ผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน ต่างกันยังไง พร้อมวิธีดูแลแผล ลดรอยแผลเป็น

ผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน ต่างกันยังไง พร้อมวิธีดูแลแผล ลดรอยแผลเป็น

ก.ค. 16, 2026
14นาที

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการผ่าคลอดเป็นหัตถการที่จำเป็นเมื่อการคลอดธรรมชาติอาจเป็นความเสี่ยง 2 แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอดแบ่งเป็น 2 แบบ คือแนวตั้งกับแนวนอน 7, 8 การดูแลแผลผ่าคลอดอย่างถูกวิธีจะมีส่วนช่วยให้แผลสมานตัวเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะอักเสบ และช่วยให้รอยแผลเป็นจางลงค่ะ

Listen Transcript

ผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน ต่างกันยังไง พร้อมวิธีดูแลแผล ลดรอยแผลเป็น

คำถามที่พบบ่อย

ผ่าคลอดแนวตั้งเจ็บกว่าแนวนอนจริงไหม?

คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวตั้งจะมีอาการปวดแผลหลังผ่าตัดมากกว่าคุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวนอนค่ะ 7, 8 อย่างไรก็ตาม แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอดแนวนอนมีความแข็งแรงของแผลมากกว่า และความสวยงามของแผลมากกว่าด้วยค่ะ 7

แผลผ่าคลอดข้างในกี่วันหาย?

แผลผ่าคลอดชั้นนอก (ผิวหนัง) จะเริ่มสมานตัวภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนผิวหนังชั้นในจะใช้เวลา 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มสมานกันมากขึ้นค่ะ 10 หลังจากนั้นแผลจะค่อยๆ ปิดสนิทและเปลี่ยนสี ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าแผลจะจางลงจนหายดี คุณแม่ควรดูแลแผลอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์นะคะ 10

หลังผ่าคลอดแนวตั้ง สามารถตั้งครรภ์อีกครั้งได้ไหม?

คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนวตั้งสามารถตั้งครรภ์อีกครั้งได้ค่ะ แต่ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการผ่าคลอดแนวตั้งคือภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป ดังนั้นคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดแนวตั้งมาก่อนจึงไม่แนะนำให้คลอดธรรมชาติในครรภ์ต่อไปค่ะ 1 ทั้งนี้ทุกครั้งที่มีการผ่าตัดหน้าท้องจะทำให้เกิดพังผืดขึ้นได้ 11 หากคุณแม่ต้องการมีลูกอีก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งใหม่อย่างปลอดภัยนะคะ

สรุป

  • ผ่าคลอดแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แนวตั้ง (Classical Cesarean Section) ซึ่งมักใช้เมื่อเข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือมีภาวะรกเกาะต่ำ 8 กับแนวนอน (Transverse incision) ที่นิยมใช้มากที่สุด โดยแนวนอนแผลแข็งแรงกว่า เจ็บน้อยกว่า 7, 8
  • แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอด คุณหมอต้องผ่าผ่านชั้นเนื้อเยื่อหลายชั้น ตั้งแต่ผิวหนังจนถึงถุงน้ำคร่ำ กว่าจะถึงตัวลูกน้อย 8
  • แผลผ่าคลอดชั้นนอกเริ่มสมานตัวภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนแผลชั้นใน ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นแผลจะค่อยๆ จางลง โดยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงราว 6 เดือน แล้วค่อยๆ จางเป็นสีขาวเรียบจนหายดีค่ะ 10
  • การดูแลแผลอย่างถูกวิธี เช่น ไม่ให้แผลโดนน้ำใน 7 วันแรก หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และพบแพทย์ตามนัด จะช่วยให้แผลหายเร็วและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนค่ะ 9, 10

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

การผ่าคลอดมีกี่แบบ? แผลผ่าตัดหน้าท้องแนวตั้ง vs แนวนอน

การผ่าคลอดแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ตามแนวการลงมีดที่ผนังหน้าท้อง ได้แก่ การผ่าคลอดแนวตั้ง และการผ่าคลอดแนวนอน ซึ่งแต่ละแบบมีข้อบ่งชี้ ข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกแนวการผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาวะของคุณแม่แต่ละท่านค่ะ 8

แผลผ่าตัดแนวตั้ง เรียกว่าอะไร?

การผ่าคลอดแนวตั้งมีชื่อทางการแพทย์ว่า Classical Cesarean Section เป็นวิธีการผ่าตัดคลอดแบบดั้งเดิม โดยแพทย์จะลงมีดในแนวดิ่งบริเวณกลางหน้าท้อง ตั้งแต่ใต้สะดือลงมาถึงเหนือกระดูกหัวหน่าว มีความยาวแผลประมาณ 15 เซนติเมตร 8 การผ่าคลอดแนวตั้งมักใช้เมื่อเข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก เช่น มดลูกส่วนล่างยังพัฒนาไม่เต็มที่อย่างในกรณีคลอดก่อนกำหนด, ทารกอยู่ในท่าขวาง หรือมีภาวะรกเกาะต่ำ 8 นอกจากนี้ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการผ่าคลอดแนวตั้งคือภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป 1 ข้อดีของการผ่าคลอดแนวตั้งคือใช้เวลาในการผ่าตัดสั้นกว่า สามารถนำทารกออกได้รวดเร็ว และขยายแผลได้ง่ายหากทารกตัวใหญ่ 8 แต่ข้อเสียคือคุณแม่จะเจ็บแผลมากกว่า แผลแข็งแรงน้อยกว่า และความสวยงามของแผลน้อยกว่าแนวนอนค่ะ 7, 8

 

การผ่าคลอดแนวนอน

การผ่าคลอดแนวนอน (Transverse incision) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยแพทย์จะลงมีดในแนวขวางบริเวณเหนือขอบหัวหน่าวขึ้นมาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตำแหน่งนี้เรียกว่าแนวบิกินี่ (Bikini line) เพราะสามารถซ่อนรอยแผลไว้ใต้ขอบกางเกงชั้นในได้ค่ะ 7 แผลผ่าคลอดแนวนอนมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตรเช่นกัน 8 ข้อดีคือแผลแข็งแรงกว่า สวยงามกว่า และคุณแม่เจ็บแผลน้อยกว่า 7, 8 แต่ใช้เวลาในการผ่าตัดนานกว่าแนวตั้งประมาณ 3-4 นาที 8

 

ตารางเปรียบเทียบผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน

ข้อเปรียบเทียบ

ผ่าคลอดแนวตั้ง (Vertical incision)

ผ่าคลอดแนวนอน (Transverse incision)

ความแข็งแรงของแผลน้อยกว่ามากกว่า
ความสวยงามของแผลน้อยกว่ามากกว่า
เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดน้อยกว่า (เร็วกว่า 3-4 นาที)มากกว่า
อาการปวดแผลหลังผ่าตัดมากกว่าน้อยกว่า
ความเสี่ยงเกิดก้อนเลือดคั่ง (Hematoma)น้อยกว่ามากกว่า
การขยายแผลเพิ่มทำได้ง่ายทำได้จำกัด
ข้อบ่งชี้หลักเข้าถึงมดลูกส่วนล่างได้ยาก, คลอดก่อนกำหนด, ทารกท่าขวางการผ่าคลอดทั่วไป (นิยมใช้มากที่สุด)

ที่มา: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 7, 8

 

ทั้งการผ่าคลอดแนวตั้งและแนวนอนจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เนื่องจากคุณแม่หลังผ่าคลอดอาจเกิดภาวะแผลผ่าคลอดอักเสบข้างในได้ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผลผ่าคลอด ทำให้เกิดการอักเสบภายในขึ้นมา จึงควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างสม่ำเสมอค่ะ เช่น แผลบวมแดง เจ็บแผลผ่าคลอดมากขึ้น มีหนองหรือน้ำเหลืองที่มีกลิ่นเหม็นซึมออกมาจากรอยแผล มีอาการหนาวสั่นร่วมกับไข้ 
 
 

ผ่าคลอดผ่ากี่ชั้น กว่าจะถึงตัวลูก?

เห็นแผลผ่าตัดหน้าท้องภายนอกดูเป็นเส้นเดียว แต่จริงๆ แล้วคุณหมอต้องผ่าผ่านชั้นเนื้อเยื่อหลายชั้นมากกว่าจะถึงตัวลูกน้อยค่ะ โดยแพทย์จะผ่าผ่านผิวหนังหน้าท้อง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชั้นกล้ามเนื้อ แล้วผ่าเปิดมดลูก จากนั้นจึงนำลูกน้อยออกมา 8 ซึ่งแต่ละชั้นมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

ผิวหนัง (Skin)

ชั้นแรกที่คุณหมอลงมีดคือผิวหนังบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง โดยจะลงแผลในแนวขวาง (Transverse) หรือแนวตั้ง (Vertical) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคุณแม่แต่ละท่าน ขนาดแผลโดยทั่วไปประมาณ 15 เซนติเมตร 8

 

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)

ชั้นถัดมาคือชั้นไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง แพทย์มักใช้วิธีแหวกด้วยนิ้วมือ (Blunt dissection) แทนการใช้มีดตัด เนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่าและลดโอกาสที่เส้นเลือดจะได้รับบาดเจ็บ 8

 

เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (Fascia)

เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แข็งแรง ทำหน้าที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ แพทย์จะลงมีดเปิดแผลขนาดเล็กตรงกลาง แล้วขยายไปทางด้านข้างด้วยกรรไกรหรือใช้นิ้วดึงแยกออก 8

 

กล้ามเนื้อหน้าท้อง (Rectus Abdominis Muscle)

ชั้นนี้คุณหมอมักใช้วิธีแหวกแยกกล้ามเนื้อออกจากกันแทนการตัด เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไว้ค่ะ 8 จากการศึกษาพบว่าการตัดกล้ามเนื้อชั้นนี้จะทำให้คุณแม่เจ็บปวดหลังผ่าตัดมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ตัด 8

 

เยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum)

เยื่อบุช่องท้องเป็นเยื่อบางๆ ที่บุอยู่ด้านในของช่องท้อง แพทย์จะใช้นิ้วมือแหวกเปิดเยื่อชั้นนี้อย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ 8 เมื่อผ่านชั้นนี้แล้ว คุณหมอจะเห็นตัวมดลูกค่ะ 8
 

ผ่าคลอดแนวตั้ง vs แนวนอน ต่างกันอย่างไร

 

ผนังมดลูก (Uterus)

แพทย์จะลงมีดเปิดผนังมดลูกบริเวณส่วนล่าง (Lower uterine segment) ในแนวขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะเสียเลือดน้อยกว่า และลดความเสี่ยงที่มดลูกจะแตกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป 8 จากนั้นจะใช้นิ้วมือขยายแผลออกทางด้านข้างอย่างเบามือ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เสียเลือดน้อย และลดการบาดเจ็บต่อทารกค่ะ 8

 

ถุงน้ำคร่ำ (Amniotic Sac)

ชั้นสุดท้ายที่ห่อหุ้มตัวลูกน้อยคือถุงน้ำคร่ำ เมื่อคุณหมอเปิดถุงน้ำคร่ำ น้ำคร่ำจะไหลออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ นำลูกน้อยออกมาอย่างนุ่มนวลค่ะ 8

หลังจากนำลูกน้อยและรกออกมาเรียบร้อยแล้ว คุณหมอจะเย็บปิดแผลกลับทีละชั้น ตั้งแต่ชั้นมดลูก, เยื่อบุช่องท้อง, กล้ามเนื้อ, เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ, ชั้นไขมัน จนถึงผิวหนังชั้นนอก โดยไหมที่ใช้เย็บอาจเป็นแบบละลายเองได้ (absorbable suture) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าไม่มีความแตกต่างกันในผลลัพธ์การผ่าตัดเมื่อเทียบกับไหมชนิดอื่นค่ะ 8

 

แผลผ่าตัดหน้าท้อง กี่วันหาย? ไทม์ไลน์การสมานแผล

คุณแม่หลายท่านมักมีคำถามว่าแผลผ่าตัดหน้าท้อง กี่วันหาย แผลผ่าตัดหน้าท้องจากการผ่าคลอดจะค่อยๆ สมานตัวอย่างเป็นขั้นตอน สำหรับคุณแม่ที่กังวลว่าแผลจะหายดีเมื่อไหร่ ลองดูไทม์ไลน์คร่าวๆ เพื่อเตรียมใจและดูแลตัวเองได้ถูกต้องนะคะ

สัปดาห์แรก (7 วันแรก)

ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอดเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดค่ะ แผลผ่าคลอดบริเวณชั้นนอก (ผิวหนัง) จะเริ่มสมานตัว คุณแม่ต้องระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ อักเสบ และหายช้าได้ 10 คุณแม่หลายท่านเล่าว่าในช่วงนี้อาจรู้สึกเจ็บแผล มีอาการบวม หรือมีรอยแดงบริเวณแผล ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ

 

สัปดาห์ที่ 2-4

ผิวหนังชั้นในจะเริ่มสมานกันมากขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังผ่าคลอด 10 คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก 3 เพื่อไม่ให้แรงดันกระทำต่อแผลผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้ไหมที่เย็บหลวม แผลแยก หรือเลือดออกได้ 9 อาการเจ็บแผลจะค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ายังปวดมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ค่ะ

 

เดือนที่ 1 เป็นต้นไป

หลังจากแผลผ่าคลอดปิดสนิทแล้ว แผลจะเปลี่ยนสีคล้ำขึ้น เป็นสีแดงอมม่วงราว 6 เดือน จากนั้นจะค่อยๆ จางเป็นสีขาวเรียบไปเรื่อยๆ จนหายดีค่ะ 10 ระยะเวลาที่แผลจะจางสนิทขึ้นอยู่กับร่างกายของคุณแม่แต่ละท่าน ช่วงนี้คุณแม่สามารถเริ่มทาครีมหรือเจลซิลิโคนลดรอยแผลเป็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์ การดูแลแผลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้แผลเป็นจางลงได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

 

วิธีดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องหลังผ่าคลอดให้หายเร็ว

หลังกลับบ้านจากโรงพยาบาล คุณแม่ผ่าคลอดหลายท่านไม่แน่ใจว่าแผลโดนน้ำได้หรือยัง อุ้มลูกได้ไหม หรือต้องทำความสะอาดแผลอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะกังวลค่ะ การดูแลรอยแผลผ่าคลอดเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่หลังคลอดควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแผลแนวตั้งหรือแนวนอน หลักการดูแลจะคล้ายกัน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้เลยนะคะ

ทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี

ช่วง 7 วันแรกหลังผ่าคลอด คุณแม่ต้องระมัดระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อ อักเสบ และหายช้าได้ค่ะ 10 หากแผลถูกปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ สามารถอาบน้ำให้น้ำไหลผ่านพลาสเตอร์ได้ แต่ห้ามแช่อ่างอาบน้ำโดยเด็ดขาด ถ้าแผลเปียกน้ำหรือมีน้ำซึมที่พลาสเตอร์ ควรรีบเปลี่ยนแผลและเปลี่ยนพลาสเตอร์ใหม่ทันทีค่ะ 10 หลังจากตัดไหมเรียบร้อยแล้ว ให้ทำความสะอาดแผลวันละ 2-3 ครั้ง โดยใช้น้ำเกลือเช็ดและซับให้แห้งอย่างเบามือ ที่สำคัญคือห้ามแกะหรือเกาแผลโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แผลเสี่ยงติดเชื้อได้ค่ะ 10

 

สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวม และใส่ผ้ารัดพยุงท้อง

คุณแม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ไม่รัดหรือเสียดสีบริเวณแผลค่ะ นอกจากนี้การใส่ผ้ารัดหน้าท้องจะช่วยพยุงกล้ามเนื้อเวลาที่คุณแม่ขยับตัวหรือเดิน ช่วยให้แผลผ่าคลอดไม่ถูกดึงรั้ง อีกทั้งยังช่วยลดอาการเจ็บปวดจากแผลได้ด้วยค่ะ 10

 

หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากในช่วง 6-8 สัปดาห์แรกหลังผ่าคลอด 3 เนื่องจากแรงยืดที่ทำให้แผลตึงจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนหนาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลฉีกขาด ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นคีลอยด์หรือแผลเป็นนูนได้ค่ะ 5

 

พักผ่อนให้เพียงพอ

การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายคุณแม่ฟื้นตัวได้ดี ช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียหลังคลอด และเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกน้อยค่ะ 9

 

พบแพทย์ตามนัด

โดยทั่วไปภายหลังจากคลอดลูกได้ 4-6 สัปดาห์ แพทย์จะนัดคุณแม่มาตรวจสุขภาพหลังคลอด เพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อยของแผลภายนอก และยังต้องประเมินการฟื้นตัวของอวัยวะภายใน รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจแฝงตัวอยู่ด้วย คุณแม่ไม่ควรละเลยนัดพบแพทย์แม้ว่าจะรู้สึกว่าแผลหายดีแล้วนะคะ

 

สิ่งที่คุณแม่ควรเตรียมก่อนกลับบ้านหลังผ่าคลอด

  • น้ำเกลือล้างแผล + ผ้าก๊อซสะอาดสำหรับทำแผล 10
  • เสื้อผ้าหลวมที่ไม่รัดบริเวณแผล 10
  • ผ้ารัดหน้าท้องสำหรับพยุงแผลเวลาเดินหรือขยับตัว 10
  • ยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะคุณแม่ที่ให้นมลูก ควรปรึกษาคุณหมอว่ายาชนิดใดปลอดภัย 3

สำหรับคุณแม่ผ่าคลอดในท้องแรกที่สงสัยว่าแผลผ่าคลอดกี่วันหาย ซึ่งปกติทั่วไปแผลผ่าตัดคลอดชั้นนอกจะเริ่มสมานตัวใน 7 วัน 10 ในระหว่างนี้หากคุณแม่คันแผลผ่าคลอดหรือมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง มีเลือดซึม และมีอาการไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ทันทีค่ะ

 

เข้าใจแผลผ่าคลอด ให้ลูกสมองไว และภูมิคุ้มกันแข็งแรง

 

แผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน สังเกตอาการอย่างไร?

คุณแม่หลังผ่าคลอดหลายท่านกังวลว่าแม้แผลภายนอกจะดูดีแล้ว แต่ข้างในอาจยังมีปัญหาอยู่หรือเปล่า ซึ่งเป็นความกังวลที่เข้าใจได้ค่ะ ภาวะแผลผ่าคลอดอักเสบข้างใน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Surgical Site Infection (SSI) พบได้ประมาณ 3% ถึง 15% ทั่วโลก 4 แต่ถ้าคุณแม่รู้จักสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ ก็จะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีค่ะ

อาการที่ควรสังเกต

คุณแม่ควรสังเกตแผลผ่าคลอดอย่างสม่ำเสมอ หากพบสัญญาณเตือน เช่น แผลมีอาการบวมแดงที่ผิดปกติ มีของเหลวหรือหนองไหลซึมออกมา อาการปวดแผลที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะค่อยๆ ทุเลา หรือมีไข้ร่วมด้วย ขอให้รีบไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุดนะคะ

ทั้งนี้ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อคือเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งพบได้ประมาณ 15% ถึง 20% ของผู้ที่มีแผลติดเชื้อ การไปพบแพทย์อย่างทันท่วงทีจะช่วยให้คุณแม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดค่ะ 4

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลอักเสบ

คุณแม่บางท่านอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแผลอักเสบมากกว่าท่านอื่น ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ น้ำหนักตัวมากก่อนตั้งครรภ์, มีโรคเบาหวาน, ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด, การผ่าคลอดแบบฉุกเฉิน และระยะเวลาผ่าตัดนานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่า 2 เท่าค่ะ 4

 

การป้องกันแผลอักเสบ

การป้องกันแผลผ่าตัดหน้าท้องอักเสบที่ดีที่สุดคือการดูแลแผลให้สะอาดตามที่แพทย์แนะนำ และรับยาปฏิชีวนะป้องกันก่อนผ่าตัดตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันก่อนผ่าคลอดภายใต้การดูแลของแพทย์ มีส่วนช่วยลดอัตราการติดเชื้อที่แผลได้ 4 ทั้งนี้หากคุณแม่พบความผิดปกติของแผลผ่าคลอดหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีนะคะ

 

วิธีลดรอยแผลเป็นจากการผ่าคลอด

คุณแม่หลายท่านเล่าว่าช่วงแรกหลังผ่าคลอด รอยแผลยังเป็นสีแดงอมม่วง ทำให้ไม่มั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้าบางชุด บางท่านก็กังวลว่าแผลจะกลายเป็นคีลอยด์หรือเปล่า ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะรอยแผลจะค่อยๆ จางลงตามเวลา และมีวิธีดูแลที่มีส่วนช่วยให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัดหน้าท้องแนวตั้งหรือแนวนอน ลองทำตามวิธีเหล่านี้ได้เลยนะคะ

ใช้แผ่นซิลิโคนเจลหรือเจลซิลิโคนทาแผล

จากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) พบว่าแผ่นซิลิโคนเจล (Silicone gel sheets) สามารถช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) และคีลอยด์ในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นง่ายได้ค่ะ 5 คุณแม่สามารถเริ่มใช้ได้หลังจากแผลปิดสนิทดีแล้ว ตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในเรื่องนี้ยังมีคุณภาพที่หลากหลาย ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ

 

ใช้เทปกระดาษปิดแผล (Paper tape)

จากการศึกษาแบบสุ่มพบว่าการใช้เทปกระดาษปิดแผลหลังผ่าคลอดช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูนได้ถึง 13.6 เท่าค่ะ 5 วิธีนี้ทำง่ายและราคาไม่แพง คุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีใช้เทปปิดแผลที่เหมาะสมได้เลยนะคะ

 

นวดบริเวณแผลเบาๆ

การนวดแผลเบาๆ สามารถช่วยให้แผลเรียบเนียนและอ่อนนุ่มขึ้นได้ค่ะ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มนวดเพื่อให้แน่ใจว่าแผลพร้อมแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีแผลเป็นคีลอยด์ ควรหลีกเลี่ยงการนวดแผล เนื่องจากอาจกระตุ้นให้แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์แย่ลงได้ค่ะ 5

 

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรักษาเพิ่มเติม

หากคุณแม่สังเกตเห็นแผลผ่าคลอดเริ่มนูนหนาขึ้นจนกลายเป็นแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาที่ช่วยให้แผลดูเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ โดยแพทย์อาจแนะนำการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่แผลโดยตรงเพื่อช่วยให้คีลอยด์ยุบตัวลง และเพื่อให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น แพทย์อาจแนะนำการรักษาร่วมกันระหว่างการฉีดยาควบคู่ไปกับการทำเลเซอร์ (Laser) หรือการรักษาด้วยความเย็น (Cryotherapy) ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยให้แผลเป็นตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าการฉีดยาเพียงอย่างเดียวค่ะ ทั้งนี้ รูปแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะประเมินตามความเหมาะสมของสภาพแผลและผิวพรรณของคุณแม่แต่ละท่านค่ะ 5

 

อาหารที่ช่วยเร่งการฟื้นตัวหลังผ่าคลอด

หลังผ่าคลอด ร่างกายของคุณแม่ต้องการสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูบาดแผล ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างน้ำนมสำหรับลูกน้อย อาหารที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วค่ะ

สารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูแผลผ่าคลอด

คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้หลากหลายชนิด เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยในกระบวนการสมานแผลได้ค่ะ 9 นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องผูกหลังผ่าตัดด้วยนะคะ 9

 

สร้างสมองไว ให้เด็กผ่าคลอด พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันด้วยนมแม่

 

นมแม่กับสารอาหารสำคัญสำหรับเด็กผ่าคลอด

คุณแม่ที่ผ่าคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารสำคัญในนมแม่ที่มีมากกว่า 200 ชนิด เช่น แคลเซียม ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารบำรุงสมอง ให้สมองส่งสัญญาณได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีสารภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายชนิด โดยเฉพาะเด็กผ่าคลอด ซึ่งพลาดโอกาสได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดของคุณแม่ การได้รับนมแม่จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะในนมแม่มีจุลินทรีย์สุขภาพอย่าง บี แล็กทิส (B. lactis) ที่อยู่ในกลุ่ม     บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ซึ่งเป็นโพรไบโอติก (Probiotics) ที่ช่วยเสริมสมดุลลำไส้ และสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยได้ตั้งแต่แรกคลอด

นอกจากนี้นมแม่ยังส่งผลดีต่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยอีกด้วยค่ะ จากการศึกษาขนาดใหญ่แบบสุ่ม (Randomized trial) พบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีกว่า (6) โดยสารอาหารสำคัญในนมแม่ที่กล่าวข้างต้น รวมถึงแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตค่ะ

การดูแลแผลผ่าคลอดอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของคุณแม่หลังคลอด ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าคลอดแนวตั้งหรือแนวนอน การดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็ว ทั้งนี้หากคุณแม่พบความผิดปกติของแผลผ่าคลอดหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. Classical Cesarean Section, The Surgery Journal
  2. Comparison of Transverse and Vertical Skin Incision for Emergency Cesarean Delivery, Obstetrics & Gynecology
  3. Cesarean Delivery, StatPearls — NCBI Bookshelf
  4. Postcesarean wound infection: prevalence, impact, prevention, and management challenges, International Journal of Women's Health
  5. The Most Current Algorithms for the Treatment and Prevention of Hypertrophic Scars and Keloids: A 2020 Update, Plastic and Reconstructive Surgery
  6. Breastfeeding during infancy and neurocognitive function in adolescence: 16-year follow-up of the PROBIT cluster-randomized trial, PLOS Medicine
  7. ชนิดของแผลผ่าตัดทางสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  8. วิธีการผ่าท้องทำคลอดแบบอิงหลักฐานเชิงประจักษ์, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  9. An integrative review of home care recommendations for women after caesarean section, Journal of Clinical Nursing
  10. 8 เคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอด แผลสวย หายไว ฟื้นตัวเร็ว, โรงพยาบาลวิมุต
  11. คลายข้อกังวลคุณแม่ ผ่าคลอดได้กี่ครั้ง มีลูกได้อีกกี่คน, โรงพยาบาลวิมุต

อ้างอิง ณ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569