย์ระบุว่าในเด็กบางคน สาเหตุของอาการไอเรื้อรังเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ และอาจเกิดขึ้นแบบเงียบๆ โดยไม่มีอาการแสบร้อนกลางอก 2
อาการที่พบ:
- ไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เรื้อรัง โดยเฉพาะตอนนอนหรือหลังกินอาหาร
- แหวะนมบ่อยในเด็กเล็ก
- เสียงแหบ ปฏิเสธอาหาร น้ำหนักขึ้นช้า
- นอนหลับไม่สนิท
วิธีดูแลเบื้องต้น:
- ให้ลูกกินมื้อเล็กแต่บ่อย
- ไม่ให้นอนทันทีหลังกินอาหารอย่างน้อย 30 นาที
- จัดท่านอนยกหัวเตียงสูงเล็กน้อย
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นกรด เช่น อาหารรสจัดในเด็กโต
หากคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจเป็นกรดไหลย้อน ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยค่ะ
3. โรคหอบหืด
โรคหอบหืดในเด็กเป็นภาวะที่หลอดลมเกิดการอักเสบเรื้อรัง บวม และไวต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้ทางเดินหายใจตีบลง เด็กจึงหายใจลำบาก มีเสียงวี้ด และไอเรื้อรัง จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และหอบหืดในเด็กระบุว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เป็นหอบหืดจะมีทางเดินหายใจอักเสบหรือบวม ซึ่งมักทำให้เกิดเสียงหายใจวี้ด แต่บางครั้งอาการเดียวที่มีคืออาการไอที่แย่ลงจากการติดเชื้อไวรัส หรืออาการไอที่เกิดขึ้นขณะที่ลูกหลับ หรืออาจถูกกระตุ้นจากการออกกำลังกายและอากาศเย็น 2
อาการที่ต้องสังเกต:
- ไอเรื้อรังโดยเฉพาะตอนกลางคืน
- หายใจมีเสียงวี้ด หายใจเร็วผิดปกติ
- หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ เหนื่อยง่ายเวลาเล่น
- อาการแย่ลงเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ควันบุหรี่ หรืออากาศเย็น
หากสงสัยว่าลูกอาจเป็นหอบหืด ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจประเมินและรับการรักษาที่เหมาะสม โดยการควบคุมสิ่งแวดล้อมและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลค่ะ
4. โรคไอกรน
โรคไอกรน หรือ Whooping Cough เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis หรือ B. pertussis) ที่ทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมอักเสบรุนแรง มีอาการไอเป็นชุดยาวนาน และอาจรุนแรงจนเด็กตัวเขียว หยุดหายใจ หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ
การไอจะเริ่มจากอาการคล้ายหวัดในสัปดาห์แรก แล้วค่อยพัฒนาเป็นการไอเป็นชุดยาว ตามด้วยเสียงหายใจเข้าดังคล้ายเสียง "วู้ป" และอาจอาเจียนหลังไอ
อาการที่พบในเด็ก
- ไอเป็นชุดยาวต่อเนื่อง หายใจเข้ามีเสียง "วู้ป" หรือเสียงครืดคราด
- ตัวเขียวขณะไอ อาเจียนหลังไอ
- ในทารกอาจมีอาการหยุดหายใจชั่วขณะ
คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากสงสัยว่าลูกเป็นโรคนี้ เพราะต้องการการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและบางครั้งต้องนอนโรงพยาบาล โดยการป้องกันที่ดีที่สุดคือการให้ลูกรับวัคซีนตามกำหนดค่ะ
5. ภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม
ภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการไอเรื้อรังในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีพันธุกรรมเป็นภูมิแพ้ในครอบครัว
สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย:
- ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์
- เกสรดอกไม้
- ควันบุหรี่ มลพิษ และสารเคมีในบ้าน
จากการศึกษาระบุว่าการสัมผัสควันบุหรี่และมลพิษอื่นๆ เช่น ควันจากการเผาไม้ มลพิษทางอากาศ และไอเสียจากยานพาหนะ สามารถทำให้เกิดอาการไอ และอาจทำให้อาการไอที่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืดหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แย่ลงได้ค่ะ 2
อาการที่พบในเด็กที่เป็นภูมิแพ้:
- ไอเรื้อรังโดยเฉพาะตอนเช้าหรือกลางคืน
- คันจมูก จาม มีน้ำมูกใส
- คันตา ตาแดง
- อาการแย่ลงเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น
วิธีดูแลเบื้องต้น:
- ทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอ
- ซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์
- หลีกเลี่ยงพรมและตุ๊กตาขนยาว
- ไม่สูบบุหรี่ในบ้านหรือใกล้ลูก
หากสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้ ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดค่ะ
ลักษณะอาการทารกไอ เด็กไอแบบไหนมีความเสี่ยง
แม้คุณแม่จะรู้สึกกังวลใจทุกครั้งที่ได้ยินลูกน้อยไอ แต่รู้ไหมคะว่าการไอเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยขับเสมหะออกจากปอด หรือช่วยเคลียร์เสมหะจากด้านหลังลำคอให้โล่งขึ้นค่ะ 3 เพื่อความอุ่นใจ เรามาเรียนรู้ลักษณะอาการไอแต่ละแบบกันดีกว่าค่ะ โดยสามารถจัดกลุ่มอาการไอออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1: ไอตามลักษณะเสมหะ
ลูกไอแบบมีเสมหะ (Wet cough)
อาการไอแบบมีเสมหะเกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจมีการติดเชื้อ ร่างกายจึงผลิตเสมหะออกมามากเพื่อขับเชื้อโรคออกไปค่ะ คุณแม่จะได้ยินเสียงเสมหะครืดคราดในลำคอหรือในอกของลูกชัดเจน ซึ่งพบบ่อยในโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ และโรคหวัดธรรมดา
การไอแบบนี้ถือเป็นกลไกที่ดีของร่างกายนะคะ เบื้องต้นคุณแม่ดูแลได้ง่ายๆ ด้วยการให้ลูกดื่มน้ำอย่างเพียงพอเพื่อช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลง และอาจใช้ลูกยางดูดเสมหะในจมูกช่วยในกรณีที่หนูยังเป็นเด็กเล็กค่ะ
ลูกไอแห้ง (Dry cough)
อาการไอแห้ง คือ การไอที่ไม่มีเสมหะ มักเกิดจากการระคายเคืองในลำคอหรือทางเดินหายใจค่ะ
สาเหตุยอดฮิตพบบ่อย ได้แก่
- โรคหลอดลมอักเสบในระยะแรก
- กรดไหลย้อน
- ภูมิแพ้
- การสัมผัสควันบุหรี่
- อากาศที่แห้งเย็น
โดยเจ้าตัวเล็กจะไอเป็นชุดๆ โดยไม่มีเสียงเสมหะปนอยู่เลย หากคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ และมีอาการนานเกิน 3 สัปดาห์ แนะนำว่าควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กหาสาเหตุอย่างละเอียดนะคะ

กลุ่มที่ 2: ไอตามช่วงเวลา
ลูกไอตอนกลางคืน (Nighttime cough)
อาการไอกลางคืนพบบ่อยในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่มีสาเหตุดังนี้
- เสมหะหรือน้ำมูกไหลลงคอขณะนอนราบ
- อากาศในห้องนอนแห้งหรือเย็นจัด
- ภาวะภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ และโรคหอบหืด
ซึ่งอาจทำให้ลูกตื่นกลางดึกหรือไอจนนอนไม่หลับ สำหรับวิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยแบบนี้ คุณแม่สามารถช่วยปรับสภาพห้องนอนให้มีความชื้นพอเหมาะ จัดท่านอนให้หนุนหัวสูงขึ้นเล็กน้อย และให้ลูกดื่มน้ำอุ่นก่อนนอนก็จะช่วยให้หนูน้อยสบายตัวขึ้นค่ะ
ลูกไอตอนกลางวัน (Daytime cough)
หากลูกมักจะไอเฉพาะตอนกลางวัน มักเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวค่ะ เช่น
- ฝุ่น ควัน อากาศที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด
- เกสรดอกไม้ มลพิษทางอากาศ
- การวิ่งเล่นออกกำลังกายในเด็กที่เป็นโรคหอบหืด
โดยลูกจะไอเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้นเฉพาะ และอาการจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่สะอาด คุณแม่ดูแลได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านี้และจัดบ้านให้สะอาดสะอ้านอยู่เสมอค่ะ
กลุ่มที่ 3: ไอร่วมกับอาการอื่น
ลูกไอและมีไข้ (Cough with fever)
อาการไอร่วมกับไข้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าร่างกายกำลังติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจค่ะ พบบ่อยในโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และหลอดลมอักเสบ เจ้าตัวเล็กจะมีไข้ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย และอาจมีน้ำมูกร่วมด้วย
เบื้องต้นคุณแม่ควรหมั่นวัดอุณหภูมิและให้ยาลดไข้ตามที่กุมารแพทย์แนะนำพร้อมสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด แต่หากลูกไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดลง ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ
ลูกไอและอาเจียน (Cough with vomiting)
อาการไอจนอาเจียนพบบ่อยในโรคไอกรน การติดเชื้อไวรัสบางชนิด หรือในกรณีที่เด็กไอแรงมาก จนไปกระตุ้นกลไกการอาเจียนค่ะ ลูกอาจมีอาการอาเจียนหลังไอ ร่วมกับไข้ น้ำมูก หรืออ่อนเพลีย
สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องระวังคือภาวะขาดน้ำนะคะ แนะนำให้ลูกดื่มน้ำหรือดื่มน้ำเกลือแร่ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรทีละน้อยแต่บ่อย และหากหนูยังคงอาเจียนซ้ำๆ หลายครั้ง ต้องพาไปพบแพทย์เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ
กลุ่มที่ 4: ไอที่เป็นสัญญาณอันตราย
ลูกไอกรน (Whooping cough)
อาการไอกรนจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่คุณแม่สังเกตได้ชัดคือ ลูกจะไอเป็นชุดๆ ยาวต่อเนื่องกันอย่างรุนแรง แล้วตามด้วยเสียงหายใจเข้าดังคล้ายเสียง "วู้ป"
โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจ ซึ่งเด็กอาจไอหนักจนตัวเขียว หยุดหายใจ หรืออาเจียนหลังไอได้ โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาการนี้จัดเป็นอันตรายร้ายแรงที่คุณแม่ต้องพาลูกรักไปพบแพทย์ทันทีห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาดค่ะ
ลูกไอเสียงวี้ด (Cough with wheezing)
หากลูกไอแล้วมีเสียงวี้ดแหลมๆ แทรกออกมา นั่นบ่งบอกว่าทางเดินหายใจส่วนล่างกำลังตีบลง ทำให้อากาศผ่านได้ลำบากค่ะ สาเหตุพบบ่อย ได้แก่
- โรคหอบหืด
- โรคหลอดลมฝอยอักเสบในทารก
- อาการแพ้ที่รุนแรง
โดยมีสิ่งกระตุ้นหลักคือ อากาศเย็น ควันบุหรี่ การออกกำลังกาย หรือการติดเชื้อไวรัส ลูกมักจะมีอาการหายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม และเหนื่อยง่ายร่วมด้วย หากได้ยินเสียงวี้ดแบบนี้เมื่อไหร่ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินทันทีค่ะ
ลูกไอเรื้อรัง (Persistent cough)
หากลูกรักมีอาการไอนานติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ จะถือว่าเป็นอาการไอเรื้อรังแล้วค่ะ สาเหตุพบบ่อยมักมาจาก
- โรคหอบหืด ภูมิแพ้
- ไซนัสอักเสบ
- กรดไหลย้อน ไอกรน
- การติดเชื้อในปอดที่ยังหายไม่ขาด
เด็กอาจไอเรื้อรังพร้อมมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำมูก เสียงวี้ด หรือหายใจลำบาก ในกรณีนี้คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ
ลูกไอเพราะสิ่งแปลกปลอม (Sudden cough)
หากจู่ๆ ลูกเกิดอาการไอขึ้นมาทันทีอย่างรุนแรงและไม่มีปี่มีขลุ่ย ให้คุณแม่สงสัยเรื่องการสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าทางเดินหายใจไว้ก่อนเลยค่ะ เช่น ของเล่นชิ้นเล็ก เมล็ดถั่ว หรือเศษอาหาร เด็กจะไอติดต่อกันไม่หยุด หายใจมีเสียงดัง หายใจลำบาก และอาจเริ่มมีอาการตัวเขียวคล้ำ ซึ่งนี่คือภาวะฉุกเฉินขั้นสุดที่คุณแม่ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลในทันทีค่ะ
ลูกไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เกิดจากอะไรและดูแลอย่างไร?
อาการไอแห้งๆ ที่ไม่มีเสมหะและไม่มีไข้ร่วมด้วย เป็นปัญหาที่คุณแม่หลายท่านกังวล โดยเฉพาะเมื่อลูกไอเรื้อรังนานเป็นสัปดาห์
ส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเคืองของลำคอและทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งอาจมีสาเหตุดังนี้
- ภาวะกรดไหลย้อนแบบเงียบ
- โรคหลอดลมอักเสบในระยะเริ่มต้น
- ภูมิแพ้
- การสัมผัสควันและฝุ่น
- สภาพอากาศที่แห้งเย็นเกินไป
หากอาการไอเป็นเวลานาน โดยเฉพาะถ้าแย่ลงตอนกลางคืน หรือเกิดจากการที่ลูกวิ่งเล่น อาจเป็นสัญญาณของโรคหอบหืด 3 คุณแม่จึงต้องสังเกตลักษณะการไอและสิ่งกระตุ้นอย่างใกล้ชิด หากลูกยังกินนม ดื่มน้ำ และหายใจปกติโดยไม่มีเสียงวี้ดในลำคอ มักไม่ใช่เรื่องน่ากังวลทันที
วิธีดูแลบรรเทาอาการไอแห้งที่ไม่มีไข้ในลูกน้อยที่ทำได้ที่บ้าน
- ให้ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอในทุกวัน
- ในเด็กที่ยังกินนมแม่อยู่ ให้กินนมแม่ตามปกติเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
- ในเด็กโตให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันจากภายใน
- จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสูดดมฝุ่นและควันบุหรี่
- ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอนเพื่อลดอากาศแห้ง
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนช่วยซ่อมแซมร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกัน
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศเย็นเป็นเวลานาน เพราะอากาศเย็นอาจกระตุ้นการหดตัวของหลอดลม
หากอาการไอแห้งของลูกไม่ดีขึ้น และเริ่มกระทบสุขภาพหรือการนอน คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องตามสาเหตุ
ลูกไอตอนกลางคืน ไม่มีไข้ มีวิธีแก้ลูกไอตอนกลางคืนอย่างไร
อาการไอตอนกลางคืนเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก สาเหตุเบื้องต้นมักเกิดจากการที่อากาศในห้องนอนมีความแห้งหรือเย็นเกินไป ทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคือง รวมถึงเสมหะหรือน้ำมูกที่ไหลลงคอขณะนอนราบ จากการศึกษาพบว่าน้ำมูกที่ไหลลงคอที่เกิดจากภาวะภูมิแพ้จมูกหรือไซนัสอักเสบ สามารถทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ 2
อีกสาเหตุสำคัญที่ต้องระวังคือโรคหอบหืด ซึ่งในทางการแพทย์อธิบายว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เป็นหอบหืดจะมีทางเดินหายใจอักเสบหรือบวม ซึ่งมักทำให้เกิดเสียงหายใจวี้ด แต่บางครั้งอาการเดียวที่มีคืออาการไอที่แย่ลงจากการติดเชื้อไวรัส หรืออาการไอที่เกิดขึ้นขณะที่ลูกหลับ 2 คุณแม่จึงควรสังเกตว่าลูกไอกลางคืนพร้อมเสียงวี้ดหรือหายใจลำบากหรือไม่ ถ้ามีร่วมด้วยควรพบแพทย์
วิธีบรรเทาอาการลูกไอตอนกลางคืน ไม่มีไข้
- ทำความสะอาดห้องนอนสม่ำเสมอ จัดของให้เป็นระเบียบ ไม่รก เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี
- ปรับอุณหภูมิห้องนอนให้อยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ไม่หนาวเย็นจนเกินไป
- ใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอนหากอากาศแห้ง เพราะอากาศที่มีความชื้นจะช่วยให้เสมหะในจมูกไม่แห้งและทางเดินหายใจไม่แห้ง 1
- ให้ลูกดื่มน้ำอุ่นเพียงพอก่อนนอน หลีกเลี่ยงน้ำเย็น
- ยกหัวเตียงของลูกให้สูงขึ้นเล็กน้อยด้วยหมอนหนุนใต้ที่นอน เพื่อช่วยลดการไหลของเสมหะลงคอ
- ทำความสะอาดผ้าปูที่นอนและตุ๊กตาด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์ เพื่อกำจัดไรฝุ่น และหลีกเลี่ยงการใช้พรมหรือผ้าม่านหนาในห้องนอน
- หากลูกมีอาการน้ำมูกร่วม การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือก่อนนอนช่วยลดการไหลของน้ำมูกลงคอ ทำให้ลูกหลับสบายขึ้น
หากไอกลางคืนยังคงเรื้อรังนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือเริ่มกระทบการนอนของลูกอย่างชัดเจน ควรพากุมารแพทย์ตรวจหาสาเหตุ
ลูกมีอาการไอ เป็นภูมิแพ้หรือเปล่า สังเกตอย่างไร
หากลูกมีอาการไอเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ ร่วมกับมีน้ำมูกใสๆ ไหลตลอด คุณแม่อาจสงสัยว่าลูกกำลังป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะภูมิแพ้จมูก ในทางการแพทย์อธิบายว่าน้ำมูกที่ไหลลงคอจากภาวะภูมิแพ้จมูกหรือไซนัสอักเสบ สามารถทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้ นอกจากนั้นการไอยังช่วยปกป้องร่างกายของลูก ด้วยการนำเสมหะ สิ่งระคายเคือง และเชื้อโรคออกจากระบบทางเดินหายใจ 2 คุณแม่ควรสังเกตอาการร่วมที่บ่งบอกถึงโรคภูมิแพ้ ดังนี้
อาการร่วมที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้
- จามบ่อย โดยเฉพาะตอนเช้าหรือเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น
- คันตา คันจมูก คันลำคอ
- มีน้ำมูกใสๆ ไหลตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเจออากาศเย็นหรือฝุ่น
- ไอแห้งเรื้อรัง ไม่มีไข้
- ตาแดง ตาบวม ขอบตาคล้ำ
- หายใจทางปากเนื่องจากจมูกตัน นอนกรน นอนไม่สนิท
- อาจมีผื่นคันที่ผิวหนัง
สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย
- ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์
- เกสรดอกไม้ เชื้อรา
- ควันบุหรี่ และอากาศเย็น
คุณแม่สังเกตว่าอาการของลูกแย่ลงเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้นใด เพื่อช่วยให้กุมารแพทย์วินิจฉัยได้ดีขึ้น หากสงสัยว่าลูกอาจเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง คุณแม่ควรพากุมารแพทย์ตรวจประเมินและทำการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อให้รู้สาเหตุที่ชัดเจนและรับการรักษาที่เหมาะสม
วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยเบื้องต้นที่บ้าน
วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยที่บ้านมีหลายวิธีที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย โดยไม่ต้องพึ่งยาในช่วงแรก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ยาแก้ไอและยาแก้หวัดชนิดรับประทานที่ขายโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้รับประทาน อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อเด็กเล็ก เพราะความเสี่ยงในการใช้ยาเหล่านี้มีมากกว่าประโยชน์ในการลดอาการหวัด 1
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่ควรได้รับยาแก้ไอและยาแก้หวัดที่ขายโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ รวมถึงยาลดน้ำมูก เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร 3 คุณแม่จึงควรเริ่มจากวิธีดูแลที่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก

ดูแลความชื้นในห้อง
การจัดความชื้นในห้องเป็นวิธีบรรเทาอาการไอที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพราะอากาศแห้งทำให้เยื่อบุจมูกและลำคอระคายเคือง กระตุ้นการไอ
วิธีจัดการความชื้น
- ใช้เครื่องทำความชื้น เพราะอากาศที่มีความชื้นจะช่วยให้เสมหะในจมูกไม่แห้งและทางเดินหายใจไม่แห้ง
- เปิดเครื่องอุ่นน้ำเป็นเวลาสักครู่ก็ช่วยให้อากาศไม่แห้งได้
- ให้ลูกนั่งในห้องน้ำและสูดไอน้ำอุ่นจากฝักบัว 1
- เปิดเครื่องทำความชื้นในห้องนอนตอนกลางคืน รักษาระดับความชื้นที่ 40-60%
- ทำความสะอาดเครื่องสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา
ให้ลูกดื่มนมหรือน้ำอย่างเพียงพอ
การให้ลูกดื่มน้ำหรือนมอย่างเพียงพอเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลเด็กที่ไอ เพราะของเหลวช่วยให้เสมหะเหลวขึ้น ขับออกง่ายขึ้น และลดการระคายเคืองในลำคอ
- ในเด็กที่ยังกินนมแม่: คุณแม่ให้ลูกกินนมแม่ตามต้องการ เพราะนมแม่ช่วยทั้งให้น้ำและเสริมภูมิคุ้มกัน
- ในเด็กโต: ให้ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ น้ำซุปอุ่น หรือน้ำผลไม้เจือจาง
- เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป: หากลูกอายุเกิน 1 ปี ลองให้ดื่มน้ำมะนาวอุ่นผสมน้ำผึ้ง 3 สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ให้ใช้น้ำผึ้ง 2 ถึง 5 มิลลิลิตร ตามต้องการ เพราะน้ำผึ้งจะช่วยให้เสมหะเหลวลงและคลายอาการไอ 1
อย่างไรก็ตาม ห้ามให้น้ำผึ้งกับทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี เพราะอาจทำให้เกิดโรคโบทูลิซึมในทารก (Botulism) ซึ่งเป็นโรคที่ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทอาจส่งผลเป็นอันตรายถึงชีวิต 1 ดังนั้นน้ำผึ้งใช้ได้กับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปเท่านั้น
หลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน และสิ่งระคายเคือง
ฝุ่น ควัน และสิ่งระคายเคืองในสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยกระตุ้นการไอที่สำคัญในเด็ก จากการศึกษาระบุว่าการสัมผัสควันบุหรี่และมลพิษอื่นๆ เช่น ควันจากการเผาไม้ มลพิษทางอากาศ และไอเสียจากยานพาหนะ สามารถทำให้เกิดอาการไอและอาจทำให้อาการไอที่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืดหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้แย่ลง 2
วิธีจัดการสภาพแวดล้อม
- ไม่สูบบุหรี่ในบ้านและไม่ให้ใครสูบใกล้ลูก
- หลีกเลี่ยงการพาลูกไปสถานที่ที่มีฝุ่นเยอะ
- ปิดประตูหน้าต่างช่วงที่มลพิษทางอากาศสูง
- ใช้เครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องกรองอากาศในห้องนอน
- ดูดฝุ่นและซักผ้าปูที่นอนน้ำร้อนทุกสัปดาห์
- เลี่ยงสัตว์เลี้ยงในห้องนอนหากลูกมีอาการแพ้
จัดท่านอนให้เหมาะสม
การจัดท่านอนอย่างเหมาะสมช่วยลดอาการไอตอนกลางคืนของลูกได้ดี เพราะท่านอนราบทำให้เสมหะและน้ำมูกไหลลงคอกระตุ้นการไอ
- ในทารก: คุณแม่ให้นอนหงายในที่นอนแข็ง ไม่มีหมอน ตามหลักการป้องกัน Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) แต่อาจใช้หมอนหนุนใต้ที่นอนเพื่อยกหัวเตียงสูงเล็กน้อย
- ในเด็กโต: อาจใช้หมอนหนุนหัวสูงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้น้ำมูกไม่ไหลลงคอ
การจัดสภาพห้องนอนให้เย็นสบายในระดับ 24-26 องศาเซลเซียส ก็ช่วยลดการระคายเคืองของทางเดินหายใจ และการให้ลูกอยู่ในท่าตั้งตรงประมาณ 15-30 นาทีหลังให้นม ช่วยลดการไหลย้อนของน้ำนม ลดอาการไอจากการสำลัก
ดูแลอุณหภูมิห้องให้สบาย
อุณหภูมิห้องที่เหมาะสมช่วยลดการระคายเคืองของทางเดินหายใจของลูก
แนวทางจัดอุณหภูมิห้อง
- ปรับเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส
- หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์เย็นจัดเกินไป เพราะอากาศเย็นจัดอาจกระตุ้นการหดตัวของหลอดลม โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นหอบหืด
- ห้องนอนควรอากาศถ่ายเทดีแต่ไม่มีลมโกรกถูกตัวลูกโดยตรง
- ในฤดูหนาวให้ลูกใส่เสื้อผ้าอุ่นพอดี ไม่ห่มผ้ามากเกินไปจนทำให้เด็กร้อน เพราะการเหงื่อออกแล้วเจออากาศเย็นอีกครั้งอาจกระตุ้นการไอ
การรักษาอุณหภูมิที่สม่ำเสมอตลอดทั้งคืนช่วยให้ลูกหลับสนิทและลดอาการไอที่กระทบการนอน
สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
การสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเด็กที่ไอ โดยคุณแม่ควรบันทึกลักษณะการไอของลูกเพื่อช่วยในการประเมินอาการ เช่น
- ลูกไอแห้งหรือมีเสมหะ
- ไอบ่อยช่วงไหน
- ไอเสียงดังหรือมีเสียงวี้ด
- มีไข้หรือน้ำมูกร่วมด้วยหรือไม่
- ลูกยังคงกินนม ดื่มน้ำ และนอนหลับได้ตามปกติไหม
ทั้งนี้ หากอาการหวัดไม่ได้รบกวนลูก ลูกยังคงร่าเริง เล่นได้ปกติ และนอนหลับสบาย ก็อาจแปลว่าพวกเขายังสบายดี 1 ดังนั้นการสังเกตว่าลูกยังมีกิจวัตรประจำวันเป็นปกติหรือไม่ จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการตัดสินใจว่าควรพาไปพบแพทย์เมื่อไร
การบรรเทาอาการไอของลูกแยกตามวัย
การดูแลอาการไอของลูกแบ่งวิธีตามวัยได้ดังนี้
สำหรับเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 1 ปี)
ให้กินนมแม่ตามต้องการ เพราะนมแม่เสริมภูมิคุ้มกันและให้ของเหลวพอ
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ 2-3 หยดต่อรูจมูกตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อลดความเหนียวของน้ำมูก
- ใช้ลูกยางดูดเสมหะออกอย่างเบามือ
- จัดท่าให้ลูกตั้งตรงประมาณ 15-30 นาทีหลังให้นม เพื่อลดการไหลย้อนของน้ำนม
- ปรับอุณหภูมิห้องให้สบาย ใช้เครื่องทำความชื้นหากอากาศแห้ง
- ห้ามให้น้ำผึ้ง ห้ามซื้อยาแก้ไอ หรือยาแก้หวัดเองโดยเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงต่อโรคโบทูลิซึมในทารกและผลข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ
สำหรับเด็กโต (อายุ 1 ปีขึ้นไป)
- ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ งดน้ำเย็น
- หากอายุเกิน 1 ปีสามารถใช้น้ำผึ้ง 2-5 มิลลิลิตรเพื่อช่วยคลายอาการไอ
- งดอาหารรสจัด แนะนำให้กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย
- ทำร่างกายให้อบอุ่น อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่หนาวเย็นจนเกินไป
- ให้รับประทานยาตามที่กุมารแพทย์จัดให้เท่านั้น

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี
สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) แนะนำว่า เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี คุณแม่ไม่ควรซื้อยาแก้ไอมาให้ลูกใช้เอง จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น 3
ลูกไอแบบไหน คุณแม่ควรพาไปพบแพทย์
แม้ส่วนใหญ่อาการไอของลูกจะดีขึ้นเองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางกรณีต้องการการตรวจประเมินจากแพทย์ คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เมื่อพบสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ต้องการการรักษา
หากลูกไอนานเกิน 3 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์ 3 ในกรณีฉุกเฉิน ควรพาไปห้องฉุกเฉินหรือโทรสายด่วน 1669 ทันที หากลูกหายใจลำบาก เพราะต้องการการรักษาเร่งด่วนที่โรงพยาบาล 3 ผู้เชี่ยวชาญเสริมว่าอาการไอที่นานกว่า 2 ถึง 3 สัปดาห์ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ 2
สัญญาณที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที ได้แก่
- ไอนานต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์
- ไอแล้วมีเสมหะปนเลือดหรือเสมหะข้นมาก
- หายใจเร็วผิดปกติ หายใจมีเสียงวี้ดหรือเสียงครืดคราด
- หน้าอกบุ๋มหรือกล้ามเนื้อใต้ซี่โครงดึงเข้าทุกครั้งที่หายใจ
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือผิวรอบปากมีสีเขียวคล้ำหรือเทา
- สำลักจนกลืนอาหารหรือน้ำลายไม่ได้
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสร่วมกับอาการไอ
- ไอจนอาเจียนซ้ำหลายครั้ง
- ไอจนตัวเขียวหรือหยุดหายใจชั่วขณะ
- มีเสียงหายใจเข้าดังคล้ายเสียง "วู้ป" ซึ่งบ่งบอกถึงโรคไอกรน
สัญญาณฉุกเฉินที่ต้องไปห้องฉุกเฉินหรือโทรสายด่วน 1669 ทันที
- ลูกหายใจลำบากอย่างชัดเจน หายใจเร็วผิดปกติ
- หน้าอกบุ๋มลึก
- ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ
- ซึมลงผิดปกติ ปลุกตื่นยาก
- สำลักจนหายใจไม่ได้
โดยเฉพาะในทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนที่มีอาการไอร่วมกับไข้หรือหายใจผิดปกติ คุณแม่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที เพราะระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ การไอในกลุ่มอายุนี้อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรง สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กังวลเรื่องการดูแลสุขภาพลูก สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คำถามเรื่องลูก ที่คุณแม่มือใหม่ ควรรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและดูแลลูกน้อยให้ดีที่สุด
อาการไอในลูกน้อยเป็นเรื่องที่คุณแม่ทุกท่านต้องเจอ ไม่ว่าจะไอแห้ง ไอกลางคืน หรือไอจากภูมิแพ้ การไอเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยขับเสมหะและสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป แต่ควรสังเกตอาการใกล้ชิด หากพบสัญญาณผิดปกติให้พาลูกพบกุมารแพทย์ทันที วิธีบรรเทาอาการไอของลูกน้อยที่บ้าน คือ จัดความชื้นห้อง ดื่มน้ำหรือนมแม่ หลีกเลี่ยงควันและฝุ่น จัดท่านอนเหมาะ ส่วนใหญ่อาการไอดีขึ้นเองใน 1-2 สัปดาห์

คุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมสุขภาพลูกน้อย ด้วยการให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมสะอาด พักผ่อนพอ ให้รับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และรับวัคซีนตามกำหนด พื้นฐานสำคัญคือระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ โดยเฉพาะในวัยทารก นมแม่เป็นแหล่งรวมสารอาหารล้ำค่าในการพัฒนาสมองอย่าง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin), ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่ช่วยส่งสัญญาณประสาทมีประสิทธิภาพ พร้อมจุลินทรีย์สุขภาพ บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยพัฒนาภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เสริมให้ลูกแข็งแรงพร้อมเรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ค่ะ

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่
- ลูกท้องเสียให้กินอะไรดี ลูกท้องเสียกี่วันหาย อาการแบบไหนเรียกรุนแรง
- ทารกไม่ถ่ายกี่วันผิดปกติ ทารกตดบ่อย ลูกน้อยควรกินอะไรให้ขับถ่ายง่าย
- ทารกอุจจาระเป็นเม็ดมะเขือ อุจจาระเป็นเม็ด พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้น
- วิธีนวดท้องให้ทารกถ่าย สำหรับลูกน้อยที่ท้องผูก ไม่ยอมถ่ายหลายวัน
- ลูกปวดท้องตรงสะดือเป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากอะไร พร้อมวิธีดูแลทารกปวดท้อง