อาหารแก้แพ้ท้อง แพ้ท้องกินอะไรดี? รวม 21 เมนูบรรเทาอาการคลื่นไส้
คำถามที่พบบ่อย
แพ้ท้องเริ่มตอนไหน และจะหายเมื่อไหร่?
อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่เริ่มในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์ และจะค่อยๆ บรรเทาลงในสัปดาห์ที่ 16 ค่ะ จากการศึกษาพบว่า ประมาณ 70% ของคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการคลื่นไส้ และ 60% มีอาการอาเจียน คุณแม่บางท่านอาจมีอาการรุนแรงสุดในสัปดาห์ที่ 8-10 และอาการจะค่อย ๆ หายไปในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 หากอาการรุนแรงหรือต่อเนื่องเกินกำหนด ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมนะคะ
อาหารแก้แพ้ท้องที่คุณแม่ควรเลือกคืออาหารแบบไหน?
อาหารแก้แพ้ท้องที่เหมาะสมกับคุณแม่ ได้แก่ อาหารรสจืดเบาๆ ย่อยง่าย เช่น แครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง กล้วย ข้าว ไข่ รวมถึงโปรตีนอย่างโยเกิร์ต และถั่วต่างๆ ค่ะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกอาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และย่อยง่าย พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด หรือมีกลิ่นแรง ส่วนผักผลไม้น้ำเยอะ เช่น แตงโม ขึ้นฉ่าย พริกหวาน ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำด้วย
ขิงช่วยแก้แพ้ท้องได้จริงมั้ย และกินอย่างไรปลอดภัย?
จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ขิงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีในการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนของคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ คุณแม่สามารถเลือกบริโภคขิงในหลายรูปแบบ เช่น ชาขิงอุ่น ลูกอมขิง น้ำขิง หรือผสมในอาหาร แต่ก่อนเริ่มทานขิงในรูปแบบอาหารเสริม ควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณและรูปแบบที่ทานเหมาะสมกับสภาพร่างกายของคุณแม่ค่ะ
สรุป
- อาการแพ้ท้องเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยส่งผลกระทบต่อคุณแม่ราว 70% ในช่วงไตรมาสแรก มักเริ่มตอนสัปดาห์ที่ 4 และค่อยๆ บรรเทาลงในสัปดาห์ที่ 16
- อาหารแก้แพ้ท้องที่เหมาะสม ได้แก่ อาหารรสจืดเบาๆ ย่อยง่าย เช่น แครกเกอร์ ขนมปังปิ้ง กล้วย ข้าวสวย ขิง โยเกิร์ต รวมถึงโปรตีนที่ย่อยง่าย และผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะอย่างแตงโมและขึ้นฉ่าย ซึ่งช่วยลดอาการคลื่นไส้และเติมน้ำให้ร่างกาย
- เทคนิคการกินที่ช่วยลดอาการแพ้ท้อง ได้แก่ การแบ่งกินมื้อเล็กๆ บ่อยครั้ง ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง จิบน้ำทีละน้อยตลอดวัน และหลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด คาเฟอีน หรือกลิ่นแรง
- หากอาการแพ้ท้องรุนแรง เช่น อาเจียนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน อาการขาดน้ำเช่น ปัสสาวะน้อย หรือสีเข้ม น้ำหนักลด หรืออาเจียนต่อเนื่องนานเกิน 24 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นภาวะแพ้ท้องรุนแรงได้ (Hyperemesis Gravidarum)
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- อาหารแก้แพ้ท้องคืออะไร? พร้อมสาเหตุและช่วงเวลาที่เกิดอาการ
- เช็กลิสต์อาการแพ้ท้อง สัญญาณที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรสังเกต
- แพ้ท้องกินอะไรดี? หลักการเลือกอาหารแพ้ท้องที่ปลอดภัย
- แนะนำ 21 อาหารแก้แพ้ท้อง บรรเทาคลื่นไส้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
- แนะนำเมนูอาหารแก้แพ้ท้อง 5 เมนู ทำง่ายช่วยบรรเทาคลื่นไส้
- เทคนิคการกินเมื่อมีอาการแพ้ท้อง ช่วยลดคลื่นไส้ตลอดวัน
- อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีอาการแพ้ท้อง เพื่อไม่ให้อาการแย่ลง
อาหารแก้แพ้ท้องคืออะไร? พร้อมสาเหตุและช่วงเวลาที่เกิดอาการ
อาหารแก้แพ้ท้อง คือกลุ่มอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไม่อยากอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักประสบในไตรมาสแรก โดยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารรสจืดเบาๆ ย่อยง่าย โปรตีนสูง และมีน้ำเยอะ จากการศึกษาพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการแพ้ท้องคลื่นไส้ถึง 70% และมีอาการอาเจียนประมาณ 60% 1 โดยส่วนใหญ่จะเริ่มในช่วงสัปดาห์ที่ 4 และค่อยๆ บรรเทาลงในสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์
สาเหตุของอาการแพ้ท้องที่คุณแม่ควรรู้
แม้สาเหตุของอาการแพ้ท้องจะยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าอาการนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างผสมกัน ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะหลั่งฮอร์โมน hCG (human chorionic gonadotropin) และ และเอสโตรเจนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการคลื่นไส้และอาเจียน
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ: เมื่อปล่อยให้ท้องว่างนาน คุณแม่อาจมีน้ำตาลในเลือดต่ำลง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้
- การเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญและความดัน: ในช่วงตั้งครรภ์ ระบบเผาผลาญและความดันโลหิตของคุณแม่จะปรับตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้ได้
- ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ: ความเครียด ความเหนื่อยล้า การได้กลิ่นอาหารบางอย่าง หรือความร้อนของสภาพอากาศ ก็เป็นปัจจัยที่อาจทำให้อาการแพ้ท้องแย่ลงได้
ช่วงเวลาที่อาการแพ้ท้องเริ่มและบรรเทาลง
อาการแพ้ท้องมักจะเริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์ และมีแนวโน้มแย่ที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-10 จากนั้นอาการจะค่อยๆ บรรเทาลงและมักหายไปราวสัปดาห์ที่ 16 อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางส่วนอาจมีอาการต่อเนื่องเกินสัปดาห์ที่ 20 ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยและควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมค่ะ
แม้ชื่อจะเรียกว่า "Morning Sickness" แต่อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ไม่ใช่แค่ตอนเช้าเท่านั้น ความรุนแรงและรูปแบบของอาการแตกต่างกันในคุณแม่แต่ละท่าน บางคนอาจมีอาการเพียงคลื่นไส้เล็กน้อย ในขณะที่บางคนอาจมีอาการรุนแรงจนทานอาหารไม่ได้เลยนะคะ
เช็กลิสต์อาการแพ้ท้อง สัญญาณที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรสังเกต
อาการแพ้ท้องที่คุณแม่ตั้งครรภ์เผชิญในช่วงไตรมาสแรก มักมีรูปแบบที่สังเกตได้ค่ะ จากข้อมูลทางการแพทย์ คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถจัดการอาการเหล่านี้ได้ด้วยการปรับการกินอาหารและไลฟ์สไตล์ แต่หากอาการรุนแรงเกินไป อย่ารีรอที่จะปรึกษาคุณหมอเพื่อตรวจประเมินภาวะแพ้ท้องรุนแรงนะคะ
อาการแพ้ท้องปกติที่คุณแม่ส่วนใหญ่พบเจอ
อาการแพ้ท้องที่พบได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติในช่วงตั้งครรภ์ มีดังนี้
- คลื่นไส้และอาเจียน: เป็นอาการหลักที่คุณแม่ส่วนใหญ่ประสบ คล้ายอาการเมาเรือ หรือรู้สึกว่ามีอะไรค้างในลำคอ
- เบื่ออาหาร: คุณแม่อาจรู้สึกไม่อยากอาหาร โดยเฉพาะอาหารบางชนิดที่เคยชอบ และอาจมีรสชาติแปลกๆ ในปาก
- เวียนศีรษะและอ่อนเพลีย: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ และอาจมีอาการหน้ามืดเมื่อยืนเร็วๆ
- ไวต่อกลิ่น: คุณแม่หลายท่านพบว่ากลิ่นบางอย่าง โดยเฉพาะกลิ่นอาหาร สามารถกระตุ้นอาการคลื่นไส้ได้
- อาการในระบบทางเดินอาหาร: เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือ กรดไหลย้อน เนื่องจากระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงในช่วงตั้งครรภ์
อาการเหล่านี้แม้จะสร้างความรำคาญ แต่โดยทั่วไปไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ จากข้อมูลของหน่วยงานสุขภาพระบุว่า อาการแพ้ท้องมักไม่ทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 5 คุณแม่จึงสามารถดูแลตัวเองด้วยการปรับการกินอาหารและการพักผ่อนได้
อาการแพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) เมื่อไหร่ควรพบคุณหมอ
ภาวะแพ้ท้องรุนแรง หรือ Hyperemesis Gravidarum (HG) เป็นภาวะที่อาการแพ้ท้องรุนแรงกว่าปกติมาก จากการศึกษาพบว่า ภาวะนี้พบได้ประมาณ 1 ใน 200 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด
อาการที่บ่งชี้ภาวะแพ้ท้องรุนแรง ได้แก่
- อาเจียนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง โดยสังเกตจากปัสสาวะน้อยมาก ปัสสาวะสีเข้ม หรือเวียนศีรษะเมื่อยืน
- น้ำหนักลดลงประมาณ 4.5 กิโลกรัม (10 ปอนด์) หรือมากกว่า
นอกจากนี้ สัญญาณเตือนที่คุณแม่ควรรีบติดต่อคุณหมอ เช่น ปัสสาวะสีเข้มมากหรือไม่ได้ปัสสาวะเกิน 8 ชั่วโมง อาเจียนต่อเนื่องนานเกิน 24 ชั่วโมง รู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือเป็นลมเมื่อยืน มีอาการปวดท้อง มีไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด หรือมีน้ำหนักลดลงผิดปกติ
คุณแม่ที่มีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
แพ้ท้องกินอะไรดี? หลักการเลือกอาหารแพ้ท้องที่ปลอดภัย
อาหารแพ้ท้องที่เหมาะกับคุณแม่ คือกลุ่มอาหารที่ย่อยง่าย โปรตีนสูง ไขมันต่ำ และไม่มีกลิ่นแรงค่ะ ก่อนเข้าสู่รายการเมนูในหัวข้อถัดไป ลองมาทำความเข้าใจหลักการเลือกอาหารจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญกันก่อนนะคะ

อาหารรสจืดเบาๆ ที่ย่อยง่าย
อาหารรสจืดเบาๆ ที่ย่อยง่ายเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่แพ้ท้อง โดยอาหารกลุ่มนี้ ได้แก่ กล้วย ข้าวสวย ขนมปังปิ้ง มันฝรั่งอบ เจลาติน น้ำซุปใส ไข่ หรือซอสแอปเปิ้ลไม่หวาน
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า กลุ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงและไขมันต่ำ เช่น ขนมปัง ข้าว แครกเกอร์ และพาสต้า มีประโยชน์ในการช่วยลดอาการคลื่นไส้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ
อาหารที่มีโปรตีนสูง ช่วยลดคลื่นไส้
อาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณแม่ทานเป็นของว่างระหว่างมื้อ ได้แก่ โยเกิร์ต เนยถั่วทาแอปเปิ้ลหรือขึ้นฉ่าย ชีส และถั่วต่างๆ นอกจากนี้ ไข่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา และเนื้อวัวที่ปรุงสุก ก็เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ สามารถเลือกแหล่งโปรตีนทางเลือก เช่น ถั่ว ไข่ หรือกรีกโยเกิร์ตแทนได้ค่ะ
ผักและผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ
ผักและผลไม้ที่มีน้ำสูงเป็นกลุ่มอาหารที่มีประโยชน์สำหรับคุณแม่แพ้ท้อง เพราะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำที่อาจเกิดจากการอาเจียนได้ ตัวอย่างเช่น แตงโม ขึ้นฉ่าย และพริกหวาน นอกจากนี้ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มยังอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้
การบริโภคผักผลไม้สดยังช่วยเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ จากข้อมูลทางการแพทย์ การกินอาหารที่มีโปรตีน ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
แนะนำ 21 อาหารแก้แพ้ท้อง บรรเทาคลื่นไส้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
หลังจากเข้าใจหลักการเลือกอาหารแล้ว มาดูรายการ อาหารแก้แพ้ท้อง 21 ชนิดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแม่และเด็กแนะนำกันค่ะ คุณแม่สามารถเลือกทานตามความชอบและความสะดวกได้เลย โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะที่มีส่วนช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ในวิธีที่แตกต่างกันนะคะ

1. แครกเกอร์และขนมปังกรอบ: อาหารรสจืดเค็มที่ย่อยง่าย ลองวางกล่องแครกเกอร์ไว้ข้างเตียง แล้วทานทันทีที่ตื่นนอนตอนเช้า เพราะการปล่อยให้ท้องว่างอาจทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลงได้
2. เลมอน: กลิ่นหอมสดชื่นของเลมอนช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้น อีกทั้งเลมอนเป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ คุณแม่จึงอาจดมกลิ่นเลมอนสดหรือฝานบางๆ ใส่ในน้ำดื่ม
3. ขิง: ขิงเป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาทางการแพทย์รองรับว่าน่าจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ คุณแม่สามารถเลือกบริโภคในหลายรูปแบบ เช่น ชาขิงอุ่น น้ำขิงผสมโซดา ลูกอมขิง หรือขนมขิง
4. อาหารเย็นๆ: อาหารร้อนมักมีกลิ่นแรงกว่า ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ การเลือกทานอาหารเย็นๆ เช่น โยเกิร์ต ผลไม้แช่เย็น หรือไอศกรีม เป็นทางเลือกที่ช่วยลดการกระตุ้นกลิ่น
5. อาหารที่มีวิตามินบี 6 สูง: จากการศึกษาแบบทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบและอภิมาน พบว่า การได้รับวิตามินบี 6 (Pyridoxine) ทั้งแบบเดี่ยวและร่วมกับสารอื่น มีส่วนช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ วิตามินบี 6 พบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลา ถั่ว และกล้วย สำหรับการทานในรูปแบบอาหารเสริม ควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสมอนะคะ
6. อาหารที่มีโปรตีนสูง: อาหารกลุ่มโปรตีน เช่น ไก่ ปลา เนื้อวัว ไข่ และถั่ว เป็นแหล่งโปรตีนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสำหรับคุณแม่ สำหรับคุณแม่ที่ทานเนื้อสัตว์ไม่ลงสามารถเลือกแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น ถั่ว ไข่ต้ม หรือกรีกโยเกิร์ตแทนได้ฯ
7. กล้วย: กล้วยเป็นอาหารรสจืดเบาๆ ที่ย่อยง่ายและกระเพาะอาหารยอมรับได้ดีในช่วงแพ้ท้อง อีกทั้งยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 6
8. มันฝรั่งอบ: มันฝรั่งอบเป็นอาหารรสจืด เหมาะกับคุณแม่แพ้ท้อง คุณแม่สามารถทำเป็นมันฝรั่งบดหรือมันฝรั่งอบไม่ใส่เนยเยอะ เพื่อให้ย่อยง่ายและไม่หนักท้อง
9. ขนมปังปิ้ง: ขนมปังปิ้งไม่ทาเนยเป็นอาหารรสจืด จัดอยู่ในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงไขมันต่ำที่มีส่วนช่วยลดอาการคลื่นไส้
10. ซีเรียลธัญพืช: ควรเลือกซีเรียลธัญพืชไม่ขัดสีชนิดที่ไม่หวานมาก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มธัญพืชไม่ขัดสีที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย
11. แอปเปิ้ลซอส: แอปเปิ้ลซอสไม่หวานเป็นอาหารรสจืดที่ย่อยง่าย เหมาะกับคุณแม่แพ้ท้อง
12. ส้มและผลไม้รสเปรี้ยว: ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ คุณแม่สามารถทานส้มสดหรือคั้นเป็นน้ำส้มดื่มก็ได้
13. ชาขิง: การดื่มชาขิงอุ่นๆ ช่วยเติมน้ำให้ร่างกายและมีส่วนช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในคุณแม่ตั้งครรภ์ ก่อนเริ่มดื่มขิงในรูปอาหารเสริม ควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรที่ดูแลครรภ์ก่อนเสมอ
14. น้ำซุปใส: น้ำซุปใสจัดอยู่ในกลุ่มอาหารรสจืดที่ย่อยง่าย เหมาะกับคุณแม่แพ้ท้อง
15. แตงโม: แตงโมมีปริมาณน้ำสูง ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และมีรสหวานอ่อนๆ ที่ไม่กระตุ้นอาการคลื่นไส้
16. น้ำมะพร้าว: น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่มีเกลือแร่ (electrolytes) ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายของคุณแม่กลับเข้าสู่สมดุลได้ในช่วงที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน 6
17. ขึ้นฉ่ายฝรั่ง (Celery): เป็นผักที่มีน้ำเยอะ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและไม่ขาดน้ำ คุณแม่สามารถทานสดโดยการปั่นหรือใส่ในสลัดก็ได้
18. ข้าวสวย: ข้าวสวยหุงสุกเป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตรสจืดที่ย่อยง่าย สามารถทานเป็นข้าวต้มหรือข้าวสวยรับประทานกับโปรตีนเบาๆได้
19. โยเกิร์ต: โยเกิร์ตเป็นแหล่งโปรตีนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานเป็นของว่างระหว่างมื้อสำหรับคุณแม่แพ้ท้อง เลือกชนิดธรรมดาไม่หวานเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลที่อาจกระตุ้นอาการ
20. ข้าวโอ๊ต: ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชไม่ขัดสีที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ คุณแม่สามารถเพิ่มกล้วยบดหรือแอปเปิ้ลซอสลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติได้
21. ไข่: ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยง่าย เหมาะกับคุณแม่แพ้ท้องที่ต้องการพลังงานในปริมาณไม่มากเกินไป จากข้อมูลทางการแพทย์ ไข่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอาหารรสจืดและเป็นแหล่งโปรตีนที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสำหรับคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้ คุณแม่สามารถปรุงไข่ในรูปแบบที่ย่อยง่าย เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือไข่ลวก เพื่อให้ไม่หนักท้องและไม่มีกลิ่นแรงเกินไป
แนะนำเมนูอาหารแก้แพ้ท้อง 5 เมนู ทำง่ายช่วยบรรเทาคลื่นไส้
หลังจากรู้รายการอาหารแล้ว มาดูเมนูอาหารแก้แพ้ท้องที่ทำง่ายและให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน 5 เมนูที่คุณแม่ลองทำเองที่บ้านได้สบายๆ ค่ะ แต่ละเมนูใช้วัตถุดิบที่ย่อยง่าย รสไม่จัด และมีคุณสมบัติช่วยลดอาการคลื่นไส้ ตามหลักการที่แนะนำในหัวข้อก่อนหน้านะคะ
1. ซุปฟักทอง
จุดเด่น: ซุปฟักทองเป็นเมนูรสจืดเบาๆ เนื้อสัมผัสนุ่มที่ทานง่ายและไม่มีกลิ่นแรง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้และต้องการอาหารรสจืด
วัตถุดิบ:
- ฟักทองหั่นเต๋า (ปริมาณตามต้องการ)
- น้ำซุปไก่ใสหรือน้ำเปล่า (พอท่วมฟักทอง)
- หอมใหญ่หั่นบาง (เล็กน้อย)
- เกลือเล็กน้อย (ปรับตามรสชาติ)
- นมจืดหรือครีม (เล็กน้อย ถ้าต้องการความนุ่มลื่น)
1. ต้มฟักทองในน้ำซุปจนนุ่ม
2. ใส่หอมใหญ่หั่นบาง ต้มต่อจนนุ่ม
3. ปั่นส่วนผสมจนเนียนละเอียด
4. เทกลับลงหม้อ ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย
5. ถ้าต้องการความนุ่มลื่น ใส่นมจืดหรือครีมเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
6. ตักเสิร์ฟอุ่นๆ พร้อมขนมปังปิ้งหรือทานเป็นมื้อหลักได้
2. โจ๊กข้าวโอ๊ต
จุดเด่น: โจ๊กข้าวโอ๊ตเป็นเมนูจากธัญพืชไม่ขัดสีที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ทำง่ายและทานง่าย เหมาะกับเช้าที่คุณแม่ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่อยากอาหาร
วัตถุดิบ:
- ข้าวโอ๊ตชนิด rolled oats (เลือกธรรมดาไม่ปรุงรส)
- นมจืดหรือน้ำเปล่า (พอเหมาะกับปริมาณข้าวโอ๊ต)
- กล้วยหอมบด (เพิ่มความหวานธรรมชาติ)
- น้ำผึ้งเล็กน้อย (ตามความชอบ)
- ผลไม้สดชิ้นเล็ก เช่น แอปเปิ้ลหั่นเต๋า (ถ้ามี)
วิธีทำ:
1. ใส่ข้าวโอ๊ตในหม้อ เติมนมจืดหรือน้ำ
2. ตั้งไฟอ่อนๆ คนเป็นระยะจนข้าวโอ๊ตนุ่มและข้นพอเหมาะ (ประมาณ 5-7 นาที)
3. ปิดไฟ พักให้อุ่นพอเหมาะ
4. ใส่กล้วยหอมบดหรือผลไม้สดลงไป
5. เติมน้ำผึ้งเล็กน้อยตามรสชาติ
6. ตักเสิร์ฟอุ่นๆ ทานเป็นมื้อเช้าหรือมื้อว่าง
3. มันฝรั่งบด
จุดเด่น: มันฝรั่งเป็นอาหารรสจืดเบาๆ ที่ย่อยง่าย เหมาะกับคุณแม่ที่ทานอะไรไม่ค่อยลงและต้องการอาหารรสจืดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
วัตถุดิบ:
- มันฝรั่งหั่นเต๋า (ปริมาณตามต้องการ)
- เนยจืดหรือน้ำมันมะกอกเล็กน้อย (ไม่ใช้เนยเค็มมาก)
- นมจืด (พอเหมาะกับปริมาณมันฝรั่ง)
- เกลือเล็กน้อย (ปรับตามรสชาติ)
- พริกไทยขาวเล็กน้อย (ถ้าต้องการ)
วิธีทำ:
1. ต้มมันฝรั่งจนนุ่ม (ประมาณ 15-20 นาที)
2. เทน้ำออก พักให้ระอุ
3. บดมันฝรั่งให้ละเอียด
4. ใส่เนยจืดหรือน้ำมันมะกอกเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
5. เติมนมจืดทีละน้อย คนจนได้เนื้อสัมผัสที่ต้องการ
6. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยขาวเล็กน้อย
7. เสิร์ฟอุ่นๆ ทานเป็นเครื่องเคียงหรือมื้อหลัก
4. ข้าวต้มไก่
จุดเด่น: ข้าวต้มไก่ทำจากข้าวซึ่งจัดเป็นอาหารรสจืด ส่วนเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับคุณแม่แพ้ท้อง เหมาะกับคุณแม่ที่ต้องการอาหารอบอุ่นและทานง่าย
วัตถุดิบ:
- ข้าวสวยหรือข้าวสารหุงสุก
- เนื้อไก่ส่วนอกหั่นชิ้นเล็ก
- น้ำซุปใส (ปริมาณเหมาะกับปริมาณข้าว)
- ขิงสดหั่นบางๆ เล็กน้อย
- เกลือเล็กน้อย (ปรับตามรสชาติ)
- ต้นหอมและขึ้นฉ่ายซอย (ถ้ามี เพื่อโรยตกแต่ง)
วิธีทำ:
1. นำข้าวใส่หม้อ เติมน้ำซุปใส
2. ตั้งไฟกลาง ต้มจนข้าวเริ่มเปื่อย
3. ใส่เนื้อไก่ส่วนอกหั่นชิ้นเล็ก คนให้เข้ากัน
4. ใส่ขิงสดหั่นบางๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
5. ต้มจนเนื้อไก่สุกและข้าวเปื่อยถึงระดับที่ต้องการ
6. ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย
7. ตักเสิร์ฟ โรยต้นหอมและขึ้นฉ่ายซอยตกแต่ง
5. สมูทตี้กล้วย-โยเกิร์ต
จุดเด่น: เมนูนี้ได้ประโยชน์จากกล้วยซึ่งเป็นแหล่งวิตามินบี 6 ผสมกับโยเกิร์ตที่เป็นแหล่งโปรตีน สมูทตี้เย็นๆ ยังไม่มีกลิ่นแรง เหมาะกับคุณแม่ที่ไวต่อกลิ่นอาหาร
วัตถุดิบ:
- กล้วยหอมสุก
- โยเกิร์ตธรรมดาไม่หวาน
- นมจืดหรือนมอัลมอนด์ (พอเหมาะ)
- น้ำแข็งก้อนเล็ก (ถ้าต้องการความเย็น)
- น้ำผึ้งเล็กน้อย (ตามความชอบ ถ้าต้องการความหวาน)
วิธีทำ:
1. ปอกเปลือกกล้วยหอมสุก หั่นชิ้นเล็ก
2. ใส่กล้วยลงในเครื่องปั่น
3. เติมโยเกิร์ตธรรมดาไม่หวาน
4. เติมนมจืดหรือนมอัลมอนด์
5. ใส่น้ำแข็งก้อนเล็ก (ถ้าต้องการความเย็น)
6. ปั่นจนเนียนละเอียด
7. ชิมรสชาติ ถ้าต้องการหวานมากขึ้น เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย
8. เทใส่แก้ว ดื่มทันที
เทคนิคการกินเมื่อมีอาการแพ้ท้อง ช่วยลดคลื่นไส้ตลอดวัน
นอกจากการเลือกอาหารที่เหมาะสมแล้ว เทคนิคการกินก็มีความสำคัญไม่แพ้กันค่ะ เมื่อมีอาการแพ้ท้อง การปรับวิธีกินอาหารเล็กน้อยมีส่วนช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ หลักสำคัญคือไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป และค่อยๆ เติมพลังงานให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้แนะนำเทคนิคต่อไปนี้ที่คุณแม่ลองนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะคะ
- แบ่งกินมื้อเล็กๆ บ่อยครั้ง: แทนที่จะกินวันละ 3 มื้อใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ บ่อยครั้ง เช่น แครกเกอร์ ผลไม้ หรือข้าวต้มปริมาณน้อย
- ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง: ท้องว่างอาจทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานแครกเกอร์ ขนมปังกรอบ หรือขนมปังปิ้ง ตั้งแต่ลุกจากเตียงตอนเช้า
- จิบน้ำบ่อย ๆ : การดื่มน้ำครั้งละมากๆ อาจทำให้แน่นท้องและคลื่นไส้มากขึ้น แนะนำให้จิบน้ำทีละน้อยตลอดวัน รวมประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน โดยหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- เลือกอาหารเย็นแทนอาหารร้อน: อาหารร้อนมักมีกลิ่นแรงกว่า ซึ่งอาจกระตุ้นอาการคลื่นไส้ การเลือกอาหารเย็นๆ เช่น โยเกิร์ต ผลไม้แช่เย็น หรือสลัดเย็น เป็นทางเลือกที่ช่วยลดการกระตุ้นกลิ่น
- หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่คุ้นเคย: คุณแม่ควรสังเกตว่ามีกลิ่น อาหาร หรือสถานการณ์ใดที่กระตุ้นอาการคลื่นไส้ของตัวเองเป็นพิเศษ แล้วพยายามหลีกเลี่ยง เช่น กลิ่นน้ำหอม กลิ่นทอด หรือห้องที่อบอ้าว
พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเหนื่อยล้าและการนอนไม่พอสามารถทำให้อาการแพ้ท้องแย่ลงได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณแม่พักผ่อนเพียงพอและจัดการความเครียดเพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีอาการแพ้ท้อง เพื่อไม่ให้อาการแย่ลง
ในขณะที่อาหารบางอย่างมีส่วนช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง แต่ก็มีอาหารบางกลุ่มที่อาจทำให้อาการแย่ลงและคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ค่ะ จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแม่และเด็ก อาหารต่อไปนี้เป็นกลุ่มที่ควรงดหรือลดปริมาณลง
- อาหารมันและของทอด: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด และของทอด
- อาหารรสจัดและเผ็ด: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและเผ็ด
- เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และเลือกดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีนแทน
- อาหารที่มีกลิ่นแรง: อาหารหรือกลิ่นบางอย่างอาจกระตุ้นอาการคลื่นไส้ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง
- อาหารแปรรูปและน้ำตาลสูง: อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากและมีน้ำตาลสูงอาจทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้องแย่ลงได้
- การปล่อยให้ท้องว่างนาน: แม้จะไม่ใช่ "อาหาร" โดยตรง แต่การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานก็อาจทำให้อาการคลื่นไส้แย่ลงได้
ร่างกายของคุณแม่แต่ละท่านตอบสนองต่ออาหารแตกต่างกันค่ะ คุณแม่ลองสังเกตด้วยตัวเองว่าอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดไหนที่กระตุ้นอาการแพ้ท้องของตัวเอง แล้วหลีกเลี่ยงให้ตรงจุดดูนะคะ หากไม่แน่ใจหรือพบว่าอาการรุนแรงขึ้น อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับคุณแม่แต่ละท่านค่ะ
ช่วงแพ้ท้องอาจเป็นช่วงที่ท้าทายสำหรับคุณแม่ แต่ขอให้รู้ว่า ทุกความรู้สึกไม่สบายตัวที่เผชิญในวันนี้ คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังทำหน้าที่ดูแลลูกน้อยในครรภ์ค่ะ การเลือก อาหารแก้แพ้ท้อง อย่างเหมาะสม ร่วมกับเทคนิคการกินที่ปรับให้เข้ากับร่างกาย จะช่วยให้คุณแม่ผ่านช่วงนี้ไปได้สบายขึ้นนะคะ

แม้อาการแพ้ท้องจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงตั้งครรภ์ แต่การดูแลโภชนาการให้เพียงพอจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของพัฒนาการที่สมบูรณ์ของลูกน้อย และเมื่อถึงเวลาคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยเสริมสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้ต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสมอง โดยเฉพาะ ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารก รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่เป็นสารอาหารสำคัญในนมแม่ ซึ่งมีบทบาทในการสร้างปลอกไมอีลินรอบเส้นใยประสาท ช่วยให้การส่งสัญญาณของเซลล์สมองรวดเร็ว เสริมการเรียนรู้ของลูกน้อยให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในนมแม่ยังมีจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดค่ะ

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
(1) Nausea and Vomiting in Early Pregnancy — American Family Physician (AAFP)
https://www.aafp.org/pubs/afp/issues/2015/0915/p516.html
(2) The effects of pyridoxine (vitamin B6) supplementation in nausea and vomiting during pregnancy: a systematic review and meta-analysis — Archives of Gynecology and Obstetrics (Springer)
https://link.springer.com/article/10.1007/s00404-023-06925-w
(3) Morning Sickness — Diagnosis and treatment — Mayo Clinic
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/morning-sickness/diagnosis-treatment/drc-20375260
(4) Morning Sickness — When It Starts, Treatment & Prevention — Cleveland Clinic
(5) Vomiting and morning sickness — NHS UK (National Health Service)
https://www.nhs.uk/pregnancy/related-conditions/common-symptoms/vomiting-and-morning-sickness/
(6) 8 Benefits of Drinking Coconut Water During Pregnancy
https://www.healthline.com/health/pregnancy/coconut-water-in-pregnancy
(7) Vitamins and minerals: B vitamins and folic acid — NHS UK (National Health Service) | https://www.nhs.uk/conditions/vitamins-and-minerals/vitamin-b/
อ้างอิง ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569