คุณแม่ยิ้มอย่างมีความสุขขณะกำลังอุ้มลูกน้อย

เด็กเดินเขย่งเท้า ลูกเดินเขย่งเท้า ผิดปกติไหม? เช็กอาการด่วน

เม.ย. 22, 2026
9นาที

ลูกเดินเขย่งเท้า เป็นพัฒนาการปกติหรือสัญญาณอันตราย? บทความนี้จะพาคุณแม่มาเช็กสาเหตุที่ทำให้ เด็กเดินเขย่งเท้า พร้อมวิธีสังเกตอาการที่ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เจ้าตัวเล็กก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและเติบโตสมวัยที่สุดค่ะ

Listen Transcript

เด็กเดินเขย่งเท้า ลูกเดินเขย่งเท้า ผิดปกติไหม? เช็กอาการด่วน

คำถามที่พบบ่อย

การเดินเขย่งเท้าสามารถทำให้เกิดปัญหาอะไรได้บ้าง?

การที่เด็กเดินเขย่งเท้าอาจทำให้เด็กมีโอกาสหกล้มได้ง่ายขึ้น และเด็กอาจรู้สึกขาดความมั่นใจหรือประหม่าที่เดินแตกต่างจากเด็กคนอื่นค่ะ 6

ลูกเดินเขย่งเท้า เกี่ยวข้องกับโรคออทิสติก (Autism) หรือโรคอื่นได้หรือไม่?

หากการเดินเขย่งเท้ายังคงดำเนินต่อไปหลังจากช่วงวัยเตาะแตะ อาจบ่งบอกถึงโรคทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อได้ค่ะ โดยภาวะสมองพิการ (Cerebral palsy), โรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular dystrophy) และโรคเท้าปุก (Clubfoot) ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเดินเขย่งเท้าได้ค่ะ 1

จริงไหม? เด็กที่เดินเขย่งปลายเท้าในช่วงวัยหัดเดิน อาจมีความเสี่ยงเป็นสมาธิสั้น (ADHD)?

การเดินเขย่งปลายเท้าในเด็กวัยหัดเดินอาจไม่ได้ระบุถึงโรคสมาธิสั้นเสมอไปค่ะ แม้จะมีข้อมูลว่าเด็กกลุ่ม ADHD อาจมีพฤติกรรมเดินเขย่งต่อเนื่องนานกว่าปกติในช่วงวัยเด็ก หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลว่าลูกอาจเป็นโรคสมาธิสั้น สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวินิจฉัย เพื่อเข้ารับการดูแลได้อย่างตรงจุดค่ะ

ทั้งนี้ในเด็กส่วนใหญ่จะเลิกเดินเขย่งปลายเท้าได้เองในที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีการเดินเขย่งปลายเท้าอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ หรือเป็นสาเหตุของอาการปวดเรื้อรัง ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเท้า (Podiatrist) ค่ะ  1

สรุป

  • เด็กเดินเขย่งเท้า คือการที่เด็กเดินลงน้ำหนักที่ปลายเท้าโดยที่ส้นเท้าไม่แตะพื้น เป็นเรื่องปกติในเด็กเล็กที่กำลังหัดเดิน 5 การเดินเขย่งเท้ามักเป็นเรื่องปกติในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 2-3 ปี จากนั้นพฤติกรรมนี้จะค่อยๆ พบได้น้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น 1
  • จังหวะการก้าวเดินที่ปกติของเด็กจะมี 3 จังหวะ คือ เริ่มจากส้นเท้าแตะพื้น ตามด้วยฝ่าเท้าราบลงสัมผัสกับพื้นทั้งหมด และสุดท้ายคือการใช้ปลายเท้าส่งตัวเดินไปข้างหน้า ซึ่งหากลูกน้อยมีลำดับการเดินครบถ้วนตามนี้ก็ถือว่ามีพัฒนาการการเดินที่เป็นปกติ 1
  • ในกรณีที่เด็กเดินเขย่งเท้าจนเริ่มมีอาการล้าของกล้ามเนื้อ คุณหมออาจแนะนำให้สวมรองเท้าพิเศษที่มีพื้นแข็ง (Rigid soles) เพื่อช่วยจำกัดการงอของปลายเท้าและป้องกันไม่ให้ลูกเดินเขย่งได้ง่าย 1 , 6

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

เด็กเดินเขย่งเท้า (Toe Walking) คืออะไร? แบบไหนเรียกว่าปกติ?

คุณแม่เคยสังเกตไหมคะ? เวลาเจ้าตัวเล็กอยากจะแอบมองบนโต๊ะอาหาร หรือเอื้อมหยิบขนมชิ้นโปรดที่วางอยู่สูงๆ พวกเขามักจะเขย่งเท้าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งดูน่ารักเหมือนนักบัลเลต์ตัวน้อย แต่ถ้าลูกเริ่มเดินด้วยการใช้เฉพาะปลายเท้าตลอดเวลา โดยที่ส้นเท้าไม่แตะพื้นเลย แบบนี้เราเรียกว่า "อาการเดินเขย่งเท้า" (Toe Walking) ค่ะ 1 การเดินเขย่งเท้า คือการที่เด็กเดินลงน้ำหนักที่ปลายเท้าโดยที่ส้นเท้าไม่แตะพื้น 5

เด็กเดินเขย่งเท้า แบบไหนเรียกว่าปกติ

ในช่วงที่ลูกน้อยกำลังเริ่มหัดเดิน (ประมาณ 10-12 เดือน) 2 โดยเดินเขย่งเท้าบ้างถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ค่ะ 1  ซึ่งตามหลักแล้ว การก้าวเดินที่สมบูรณ์ควรมี 3 จังหวะ ดังนี้ค่ะ 1

  1. ส้นเท้าแตะพื้น
  2. ฝ่าเท้าราบลง สัมผัสกับพื้นทั้งหมด
  3. ใช้ปลายเท้าส่งตัว เดินไปข้างหน้า

สำหรับ เจ้าตัวเล็กวัยหัดเดิน บางครั้งเขาอาจจะ "ติด" อยู่ที่ขั้นที่ 3 คือใช้เพียงปลายเท้าแตะพื้นเท่านั้น แม้จะไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคน แต่ก็พบได้บ่อยในช่วงที่ลูกกำลังเรียนรู้การใช้เท้าค่ะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เด็กๆ จะค่อยๆ พัฒนาจนสามารถเดินเต็มเท้าได้เองเมื่ออายุประมาณ 18 เดือนค่ะ 1

 

เด็กเดินเขย่งเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การที่ลูกเดินเขย่งเท้าเป็นเรื่องปกติในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 1-2 ปี หลังจากนั้นพฤติกรรมนี้จะค่อยๆ พบได้น้อยลงเมื่อเด็กโตขึ้น แต่หากพฤติกรรมนี้ยังคงปรากฏในเด็กที่โตกว่าวัยหัดเดินโดยไม่มีสาเหตุทางการแพทย์ที่ชัดเจน จะถูกเรียกว่า การเดินเขย่งแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic toe walking) ซึ่งเป็นสัญญาณที่เริ่มน่าจับตามองและควรเริ่มสังเกตอย่างใกล้ชิดค่ะ 1

 

เจาะลึก 4 สาเหตุหลักทำไมเด็กเดินเขย่งเท้า?

นอกจากพัฒนาการตามช่วงวัยที่ลูกกำลังเรียนรู้การใช้เท้าแล้ว นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เจ้าตัวเล็กเดินเขย่งต่อเนื่อง ดังนี้ค่ะ

1. พันธุกรรม (Genetics)

รู้ไหมคะว่าการที่ลูกเดินเขย่งเท้ามีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้ด้วยนะคะ มีผลการศึกษา จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) พบว่า เด็กที่มีอาการเดินเขย่งเท้าแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic toe walking) ถึง 44.2% มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมาก่อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าหากคุณพ่อหรือคุณแม่คนใดคนหนึ่งมีอาการนี้ ลูกก็มีโอกาสได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ค่ะ 1 , 3

 

2. โครงสร้างกล้ามเนื้อ (Muscle Composition)

เด็กที่เดินเขย่งมักจะมีสัดส่วนของ กล้ามเนื้อชนิดหดตัวช้า (Slow-twitch muscle fibers) ในบริเวณขามากกว่าปกติค่ะ เนื่องจากกล้ามเนื้อชนิดนี้สร้างแรงส่งได้ไม่มากนัก ลูกจึงอาจเลือกเดินเขย่งเพื่อช่วยให้ก้าวเดินได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงกดเท้ามากเกินไปนั่นเอง 1

 

3. เท้าไวต่อความรู้สึกมากเป็นพิเศษ (Hyper-sensitive feet)

มีงานวิจัยจาก SAGE Journals ระบุว่าการเดินเขย่งอาจเกี่ยวข้องกับระบบรับความรู้สึกค่ะ ลูกอาจจะรู้สึก "แปลกๆ" หรือไม่สบายเท้าเวลาที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นแบบเต็มๆ การเดินเขย่งจึงเป็นกลยุทธ์ที่ร่างกายใช้โดยไม่รู้ตัว เพื่อลดพื้นที่ผิวสัมผัสให้น้อยลง จะได้ไม่รู้สึกถูกกระตุ้นมากเกินไปเวลาเดินค่ะ 1 , 4

 

4. เอ็นร้อยหวายสั้น (Limited ankle movement)

สาเหตุทางกายภาพที่สำคัญคือเรื่องของ เส้นเอ็นร้อยหวายสั้น ค่ะ เด็กบางคนอาจเกิดมาพร้อมกับเอ็นร้อยหวายที่ตึงหรือสั้นกว่าปกติ ทำให้ลูกทำท่า "กระดกปลายเท้าขึ้น" (Dorsiflexion) ได้ยาก เมื่อกระดกเท้าลำบาก เท้าจึงมักจะตกลงไปอยู่ในท่าเขย่งโดยธรรมชาติค่ะ 1

การสังเกตแต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องที่ดีมากค่ะคุณแม่ หากพบว่าลูกเดินเขย่งเท้ามากผิดปกติ การปรึกษาคุณหมอพัฒนาการเด็กหรือนักกายภาพบำบัดจะช่วยให้เราหาวิธีปรับเปลี่ยนท่าเดินของลูกได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ

 

ไทม์ไลน์พัฒนาการ อายุเท่าไหร่ที่ "เด็กเดินเขย่งเท้า" ถือว่าน่าห่วง?

คุณแม่หลายท่านอาจสงสัยว่า แล้วจุดไหนกันแน่ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่าง "พัฒนาการปกติ" กับ "สัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง" มาลองเช็กตามช่วงอายุกันค่ะ

  • ช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปี: "ยังสบายใจได้ค่ะ" ในช่วงวัยหัดเดิน การเดินเขย่งเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยมากค่ะ เพราะลูกกำลังเรียนรู้วิธีทรงตัวและฝึกใช้เท้าในรูปแบบต่างๆ โดยส่วนใหญ่ลูกจะค่อยๆ พัฒนาท่าเดินมาเป็นแบบ "เอาส้นเท้าลงก่อน (Heel-to-toe pattern)" ได้เองเมื่อโตขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใดๆ ค่ะ 5
  • ช่วงอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป: "เริ่มต้องสังเกตใกล้ชิด" หากเจ้าตัวเล็กยังคงเดินเขย่งเป็นประจำหลังจากอายุ 2 ปีไปแล้ว พฤติกรรมนี้อาจเริ่มเป็นสัญญาณของภาวะบางอย่างที่ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญค่ะ 5

 

สถิติที่น่าสนใจ จากงานวิจัยในประเทศสวีเดน  พบว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่จะค่อยๆ หายจากการเดินเขย่งได้เองตามลำดับ ดังนี้ค่ะ 1

  • 59% หยุดเดินเขย่งเมื่ออายุ 5 ปี
  • 68% หยุดเดินเขย่งเมื่ออายุ 8 ปี
  • 79% หยุดเดินเขย่งเมื่ออายุ 10 ปี

 

แม้เด็กทั่วไปจะยังมีอาการนี้ได้บ้าง (ประมาณ 2% เมื่ออายุ 5 ขวบครึ่ง) แต่ในกลุ่มเด็กที่มีความล่าช้าด้านพัฒนาการ จะพบการเดินเขย่งสูงถึง 41% ในวัยเดียวกันค่ะ 5

 

Red Flags! สัญญาณเตือน ลูกเดินเขย่งเท้า ที่ควรปรึกษาแพทย์

แม้การเดินเขย่งจะเป็นเรื่องที่พบได้ แต่ถ้ามีอาการเข้าข่าย "สัญญาณอันตราย" (Red Flags) ดังต่อไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดนะคะ 6

  • ลูกอายุเกิน 2 ปีแล้วแต่ยังเดินเขย่งเป็นประจำ: หากก้าวพ้นวัยเตาะแตะมาแล้ว แต่ลูกยังไม่เริ่มพัฒนาท่าเดินแบบเอาส้นเท้าลงพื้น (Heel-to-toe pattern) หรือยังติดเดินเขย่งอยู่บ่อยๆ ควรปรึกษาคุณหมอทันที
  • เปลี่ยนกลับมาเดินเขย่งอย่างกะทันหัน: หากก่อนหน้านี้ลูกเคยเดินเต็มเท้าได้เป็นปกติ แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเดินเขย่งเท้า สัญญาณนี้อาจบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ควรเฝ้าระวัง แนะนำให้รีบปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุและแนวทางดูแลที่ถูกต้องค่ะ
  • เดินเขย่งร่วมกับมีความกังวลด้านพัฒนาการอื่นๆ: หากคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกเดินเขย่งเท้า พร้อมกับมีสัญญาณพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้ากว่าวัย เช่น การพูด หรือการใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่คล่องแคล่ว การปรึกษาคุณหมอพัฒนาการเด็กจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วที่สุดค่ะ

 

การไปหาคุณหมอไม่ได้หมายความว่าน้องจะเป็นโรคร้ายแรงเสมอไปนะคะ ซึ่งการได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับคำแนะนำในการทำกายภาพบำบัดง่ายๆ หรือวิธีฝึกเดินที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยกลับมาก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและเติบโตสมวัยค่ะ

 

วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น เมื่อลูกติดเดินเขย่ง

หากคุณแม่พบว่าเจ้าตัวเล็กมีพฤติกรรมเดินเขย่ง สิ่งสำคัญคือการสังเกตและปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างใกล้ชิด โดยมีแนวทางดังนี้ค่ะ

  • สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี: หากลูกยังเดินเขย่งในช่วงวัยนี้ โดยปกติแล้วคุณหมอมักจะแนะนำให้รอสังเกตอาการต่ออีกสักระยะ เพื่อดูว่าท่าเดินของลูกจะค่อยๆ พัฒนาจนดีขึ้นเองหรือไม่ค่ะ 6
  • หากไม่มีอาการเจ็บปวด: ในกรณีที่ลูกสามารถเคลื่อนไหวข้อเท้าได้ครบทุกองศาและไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ คุณพ่อคุณแม่มักไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติมค่ะ 1

 

แนวทางการช่วยเหลือและการดูแล

ในกรณีที่ลูกเดินเขย่งบ่อยครั้งจนอาจทำให้เกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อ หรือคุณหมอพิจารณาแล้วว่าควรได้รับการดูแลเพิ่มเติม มีวิธีการดังนี้ค่ะ

  • กายบริหารและกายภาพบำบัด: คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกทำกายบริหารเพื่อยืดเหยียดหรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการเรียนรู้จังหวะการเดินใหม่ให้ถูกต้องค่ะ 1 , 6
  • การใช้อุปกรณ์เสริมและรองเท้าเฉพาะทาง: การสวมรองเท้าพิเศษที่มี พื้นแข็ง (Rigid soles) จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกงอปลายเท้าเพื่อเดินเขย่งได้ง่าย ในบางรายคุณหมออาจแนะนำให้ใส่อุปกรณ์พยุงขา (Braces) หรือเฝือกพยุง (Splints) การใส่เฝือกแบบต่อเนื่อง (Serial casting) โดยเด็กจะสวมเฝือกชั่วคราวเป็นชุดๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยยืดกล้ามเนื้อน่องอย่างช้าๆ 1 , 6

 

การที่ลูกน้อยทำตามคำแนะนำของคุณหมอได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยเป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการฝึกฝน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลูกก้าวเดินได้อย่างปกติในที่สุดค่ะ

การที่ เด็กเดินเขย่งเท้า ในช่วงวัยหัดเดินมักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามช่วงวัย ถ้าคุณแม่สังเกตว่าเจ้าตัวเล็กยังคงมีพัฒนาการด้านอื่นที่สมวัย ไม่ว่าจะเป็นการพูด การสบตา หรือการเล่นที่ปกติ ก็มักจะไม่มีอะไรน่ากังวลใจค่ะ แต่หากลูกเดินเขย่งร่วมกับมีอาการขาเกร็ง เดินเซ หรือล้มบ่อย การพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดจะช่วยให้เราดูแลลูกได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ

 

A-SM-Infographic-Nov2025-tiny

 

นอกจากการสังเกตท่าเดินแล้ว การดูแลพัฒนาการด้านร่างกายและการเจริญเติบโตในทุกช่วงวัยก็เป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ลูกน้อยตั้งแต่เริ่มต้น คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะในน้ำนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด และยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง ดีเอชเอ (DHA)  โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) และ แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างปลอกประสาทไมอีลิน ทำให้การส่งสัญญาณประสาทของสมองทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เด็กเจนใหม่เรียนรู้ไว และมีพัฒนาการสมองที่ก้าวไกล พร้อมต่อยอดไปสู่พัฒนาการทางร่างกายที่แข็งแรงสมวัยค่ะ สำหรับคุณแม่ที่อยากตรวจสอบพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงวัยให้มั่นใจยิ่งขึ้น สามารถเข้าไปเช็กรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โปรแกรม Baby Development เพื่อติดตามทุกย่างก้าวที่สำคัญของเจ้าตัวเล็กไปพร้อมกันนะคะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่