ผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน ต่างกันยังไง พร้อมวิธีดูแลแผล ลดรอยแผลเป็น
คำถามที่พบบ่อย
ผ่าคลอดแนวตั้งเจ็บกว่าแนวนอนจริงไหม?
คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวตั้งจะมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดมากกว่าคุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวนอนค่ะ 7, 8 อย่างไรก็ตาม แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอดแนวนอนมีความแข็งแรงของแผลมากกว่า และความสวยงามของแผลมากกว่าด้วยค่ะ 7
แผลผ่าคลอดข้างในกี่วันหาย?
แผลผ่าคลอดชั้นนอก (ผิวหนัง) จะเริ่มสมานตัวภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนผิวหนังชั้นในจะใช้เวลา 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มสมานกันมากขึ้นค่ะ 10 หลังจากนั้นแผลจะค่อยๆ ปิดสนิทและเปลี่ยนสี ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าแผลจะจางลงจนหายดี คุณแม่ควรดูแลแผลอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์นะคะ 10
หลังผ่าคลอดแนวตั้ง สามารถตั้งครรภ์อีกครั้งได้ไหม?
คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวตั้งสามารถตั้งครรภ์อีกครั้งได้ค่ะ แต่ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการผ่าคลอดแนวตั้งคือภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป ดังนั้นคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดแนวตั้งมาก่อนจึงไม่แนะนำให้คลอดธรรมชาติในครรภ์ต่อไปค่ะ 1 ทั้งนี้ทุกครั้งที่มีการผ่าตัดหน้าท้องจะทำให้เกิดพังผืดขึ้นได้ 11 หากคุณแม่ต้องการมีลูกอีก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งใหม่อย่างปลอดภัยนะคะ
สรุป
- ผ่าคลอดแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แนวตั้ง (Classical Cesarean Section) ซึ่งมักใช้เมื่อเข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะรกเกาะต่ำ 8 กับแนวนอน (Transverse incision) ที่นิยมใช้มากที่สุด โดยแนวนอนแผลแข็งแรงกว่า เจ็บน้อยกว่า 7, 8
- แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอด คุณหมอต้องผ่าผ่านชั้นเนื้อเยื่อหลายชั้น ตั้งแต่ผิวหนังจนถึงถุงน้ำคร่ำ กว่าจะถึงตัวลูกน้อย 8
- แผลผ่าคลอดชั้นนอกเริ่มสมานตัวภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนแผลชั้นใน ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นแผลจะค่อยๆ จางลง โดยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงราว 6 เดือน แล้วค่อยๆ จางเป็นสีขาวเรียบจนหายดีค่ะ 10
- การดูแลแผลอย่างถูกวิธี เช่น ไม่ให้แผลโดนน้ำใน 7 วันแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และพบแพทย์ตามนัด จะช่วยให้แผลหายเร็วและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนค่ะ 9, 10
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- การผ่าคลอดมีกี่แบบ? แผลผ่าตัดหน้าท้องแนวตั้ง vs แนวนอน
- ผ่าคลอดผ่ากี่ชั้น กว่าจะถึงตัวลูก?
- แผลผ่าตัดหน้าท้อง กี่วันหาย? ไทม์ไลน์การสมานแผล
- วิธีดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องหลังผ่าคลอดให้หายเร็ว
- แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน สังเกตอาการอย่างไร?
- วิธีลดรอยแผลเป็นจากการผ่าคลอด
- อาหารที่ช่วยเร่งการฟื้นตัวหลังผ่าคลอด
การผ่าคลอดมีกี่แบบ? แผลผ่าตัดหน้าท้องแนวตั้ง vs แนวนอน
การผ่าคลอดแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ตามแนวการลงมีดที่ผนังหน้าท้อง ได้แก่ การผ่าคลอดแนวตั้ง และการผ่าคลอดแนวนอน ซึ่งแต่ละแบบมีข้อบ่งชี้ ข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกแนวการผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาวะของคุณแม่แต่ละท่านค่ะ 8
แผลผ่าตัดแนวตั้ง เรียกว่าอะไร?
การผ่าคลอดแนวตั้งมีชื่อทางการแพทย์ว่า Classical Cesarean Section เป็นวิธีการผ่าตัดคลอดแบบดั้งเดิม โดยแพทย์จะลงมีดในแนวดิ่งบริเวณกลางหน้าท้อง ตั้งแต่ใต้สะดือลงมาถึงเหนือกระดูกหัวหน่าว มีความยาวแผลประมาณ 15 เซนติเมตร 8 การผ่าคลอดแนวตั้งมักใช้เมื่อเข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก เช่น มดลูกส่วนล่างยังพัฒนาไม่เต็มที่อย่างในกรณีคลอดก่อนกำหนด, ทารกอยู่ในท่าขวาง หรือมีภาวะรกเกาะต่ำ 8 นอกจากนี้ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการผ่าคลอดแนวตั้งคือภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป 1 ข้อดีของการผ่าคลอดแนวตั้งคือใช้เวลาในการผ่าตัดสั้นกว่า สามารถนำทารกออกได้รวดเร็ว และขยายแผลได้ง่ายหากทารกตัวใหญ่ 8 แต่ข้อเสียคือคุณแม่จะเจ็บแผลมากกว่า แผลแข็งแรงน้อยกว่า และความสวยงามของแผลน้อยกว่าแนวนอนค่ะ 7, 8
การผ่าคลอดแนวนอน
การผ่าคลอดแนวนอน (Transverse incision) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยแพทย์จะลงมีดในแนวขวางบริเวณเหนือขอบหัวหน่าวขึ้นมาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตำแหน่งนี้เรียกว่าแนวบิกินี่ (Bikini line) เพราะสามารถซ่อนรอยแผลไว้ใต้ขอบกางเกงชั้นในได้ค่ะ 7 แผลผ่าคลอดแนวนอนมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตรเช่นกัน 8 ข้อดีคือแผลแข็งแรงกว่า สวยงามกว่า และคุณแม่เจ็บแผลน้อยกว่า 7, 8 แต่ใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่าแนวตั้งประมาณ 3-4 นาที 8
ตารางเปรียบเทียบผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน
ข้อเปรียบเทียบ | ผ่าคลอดแนวตั้ง (Vertical incision) | ผ่าคลอดแนวนอน (Transverse incision) |
| ความแข็งแรงของแผล | น้อยกว่า | มากกว่า |
| ความสวยงามของแผล | น้อยกว่า | มากกว่า |
| เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด | น้อยกว่า (เร็วกว่า 3-4 นาที) | มากกว่า |
| อาการปวดแผลหลังผ่าตัด | มากกว่า | น้อยกว่า |
| ความเสี่ยงเกิดก้อนเลือดคั่ง (Hematoma) | น้อยกว่า | มากกว่า |
| การขยายแผลเพิ่ม | ทำได้ง่าย | ทำได้จำกัด |
| ข้อบ่งชี้หลัก | เข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก, คลอดก่อนกำหนด, ทารกท่าขวาง | การผ่าคลอดทั่วไป (นิยมใช้มากที่สุด) |
ที่มา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 7, 8
ทั้งการผ่าคลอดแนวตั้งและแนวนอนจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เนื่องจากคุณแม่หลังผ่าคลอดอาจเกิดภาวะแผลผ่าคลอดอักเสบข้างในได้ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผลผ่าคลอด ทำให้เกิดการอักเสบภายในขึ้นมา จึงควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอค่ะ เช่น แผลบวมแดง เจ็บแผลผ่าคลอดมากขึ้น มีหนองหรือน้ำเหลืองที่มีกลิ่นเหม็นซึมออกมาจากรอยแผล มีอาการหนาวสั่นร่วมกับไข้
ผ่าคลอดผ่ากี่ชั้น กว่าจะถึงตัวลูก?
เห็นแผลผ่าตัดหน้าท้องภายนอกดูเป็นเส้นเดียว แต่จริงๆ แล้วคุณหมอต้องผ่าผ่านชั้นเนื้อเยื่อหลายชั้นมากกว่าจะถึงตัวลูกน้อยค่ะ โดยแพทย์จะผ่าผ่านผิวหนังหน้าท้อง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชั้นกล้ามเนื้อ แล้วผ่าเปิดมดลูก จากนั้นจึงนำลูกน้อยออกมา 8 ซึ่งแต่ละชั้นมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
ผิวหนัง (Skin)
ชั้นแรกที่คุณหมอลงมีดคือผิวหนังบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง โดยจะลงแผลในแนวขวาง (Transverse) หรือแนวตั้ง (Vertical) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคุณแม่แต่ละท่าน ขนาดแผลโดยทั่วไปประมาณ 15 เซนติเมตร 8
ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
ชั้นถัดมาคือชั้นไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง แพทย์มักใช้วิธีแหวกด้วยนิ้วมือ (Blunt dissection) แทนการใช้มีดตัด เนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่าและลดโอกาสที่เส้นเลือดจะได้รับบาดเจ็บ 8
เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (Fascia)
เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แข็งแรง ทำหน้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ แพทย์จะลงมีดเปิดแผลขนาดเล็กตรงกลาง แล้วขยายไปทางด้านข้างด้วยกรรไกรหรือใช้นิ้วดึงแยกออก 8
กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus Abdominis Muscle)
ชั้นนี้คุณหมอมักใช้วิธีแหวกแยกกล้ามเนื้อออกจากกันแทนการตัด เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไว้ค่ะ 8 จากการศึกษาพบว่าการตัดกล้ามเนื้อชั้นนี้จะทำให้คุณแม่เจ็บปวดหลังผ่าตัดมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ตัด 8
เยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum)
เยื่อบุช่องท้องเป็นเยื่อบางๆ ที่บุอยู่ด้านในของช่องท้อง แพทย์จะใช้นิ้วมือแหวกเปิดเยื่อชั้นนี้อย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ 8 เมื่อผ่านชั้นนี้แล้ว คุณหมอจะเห็นตัวมดลูกค่ะ 8

ผนังมดลูก (Uterus)
แพทย์จะลงมีดเปิดผนังมดลูกบริเวณส่วนล่าง (Lower uterine segment) ในแนวขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะเสียเลือดน้อยกว่า และลดความเสี่ยงที่มดลูกจะแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป 8 จากนั้นจะใช้นิ้วมือขยายแผลออกทางด้านข้างอย่างเบามือ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เสียเลือดน้อย และลดการบาดเจ็บต่อทารกค่ะ 8
ถุงน้ำคร่ำ (Amniotic Sac)
ชั้นสุดท้ายที่ห่อหุ้มตัวลูกน้อยคือถุงน้ำคร่ำ เมื่อคุณหมอเปิดถุงน้ำคร่ำ น้ำคร่ำจะไหลออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ นำลูกน้อยออกมาอย่างนุ่มนวลค่ะ 8
หลังจากนำลูกน้อยและรกออกมาเรียบร้อยแล้ว คุณหมอจะเย็บปิดแผลกลับทีละชั้น ตั้งแต่ชั้นมดลูก, เยื่อบุช่องท้อง, กล้ามเนื้อ, เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ, ชั้นไขมัน จนถึงผิวหนังชั้นนอก โดยไหมที่ใช้เย็บอาจเป็นแบบละลายเองได้ (absorbable suture) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างกันในผลลัพธ์การผ่าตัดเมื่อเทียบกับไหมชนิดอื่นค่ะ 8
แผลผ่าตัดหน้าท้อง กี่วันหาย? ไทม์ไลน์การสมานแผล
คุณแม่หลายท่านมักมีคำถามว่าแผลผ่าตัดหน้าท้อง กี่วันหาย แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอดจะค่อยๆ สมานตัวอย่างเป็นขั้นตอน สำหรับคุณแม่ที่กังวลว่าแผลจะหายดีเมื่อไหร่ ลองดูไทม์ไลน์คร่าวๆ เพื่อเตรียมใจและดูแลตัวเองได้ถูกต้องนะคะ
สัปดาห์แรก (7 วันแรก)
ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอดเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดค่ะ แผลผ่าคลอดบริเวณชั้นนอก (ผิวหนัง) จะเริ่มสมานตัว คุณแม่ต้องระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ อักเสบ และหายช้าได้ 10 คุณแม่หลายท่านเล่าว่าในช่วงนี้อาจรู้สึกเจ็บแผล มีอาการบวม หรือมีรอยแดงบริเวณแผล ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ
สัปดาห์ที่ 2-4
ผิวหนังชั้นในจะเริ่มสมานกันมากขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังผ่าคลอด 10 คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก 3 เพื่อไม่ให้แรงดันกระทำต่อแผลผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้ไหมที่เย็บหลวม แผลแยก หรือเลือดออกได้ 9 อาการเจ็บแผลจะค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ายังปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ค่ะ
เดือนที่ 1 เป็นต้นไป
หลังจากแผลผ่าคลอดปิดสนิทแล้ว แผลจะเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น เป็นสีแดงอมม่วงราว 6 เดือน จากนั้นจะค่อยๆ จางเป็นสีขาวเรียบไปเรื่อยๆ จนหายดีค่ะ 10 ระยะเวลาที่แผลจะจางสนิทขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณแม่แต่ละท่าน ช่วงนี้คุณแม่สามารถเริ่มทาครีมหรือเจลซิลิโคนลดรอยแผลเป็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลแผลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้แผลเป็นจางลงได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
วิธีดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องหลังผ่าคลอดให้หายเร็ว
หลังกลับบ้านจากโรงพยาบาล คุณแม่ผ่าคลอดหลายท่านไม่แน่ใจว่าแผลโดนน้ำได้หรือยัง อุ้มลูกได้ไหม หรือต้องทำความสะอาดแผลอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะกังวลค่ะ การดูแลรอยแผลผ่าคลอดเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่หลังคลอดควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแผลแนวตั้งหรือแนวนอน หลักการดูแลจะคล้ายกัน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้เลยนะคะ
ทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี
ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอด คุณแม่ต้องระมัดระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ อักเสบ และหายช้าได้ค่ะ 10 หากแผลถูกปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ สามารถอาบน้ำให้น้ำไหลผ่านพลาสเตอร์ได้ แต่ห้ามแช่อ่างอาบน้ำโดยเด็ดขาด ถ้าแผลเปียกน้ำหรือมีน้ำซึมที่พลาสเตอร์ ควรรีบเปลี่ยนแผลและเปลี่ยนพลาสเตอร์ใหม่ทันทีค่ะ 10 หลังจากตัดไหมเรียบร้อยแล้ว ให้ทำความสะอาดแผลวันละ 2-3 ครั้ง โดยใช้น้ำเกลือเช็ดและซับให้แห้งอย่างเบามือ ที่สำคัญคือห้ามแกะหรือเกาแผลโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แผลเสี่ยงติดเชื้อได้ค่ะ 10
สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวม และใส่ผ้ารัดพยุงท้อง
คุณแม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ไม่รัดหรือเสียดสีบริเวณแผลค่ะ นอกจากนี้การใส่ผ้ารัดหน้าท้องจะช่วยพยุงกล้ามเนื้อเวลาที่คุณแม่ขยับตัวหรือเดิน ช่วยให้แผลผ่าคลอดไม่ถูกดึงรั้ง อีกทั้งยังช่วยลดอาการเจ็บปวดจากแผลได้ด้วยค่ะ 10
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากในช่วง 6-8 สัปดาห์แรกหลังผ่าคลอด 3 เนื่องจากแรงยืดที่ทำให้แผลตึงจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนหนาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลฉีกขาด ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์หรือแผลเป็นนูนได้ค่ะ 5
พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายคุณแม่ฟื้นตัวได้ดี ช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียหลังคลอด และเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกน้อยค่ะ 9
พบแพทย์ตามนัด
โดยทั่วไปภายหลังจากคลอดลูกได้ 4-6 สัปดาห์ แพทย์จะนัดคุณแม่มาตรวจสุขภาพหลังคลอด เพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อยของแผลภายนอก และยังต้องประเมินการฟื้นตัวของอวัยวะภายใน รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจแฝงตัวอยู่ด้วย คุณแม่ไม่ควรละเลยนัดพบแพทย์แม้ว่าจะรู้สึกว่าแผลหายดีแล้วนะคะ
สิ่งที่คุณแม่ควรเตรียมก่อนกลับบ้านหลังผ่าคลอด
- น้ำเกลือล้างแผล + ผ้าก๊อซสะอาดสำหรับทำแผล 10
- เสื้อผ้าหลวมที่ไม่รัดบริเวณแผล 10
- ผ้ารัดหน้าท้องสำหรับพยุงแผลเวลาเดินหรือขยับตัว 10
- ยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมลูก ควรปรึกษาคุณหมอว่ายาชนิดใดปลอดภัย 3
สำหรับคุณแม่ผ่าคลอดในท้องแรกที่สงสัยว่าแผลผ่าคลอดกี่วันหาย ซึ่งปกติทั่วไปแผลผ่าตัดคลอดชั้นนอกจะเริ่มสมานตัวใน 7 วัน 10 ในระหว่างนี้หากคุณแม่คันแผลผ่าคลอดหรือมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง มีเลือดซึม และมีอาการไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ทันทีค่ะ

แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน สังเกตอาการอย่างไร?
คุณแม่หลังผ่าคลอดหลายท่านกังวลว่าแม้แผลภายนอกจะดูดีแล้ว แต่ข้างในอาจยังมีปัญหาอยู่หรือเปล่า ซึ่งเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ค่ะ ภาวะแผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Surgical Site Infection (SSI) พบได้ประมาณ 3% ถึง 15% ทั่วโลก 4 แต่ถ้าคุณแม่รู้จักสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ ก็จะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีค่ะ
อาการที่ควรสังเกต
คุณแม่ควรสังเกตแผลผ่าคลอดอย่างสม่ำเสมอ หากพบสัญญาณเตือน เช่น แผลมีอาการบวมแดงที่ผิดปกติ มีของเหลวหรือหนองไหลซึมออกมา อาการปวดแผลที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทุเลา หรือมีไข้ร่วมด้วย ขอให้รีบไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุดนะคะ
ทั้งนี้ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อคือเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งพบได้ประมาณ 15% ถึง 20% ของผู้ที่มีแผลติดเชื้อ การไปพบแพทย์อย่างทันท่วงทีจะช่วยให้คุณแม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดค่ะ 4
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลอักเสบ
คุณแม่บางท่านอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแผลอักเสบมากกว่าท่านอื่น ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ น้ำหนักตัวมากก่อนตั้งครรภ์, มีโรคเบาหวาน, ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด, การผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน และระยะเวลาผ่าตัดนานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่า 2 เท่าค่ะ 4
การป้องกันแผลอักเสบ
การป้องกันแผลผ่าตัดหน้าท้องอักเสบที่ดีที่สุดคือการดูแลแผลให้สะอาดตามที่แพทย์แนะนำ และรับยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนผ่าตัดตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันก่อนผ่าคลอดภายใต้การดูแลของแพทย์ มีส่วนช่วยลดอัตราการติดเชื้อที่แผลได้ 4 ทั้งนี้หากคุณแม่พบความผิดปกติของแผลผ่าคลอดหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีนะคะ
วิธีลดรอยแผลเป็นจากการผ่าคลอด
คุณแม่หลายท่านเล่าว่าช่วงแรกหลังผ่าคลอด รอยแผลยังเป็นสีแดงอมม่วง ทำให้ไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้าบางชุด บางท่านก็กังวลว่าแผลจะกลายเป็นคีลอยด์หรือเปล่า ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะรอยแผลจะค่อยๆ จางลงตามเวลา และมีวิธีดูแลที่มีส่วนช่วยให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัดหน้าท้องแนวตั้งหรือแนวนอน ลองทำตามวิธีเหล่านี้ได้เลยนะคะ
ใช้แผ่นซิลิโคนเจลหรือเจลซิลิโคนทาแผล
จากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) พบว่าแผ่นซิลิโคนเจล (Silicone gel sheets) สามารถช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) และคีลอยด์ในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นง่ายได้ค่ะ 5 คุณแม่สามารถเริ่มใช้ได้หลังจากแผลปิดสนิทดีแล้ว ตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในเรื่องนี้ยังมีคุณภาพที่หลากหลาย ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ
ใช้เทปกระดาษปิดแผล (Paper tape)
จากการศึกษาแบบสุ่มพบว่าการใช้เทปกระดาษปิดแผลหลังผ่าคลอดช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูนได้ถึง 13.6 เท่าค่ะ 5 วิธีนี้ทำง่ายและราคาไม่แพง คุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีใช้เทปปิดแผลที่เหมาะสมได้เลยนะคะ
นวดบริเวณแผลเบาๆ
การนวดแผลเบาๆ สามารถช่วยให้แผลเรียบเนียนและอ่อนนุ่มขึ้นได้ค่ะ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มนวดเพื่อให้แน่ใจว่าแผลพร้อมแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีแผลเป็นคีลอยด์ ควรหลีกเลี่ยงการนวดแผล เนื่องจากอาจกระตุ้นให้แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์แย่ลงได้ค่ะ 5
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรักษาเพิ่มเติม
หากคุณแม่สังเกตเห็นแผลผ่าคลอดเริ่มนูนหนาขึ้นจนกลายเป็นแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาที่ช่วยให้แผลดูเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ โดยแพทย์อาจแนะนำการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่แผลโดยตรงเพื่อช่วยให้คีลอยด์ยุบตัวลง และเพื่อให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น แพทย์อาจแนะนำการรักษาร่วมกันระหว่างการฉีดยาควบคู่ไปกับการทำเลเซอร์ (Laser) หรือการรักษาด้วยความเย็น (Cryotherapy) ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้แผลเป็นตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าการฉีดยาเพียงอย่างเดียวค่ะ ทั้งนี้ รูปแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะประเมินตามความเหมาะสมของสภาพแผลและผิวพรรณของคุณแม่แต่ละท่านค่ะ 5
อาหารที่ช่วยเร่งการฟื้นตัวหลังผ่าคลอด
หลังผ่าคลอด ร่างกายของคุณแม่ต้องการสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูบาดแผล ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างน้ำนมสำหรับลูกน้อย อาหารที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วค่ะ
สารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูแผลผ่าคลอด
คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้หลากหลายชนิด เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยในกระบวนการสมานแผลได้ค่ะ 9 นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องผูกหลังผ่าตัดด้วยนะคะ 9

นมแม่กับสารอาหารสำคัญสำหรับเด็กผ่าคลอด
คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารสำคัญในนมแม่ที่มีมากกว่า 200 ชนิด เช่น แคลเซียม ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารบำรุงสมอง ให้สมองส่งสัญญาณได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีสารภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิด โดยเฉพาะเด็กผ่าคลอด ซึ่งพลาดโอกาสได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดของคุณแม่ การได้รับนมแม่จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะในนมแม่มีจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ที่อยู่ในกลุ่ม บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ซึ่งเป็นโพรไบโอติก (Probiotics) ที่ช่วยเสริมสมดุลลำไส้ และสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่แรกคลอด
นอกจากนี้นมแม่ยังส่งผลดีต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยอีกด้วยค่ะ จากการศึกษาขนาดใหญ่แบบสุ่ม (Randomized trial) พบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีกว่า (6) โดยสารอาหารสำคัญในนมแม่ที่กล่าวข้างต้น รวมถึงแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตค่ะ
การดูแลแผลผ่าคลอดอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของคุณแม่หลังคลอด ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าคลอดแนวตั้งหรือแนวนอน การดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็ว ทั้งนี้หากคุณแม่พบความผิดปกติของแผลผ่าคลอดหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- Classical Cesarean Section, The Surgery Journal
- Comparison of Transverse and Vertical Skin Incision for Emergency Cesarean Delivery, Obstetrics & Gynecology
- Cesarean Delivery, StatPearls — NCBI Bookshelf
- Postcesarean wound infection: prevalence, impact, prevention, and management challenges, International Journal of Women's Health
- The Most Current Algorithms for the Treatment and Prevention of Hypertrophic Scars and Keloids: A 2020 Update, Plastic and Reconstructive Surgery
- Breastfeeding during infancy and neurocognitive function in adolescence: 16-year follow-up of the PROBIT cluster-randomized trial, PLOS Medicine
- ชนิดของแผลผ่าตัดทางสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- วิธีการผ่าท้องทำคลอดแบบอิงหลักฐานเชิงประจักษ์, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- An integrative review of home care recommendations for women after caesarean section, Journal of Clinical Nursing
- 8 เคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอด แผลสวย หายไว ฟื้นตัวเร็ว, โรงพยาบาลวิมุต
- คลายข้อกังวลคุณแม่ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง มีลูกได้อีกกี่คน, โรงพยาบาลวิมุต
อ้างอิง ณ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569