สายสะดือทารก สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน พร้อมวิธีทำความสะอาด
คำถามที่พบบ่อย
สะดือจุ่น (Umbilical Hernia) คืออะไร และอันตรายหรือไม่?
สะดือจุ่น คือภาวะที่มีก้อนนูนหรือบวมปรากฏขึ้นบริเวณสะดือ ของทารก ซึ่งมักจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อลูกน้อยร้องไห้ ไอ หรือเบ่งอุจจาระ โดยทั่วไปแล้วมักไม่เป็นอันตราย และไม่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกเจ็บปวด โดยสะดือจุ่นส่วนใหญ่จะหายไปได้เองภายในช่วงอายุ 3 ถึง 5 ปี หากทารกมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวด กดเจ็บ หรือมีหนองไหล ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับคำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลค่ะ
ถ้าสายสะดือลูกหลุดก่อนเวลา ควรทำอย่างไร?
โดยปกติแล้ว สายสะดือของทารกจะเริ่มจากมีสีขาวขุ่นและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนแห้งเป็นสีดำและหลุดไปเองในช่วงวันที่ 11 หลังคลอด แต่หากสายสะดือหลุดก่อนหรือหลังจากช่วงเวลานี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใดค่ะ สิ่งสำคัญคือ หลังสะดือหลุดแล้วยังต้องดูแลทำความสะอาดตามคำแนะนำของคุณหมออย่างต่อเนื่อง จนกว่าบริเวณสะดือจะแห้งสนิทและหายเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น มีเลือดไหลออกมามากผิดปกติ ควรรีบพาไปพบคุณหมอทันทีค่ะ
ขณะเช็ดทำความสะอาดสายสะดือ ลูกจะเจ็บไหม?
คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเจ็บเวลาเช็ดทำความสะอาดสะดือค่ะ เนื่องจากสายสะดือส่วนที่เหลือยื่นออกมาประมาณ 1-2 นิ้วและถูกผูกไว้หลังคลอดนั้น ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นการเช็ดทำความสะอาดจึงไม่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด การที่ลูกร้องส่วนใหญ่มักเป็นปฏิกิริยาต่อความเย็นของแอลกอฮอล์ ที่สัมผัสกับผิวหนังเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการดูแลสะดือให้สะอาดและแห้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบจนกว่าสายสะดือจะหลุดและแผลหายเป็นปกติค่ะ
สรุป
- สะดือใกล้หลุดจะสังเกตได้จาก สะดือของลูกจะเริ่มแห้งจากส่วนปลายลงมาและมีสีคล้ำขึ้น ซึ่งมักจะเกิดในช่วงประมาณ วันที่ 4-10 หลังคลอด
- สะดือเด็กจะเริ่มหลุดออกไปหลังคลอดได้ 11 วันเป็นต้นไป และในช่วง วันที่ 14-18 หลังคลอด สะดือของลูกก็จะหายดีเป็นปกติเมื่อสะเก็ดแผลหลุดออกหมด
- การทำความสะอาดสายสะดือ ให้ใช้คอตตอนบัดหรือสำลีก้าน ชุบแอลกอฮอล์ 70% พอหมาด โดยเริ่มจาก เช็ดสายสะดือจากโคนไปจนถึงปลาย ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จากนั้นเช็ดรอบ ๆ โคนสะดือ โดยเช็ดวนจากด้านในออกมาด้านนอก เพื่อให้มั่นใจว่าสะดือสะอาดและปลอดภัยจากการติดเชื้อ
- หลังจากสะดือหลุด หากยังเห็นรอยแฉะหรือความชื้นเล็กน้อยตรงกลางสะดือ ให้คุณแม่ เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70% อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสะดือจะแห้งสนิทและกลายเป็นผิวหนังปกติ ที่สำคัญคือห้ามใช้แป้งฝุ่น โรยบริเวณรอบสะดือเด็ดขาด เพราะความชื้นที่รวมกับแป้งจะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- หากคุณแม่สังเกตเห็นอาการที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อที่สะดือ เช่น มีอาการบวมแดง มีหนองซึม มีเลือดไหลออกมามากเกินไป หรือ สะดือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ควรรีบพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- ทำความเข้าใจ "สายสะดือ" ของทารกแรกเกิด
- วิธีทำความสะอาดสะดือลูกน้อยหลังคลอด (ก่อนสายสะดือหลุด)
- สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน สะดือเด็กกี่วันหลุด?
- สะดือหลุดแล้วดูแลยังไง? วิธีดูแลและทำความสะอาดสะดือทารกที่ถูกต้อง
- สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน ปัญหาที่พบบ่อยหลังสะดือหลุด
- สัญญาณอันตราย สะดืออักเสบหรือติดเชื้อแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอ
- ข้อดี ข้อเสีย ของการตัดสายสะดือช้าลง
ทำความเข้าใจ "สายสะดือ" ของทารกแรกเกิด
หลังลูกน้อยลืมตาดูโลก สายสะดือที่เชื่อมกับคุณแม่ก็จะถูกตัดและผูกอย่างเรียบร้อย ส่วนที่ยังคงติดอยู่กับลูกน้อย จะเรียกว่า "ตอสายสะดือ" (Umbilical Stump) ซึ่งส่วนใหญ่จะยังมีคลิปหนีบติดอยู่ด้วย ในวันแรก ๆ ตอสายสะดือจะมีลักษณะสี ขาวขุ่น และคุณแม่อาจจะสังเกตเห็น เส้นเลือดดำแห้งอยู่ภายใน คุณหมอจะทำการเอาคลิปหนีบนี้ออก ก่อนที่คุณแม่และลูกน้อยจะกลับบ้านค่ะ จากนั้นตอสายสะดือก็จะเริ่มกระบวนการตามธรรมชาติ คือการค่อย ๆ แห้งเหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีดำ ก่อนจะหลุดออกไปเองในที่สุดค่ะ
วิธีทำความสะอาดสะดือลูกน้อยหลังคลอด (ก่อนสายสะดือหลุด)
การดูแลความสะอาดสะดือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยคุณแม่สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้ง่าย ๆ ค่ะ
- ล้างมือให้สะอาด: ก่อนสัมผัสหรือทำความสะอาดสะดือของลูกน้อยเสมอ
- เตรียมอุปกรณ์: ใช้คอตตอนบัดหรือสำลีก้าน ชุบแอลกอฮอล์ 70% พอหมาด
- เช็ดสายสะดือ: เช็ดจากโคนสะดือไปจนถึงปลาย ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (เช็ดเพียงเที่ยวเดียวแล้วเปลี่ยนคอตตอนบัดใหม่ทันที)
- เช็ดรอบโคนสะดือ: ใช้คอตตอนบัดอันใหม่ เช็ดรอบ ๆ โคนสะดือ โดยเช็ดจากด้านในวนออกมาด้านนอก (เช็ดเที่ยวเดียวแล้วเปลี่ยนคอตตอนบัดใหม่)
- ปล่อยให้แห้ง: เมื่อเช็ดทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้ปล่อยสะดือไว้ให้แห้งไปเอง ไม่ต้องเช็ดหรือเป่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสะดือลูกน้อยให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ เพราะหากทำความสะอาดได้ไม่ดีหรือมีความชื้นสะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ง่ายค่ะ
สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน สะดือเด็กกี่วันหลุด?
คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ การที่สายสะดือของลูกน้อยจะค่อย ๆ แห้งและหลุดไปเองนั้นเป็นเรื่องปกติ และมีขั้นตอนที่สังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
ช่วงเวลาโดยประมาณ | ลักษณะของสายสะดือ | สิ่งที่คุณแม่ควรทราบ/ทำ |
| วันที่ 1 | สายสะดือที่เพิ่งถูกตัดจะยังเปียกและมีสีขาว คุณหมอจะใช้คลิปพลาสติกหนีบไว้ | ทำความสะอาดตามที่คุณหมอแนะนำเสมอ |
| วันที่ 4-10 | สายสะดือจะเริ่มมีลักษณะแห้งลงจากส่วนปลาย และจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น หรือ สีคล้ำ แต่ส่วนโคนอาจจะยังดูแฉะ ๆ อยู่บ้าง | นี่คือสัญญาณว่าสะดือกำลังจะหลุดแล้วค่ะ หมั่นทำความสะอาดตามคำแนะนำจากคุณหมออย่างสม่ำเสมอ |
| วันที่ 11 เป็นต้นไป | สายสะดือจะเริ่มหลุดออกไปเองในที่สุด บางครั้งอาจเหลือติ่งเล็ก ๆ ไว้บ้าง และบริเวณโคนสะดืออาจมีน้ำเหลืองใส ๆ ซึมออกมาเล็กน้อย | ไม่ต้องตกใจหากเห็นน้ำเหลืองซึม ให้ทำความสะอาดตามคำแนะนำจากคุณหมอค่ะ และหลังจากนั้นจะเริ่มมีการตกสะเก็ด |
| วันที่ 14 - 18 | สะเก็ดจะหลุดออกหมด | สะดือของลูกน้อยก็จะหายดีเป็นปกติแล้วค่ะ |
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสะดือลูกน้อย คือการ พับผ้าอ้อมลง หรือใส่ให้ ต่ำกว่าสะดือ และสายสะดือเสมอ เพื่อป้องกันความอับชื้นจากผ้าอ้อมมาสัมผัสกับสะดือค่ะ อย่างไรก็ตาม หากคุณสังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติ เช่น มีหนองออกมาจากสะดือ มีรอยแดงที่ฐานสะดือขยายวงกว้าง หรือลูกร้องไห้มาก เมื่อถูกบริเวณสะดือ นั่นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ เพื่อตรวจดูอาการทันทีนะคะ

สะดือหลุดแล้วดูแลยังไง? วิธีดูแลและทำความสะอาดสะดือทารกที่ถูกต้อง
แม้ว่าสายสะดือจะหลุดไปแล้ว แต่การดูแลบริเวณสะดืออย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมาก จนกว่าแผลจะหายสนิทกลายเป็นผิวหนังปกติ ซึ่งคุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนเหล่านี้ค่ะ
- ทำความสะอาดเป็นประจำ: ให้คุณแม่ทำความสะอาดสะดือลูกอย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะหลังการอาบน้ำ
- เช็ดให้แห้งเสมอ: สิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง รักษาสะดือให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณขอบสะดือ อย่าให้มีน้ำขัง
- เช็ดด้วยแอลกอฮอล์: หลังจากสะดือหลุดออกไปแล้ว คุณแม่อาจจะยังเห็นรอยแฉะ ๆ หรือความชื้นเล็กน้อยอยู่ตรงกลางสะดือ ให้เช็ดทำความสะอาดสะดือด้วยแอลกอฮอล์ 70% ต่อเนื่องจนกว่าเนื้อบริเวณตรงกลางสะดือจะแห้งสนิทและกลายเป็นผิวหนังปกติ
- ห้ามโรยแป้งหรือสารเคมี: ไม่ควรใช้แป้งฝุ่น โลชั่น หรือสารเคมีใด ๆ บริเวณรอบสะดือเด็ดขาด เพราะความชื้นที่จับตัวกับผลิตภัณฑ์ที่คุณแม่ใช้ อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายค่ะ
สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน ปัญหาที่พบบ่อยหลังสะดือหลุด
คุณแม่มือใหม่ที่สงสัยว่าสะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน คือ ในช่วงประมาณวันที่ 4-10 สะดือของลูกจะเริ่มแห้งจากส่วนปลายลงมาและมีสีคล้ำขึ้น ค่ะ หลังจากนั้นสะดือก็จะหลุดออกไป แม้จะหลุดแล้ว การดูแลทำความสะอาดตามคำแนะนำของคุณหมอเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อป้องกันปัญหาที่พบบ่อยหลังสะดือหลุด เช่น การมีน้ำเหลืองซึม ข้อมูลในส่วนนี้จะช่วยให้คุณแม่ทราบถึงอาการที่ควรสังเกตและรู้วิธีการรับมืออย่างถูกต้อง เพื่อให้การดูแลสะดือลูกเป็นไปอย่างมั่นใจและราบรื่นค่ะ
สะดือหลุดแต่ยังไม่แห้ง เป็นแบบไหน
หลังจากที่สายสะดือหลุดออกไปหมดแล้ว บริเวณโคนสะดืออาจจะยังมีน้ำเหลืองใส ๆ หรือมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องกังวลค่ะ ในช่วงนี้ คุณแม่ยังคงต้อง เช็ดทำความสะอาดสะดือลูกตามคำแนะนำของคุณหมอด้วยแอลกอฮอล์ 70% อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสะดือจะแห้งสนิทดี โดยส่วนใหญ่แล้ว จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ สะดือของทารกก็จะแห้งไปเองและกลายเป็นผิวหนังปกติค่ะ
สะดือลูกยังไม่หลุดแต่มีเลือดออก ผิดปกติไหม
การมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยบริเวณโคนสะดือ เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป ไม่ได้หมายถึงความผิดปกติเสมอไปค่ะ
เลือดที่ซึมออกมาเพียงเล็กน้อยมักมีสาเหตุมาจากการที่สายสะดือส่วนที่กำลังจะหลุดนั้นไป เกี่ยวหรือเสียดสีกับสิ่งของ เช่น ถูกเสื้อผ้า หรือถูก ขอบผ้าอ้อมถูไถ ไปมา หากสะดือมีเลือดออกซึมเพียงเล็กน้อย ให้คุณแม่ทำความสะอาดและดูแลให้แห้งตามปกติ แต่ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติหรือไหลไม่หยุด ควรพาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาคุณหมอทันทีค่ะ
สะดือแฉะ หรือมีติ่งเนื้อ (Umbilical Granuloma)
หลังจากที่สายสะดือหลุดออกไปแล้ว ในเด็กทารกบางรายอาจเกิดภาวะ ติ่งเนื้อที่สะดือ (Umbilical Granuloma) ขึ้นมาได้ค่ะ ซึ่งลักษณะของติ่งเนื้อจะมีลักษณะเป็น ก้อนเนื้อเล็ก ๆ สีชมพู สีแดง หรือสีที่ผิดไปจากผิวหนังปกติ อยู่บริเวณสะดือ บางครั้งอาจมีน้ำเหลืองซึมออกมาจากก้อนเนื้อนี้ ทำให้สะดือดูแฉะ
- การดูแลเบื้องต้น: ติ่งเนื้อที่สะดือนี้ อาจจะหายได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีขนาดเล็ก ดังนั้น สิ่งสำคัญคือให้คุณแม่ดูแลบริเวณสะดือให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอตามคำแนะนำของคุณหมอ
อย่างไรก็ตาม ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอเพื่อตรวจดูติ่งเนื้อดังกล่าว เพราะหากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ หรือไม่หายไปเองคุณหมออาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้ติ่งเนื้อแห้งและหลุดไปได้เร็วขึ้นค่ะ
สัญญาณอันตราย สะดืออักเสบหรือติดเชื้อแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอ
สะดือของทารกแรกเกิดคือส่วนที่เชื่อมต่อกับรกมารดา ซึ่งหลังคลอดจะถูกตัดและผูกไว้ สายสะดือจะค่อย ๆ แห้งและหลุดไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในช่วงเวลานี้คือช่วงที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุดค่ะ
ทารกติดเชื้อทางสายสะดือได้ไหม
สะดือของลูกน้อยสามารถติดเชื้อได้ค่ะ เนื่องจากสายสะดือประกอบด้วยเส้นเลือดและผิวหนังบริเวณรอบ ๆ สะดือยังมีความเปราะบาง ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ทำความสะอาดได้ไม่ดี หรือ สะดืออยู่ในสภาพที่อับชื้น เชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกก็จะสะสมและเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อที่สะดือ ควรรีบพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการดูแลที่ถูกต้องจากคุณหมอค่ะ
- บวมแดงรอบสะดือ: มีอาการบวมและผิวหนังรอบ ๆ สะดือมีสีแดงลามขยายวงกว้าง อย่างชัดเจน
- มีหนอง: มีหนองสีเหลืองซึมออกจากสะดือ หรือมีเลือดไหลออกมามากเกินไป
- มีกลิ่นเหม็น: สะดือมีกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดปกติ
การดูแลสะดือลูกน้อยให้แห้งและสะอาดอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อ และทำให้สะดือหายสนิทได้เร็วขึ้นค่ะ
ข้อดี ข้อเสีย ของการตัดสายสะดือช้าลง
มีการศึกษาพบว่า การตัดสายสะดือให้ทารกหลังคลอดช้าออกไป 30 วินาทีถึง 3 นาที ส่งผลให้เด็กจะได้รับเลือดค่อนข้างมาก จึงช่วยป้องกันภาวะซีด ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด ย่อมได้รับประโยชน์มากขึ้น การตัดสายสะดือช้าลงยังทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและปอดเด็กได้มากขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันเลือดออกในโพรงสมองได้ถึงร้อยละ 55 เลยค่ะ
- ปริมาณเลือดที่เด็กได้รับผ่านทางสายสะดือ
การที่ทารกได้รับประโยชน์จากการรอตัดสายสะดือนั้น มีที่มาจากปริมาณเลือดที่ไหลเวียนระหว่างรกกับทารก ดังนี้
- เมื่อทารกแรกคลอด เลือดจากรกจะส่งมาให้ทารก ร้อยละ 33 ทำให้ปริมาณเลือดของทารกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 67
- เมื่อ ผ่านไป 1 นาที ปริมาณเลือดที่ลดลงจากรกจะอยู่ที่ร้อยละ 20 ทำให้เด็กได้รับเลือดเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 80
- ช่วงตัดสายสะดือ หลัง 1 นาที พบว่าทารกได้รับเลือดเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 87
- ตารางเปรียบเทียบ ข้อดีและข้อเสียของการตัดสายสะดือช้าลง
ข้อดี | ข้อเสีย |
| ลดเลือดออกในสมอง | เกิดภาวะดีซ่าน |
| ลดการเกิดลำไส้เน่า | เกิดภาวะตัวเหลือง ทารกอาจต้องได้รับการส่องไฟ |
| ลดอุบัติการณ์ที่จะต้องให้เลือดหลังคลอด | |
| ลดภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก |
การดูแลความสะอาดร่างกายและสะดือของลูกน้อยเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมที่จะรับมือหากพบอาการผิดปกติ การทำความเข้าใจว่า สะดือใกล้หลุดเป็นแบบไหน รวมถึงวิธีการดูแลที่ถูกต้องทั้งก่อนและหลังการหลุด จะช่วยให้คุณสามารถเฝ้าสังเกตอาการต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงส่งเสริมให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ค่ะ และเพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่สมวัย แนะนำให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด เช่น วิตามิน แคลเซียม รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) คือ สารอาหารที่พบมากในนมแม่ และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงานของสมองในเด็กเจนใหม่มีประสิทธิภาพ โดยการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง และเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งสัญญาณประสาทให้เป็นไปแบบก้าวกระโดด ทำให้ลูกเกิดการจดจำและการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- สะดือเด็กทารกทำความสะอาดอย่างไรให้ปลอดภัย?, โรงพยาบาลศิครินทร์
- Umbilical care, Raisingchildren
- “ลักษณะทั่วไปของทารกแรกเกิด” สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้..เพื่อดูความผิดปกติ, โรงพยาบาลพญาไท 2
- ทำความสะอาด สะดือลูกน้อยตามนี้ ถูกวิธี สะอาด ปลอดภัย, โรงพยาบาลวัฒนแพทย์ ตรัง
- การดูแลสะดือเด็ก และการขับถ่าย, The M BRACE by BNH Hospital
- Umbilical cord care: Do's and don'ts for parents, MAYO CLINIC
- ตัดสายสะดือช้าลง เพื่อสุขภาพที่ดีของทารก, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อ้างอิง ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2568