ลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม ทำไงดี? คู่มือปฐมพยาบาลเมื่อลูกกินพลาสติก กระดาษ ก้างปลา
คำถามที่พบบ่อย
ควรใช้นิ้วล้วงคอเพื่อให้ลูกอาเจียนสิ่งแปลกปลอมออกมาหรือไม่?
ห้ามทำเด็ดขาด การใช้นิ้วล้วงคอให้อาเจียนอาจทำให้บาดเจ็บเพิ่มขึ้น หรือสิ่งแปลกปลอมอาจหลุดเข้าไปอุดหลอดลม จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม พร้อมนำตัวอย่างหรือรูปของสิ่งที่กลืนไปให้แพทย์ดูด้วย 1
ถ้าลูกกลืน "เม็ดกันชื้น" (Silica Gel) เข้าไป ต้องล้างท้องไหม?
ส่วนใหญ่เม็ดกันชื้น (Silica Gel) ไม่เป็นพิษ แต่หากเผลอกินเข้าไป แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ทันที เพื่อช่วยเจือจางและขับสารกันชื้นออกจากร่างกาย พร้อมทั้งเฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น เจ็บคอ แน่นหน้าอก ปวดท้อง หรืออาเจียน หากมีอาการดังกล่าวให้รีบพาลูกไปพบแพทย์ 2
ต้องรอกี่วันถึงจะมั่นใจว่าสิ่งแปลกปลอมออกมากับอึแล้ว?
หากวัตถุไม่แหลมคม มักขับถ่ายออกมาเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ ให้คอยสังเกตอุจจาระทุกครั้ง ถ้าเกิน 1 สัปดาห์ยังไม่ขับถ่ายออกมา ควรพาไปพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์ดูตำแหน่ง 3
สรุป
- วิธีสังเกตอาการเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม หากลูกสำลัก ไอแรงไม่หยุด หายใจมีเสียงหวีด พูดไม่มีเสียง หรือหน้าเขียว เป็นสัญญาณอุดกั้นทางเดินหายใจ ต้องรีบช่วยเหลือทันที 4
- กรณีที่ลูกกินพลาสติกเข้าไป หรือลูกกินกระดาษเข้าไป หากของชิ้นเล็ก ไม่อันตราย ให้ดื่มน้ำตาม แล้วรอให้ขับถ่ายออกมาเองได้ ห้ามล้วงคอให้อาเจียนเด็ดขาด หากของชิ้นใหญ่ มีคม หรือลูกมีอาการสำลัก ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะเสี่ยงบาดเจ็บหรืออุดกั้นทางเดินหายใจ 5 , 6
- กรณีก้างติดคอเด็ก ทำให้ลูกเจ็บเวลากลืน ห้ามกลืนข้าวปั้น ห้ามล้วงคอ เพราะจะยิ่งดันก้างปักลึก ให้ดื่มน้ำกลั้วคอ ถ้าไม่หลุดต้องรีบพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะเสี่ยงติดเชื้อเป็นหนองและลุกลามได้ 7, 8
- หากลูกกลืนสิ่งแปลกปลอมที่เป็นวัตถุอันตราย เช่น แบตเตอรี่กระดุม ของมีคม แม่เหล็ก เหรียญ และวัตถุที่ยาว เกิน 6 ซม. ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด! เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะทำลายอวัยวะภายใน ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อนำออกให้เร็วที่สุด 3
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- เช็กด่วน! จะรู้ได้ไงว่ามีอะไรติดคอลูก (สัญญาณอุดกั้นทางเดินหายใจ)
- แยกประเภทวัสดุ: ลูกกินพลาสติก กระดาษ ก้างปลา อันตรายไหม?
- "วัตถุอันตราย" ที่ห้ามรอดูอาการ ต้องไปโรงพยาบาลทันที!
- วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม (ที่ไม่อุดกั้นทางเดินหายใจ)
- สรุป สิ่งแปลกปลอมแบบไหนรอได้ แบบไหนรอไม่ได้
เช็กด่วน! จะรู้ได้ไงว่ามีอะไรติดคอลูก (สัญญาณอุดกั้นทางเดินหายใจ)
จุดสังเกตอาการ เมื่อสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าหลอดลม หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าสิ่งแปลกปลอมกำลังอุดกั้นทางเดินหายใจ 4
- สำลัก หรือไออย่างรุนแรงต่อเนื่อง
- หายใจติดขัด มีเสียงดังหวีดๆ
- พยายามพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา
- หน้าเขียว ปากเขียว
- หายใจหอบเร็วผิดปกติ
ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ ให้โทรสายด่วน 1669 และปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที
วิธีปฐมพยาบาล เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมติดคอลูก
เมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม แล้วสิ่งแปลกปลอมนั้นติดคอลูก ให้คุณแม่ปฐมพยาบาล ดังนี้ 4
- จับลูกนอนคว่ำ ตบแรงๆ ระหว่างสะบักจนสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา ห้ามล้วงคอหรือจับห้อยหัวเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมยิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจลึกกว่าเดิม
- กรณีฉุกเฉิน เช่น ปากเขียว หายใจไม่ออก ให้ทำ Heimlich Maneuver ทันที โดยยืนซ้อนหลังลูกที่โน้มตัวไปข้างหน้า กำมือวางใต้ลิ้นปี่ แล้วออกแรงกระทุ้งขึ้นเร็วๆ เพื่อดันสิ่งแปลกปลอมออก
- สิ่งสำคัญที่สุด คุณแม่ต้องตั้งสติและรีบช่วยเหลือให้เร็วที่สุด หากสมองขาดออกซิเจนเกิน 4 นาที อาจทำให้สมองพิการ กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทราได้
แยกประเภทวัสดุ: ลูกกินพลาสติก กระดาษ ก้างปลา อันตรายไหม?
สิ่งแปลกปลอมที่เด็กมักเผลอกลืนเข้าไปมีหลากหลายประเภท ซึ่งระดับความอันตรายและการรับมือก็จะแตกต่างกันไป เรามาแยกให้ชัดว่า ลูกกินพลาสติก กระดาษ ก้างปลา อันตรายไหม? มาดูรายละเอียดของแต่ละประเภทวัสดุกันค่ะ
กรณี "ลูกกินพลาสติกเข้าไป" (เช่น ชิ้นส่วนของเล่น, สติกเกอร์, เศษถุง)
หากลูกกินพลาสติกเข้าไป เช่น เศษของเล่นหรือสติกเกอร์ สิ่งแรกที่ คุณแม่ควรทำคือ ประเมินลักษณะของพลาสติกชิ้นนั้น เพราะพลาสติกแต่ละแบบมีการรับมือที่ต่างกัน ดังนี้ 5
- กรณีชิ้นเล็ก ไม่อันตราย ในกรณีของพลาสติกของเล่นเด็กที่ไม่เป็นพิษ ร่างกายจะขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระได้เองใน 2-3 วัน
- กรณีชิ้นใหญ่ หรือมีคม อันตราย อาจบาดทางเดินอาหารให้เลือดออก หรือไปอุดกั้นทำให้หายใจลำบาก ปวดท้อง และอาเจียน ซึ่งต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลค่ะ
กรณี "ลูกกินกระดาษเข้าไป" (เช่น ทิชชู่, กระดาษสมุด)
ลูกกินกระดาษเข้าไป โดยปกติแล้วไม่เป็นอันตรายค่ะ เพราะกระดาษส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลลูโลสซึ่งไม่เป็นอันตราย และหมึกพิมพ์ในปริมาณเล็กน้อยไม่เป็นพิษต่อร่างกาย แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่าคือ การสำลัก 6
- หากลูกกินกระดาษชิ้นเล็ก ให้เช็ดทำความสะอาดปากและให้ดื่มน้ำตาม เพื่อเช็กการกลืนว่าปกติดีหรือไม่ และห้ามล้วงคอให้อาเจียนเด็ดขาด
- หากลูกกินกระดาษชิ้นใหญ่และมีอาการสำลักหรือหายใจไม่ออก ให้รีบโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที
กรณี "ก้างปลาติดคอเด็ก"
กรณีก้างปลาติดคอเด็ก หากปฐมพยาบาลผิดวิธีอาจเปลี่ยนเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องทราบ อาการที่ควรสังเกต สิ่งที่ห้ามทำ และวิธีช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้

อาการ เมื่อก้างติดคอเด็ก 7
- เจ็บเวลากลืน ร้องไห้หรือไม่ยอมกลืนน้ำลาย หรืออาหาร
- กลืนลำบาก มีน้ำลายไหลยืด หรือขย้อนออกมา
- ปฏิเสธอาหาร ไม่ยอมกินข้าวต่อ
- ชี้ที่คอ บอกว่ามีอะไรบาด หรือเจ็บในคอ เจ็บหน้าอก
สิ่งที่ห้ามทำ เมื่อก้างติดคอเด็ก 8
- ห้ามกลืนก้อนข้าวเหนียว ขนมปัง หรือกล้วย เพราะจะยิ่งดันก้างให้ปักลึกลงไป และทำให้เกิดแผลใหญ่ขึ้น
- ห้ามใช้นิ้วล้วง การล้วงคออาจทำให้นิ้วไปดันก้างให้หลุดเข้าไปลึกกว่าเดิม
- ห้ามดื่มน้ำมะนาว เป็นความเชื่อที่ผิด น้ำมะนาวไม่สามารถละลายก้างได้ และหากดื่มมากเกินไปอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารอีกด้วยค่ะ
วิธีปฐมพยาบาล เมื่อก้างติดคอเด็ก 8
- ลองกลั้วคอ หากเป็นก้างขนาดเล็ก ให้ดื่มน้ำแล้วกลั้วคอแรงๆ เพื่อช่วยให้ก้างหลุดออกมา
- ถ้าก้างไม่หลุด ต้องรีบพบแพทย์ทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้ ก้างอาจตำจนเกิดแผลและติดเชื้อลุกลามเป็นอันตรายได้
"วัตถุอันตราย" ที่ห้ามรอดูอาการ ต้องไปโรงพยาบาลทันที!
แม้สิ่งแปลกปลอมบางอย่างจะรอให้ขับถ่ายออกมาเองได้ แต่สำหรับ 'วัตถุอันตราย' เหล่านี้ ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด! เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะทำลายอวัยวะภายใน ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อนำออกให้เร็วที่สุดนะคะ 3 , 9
- แบตเตอรี่กระดุม หรือ ของมีคม
- ความเสี่ยง แบตเตอรี่อาจปล่อยสารเคมีกัดกร่อน หรือของมีคมอาจบาดทะลุอวัยวะ
- สิ่งที่ต้องทำ ไปโรงพยาบาลทันที โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ เพื่อส่องกล้องนำออกโดยเร็วที่สุด
- แม่เหล็ก
- ความเสี่ยง หากกินเข้าไปมากกว่า 1 ชิ้น แม่เหล็กอาจดูดติดกันโดยหนีบเนื้อเยื่อลำไส้ไว้ตรงกลาง ทำให้ลำไส้เน่าและทะลุได้
- สิ่งที่ต้องทำ ต้องส่องกล้องนำออกภายใน 12-24 ชั่วโมง
- เหรียญ
- ความเสี่ยง อาจอุดตันทางเดินอาหาร ทำให้กลืนลำบาก
- สิ่งที่ต้องทำ กรณีมีอาการ เจ็บคอ กลืนไม่ได้ ให้รีบนำออก ทันที กรณีไม่มีอาการ ควรรีบนำออกภายใน 24 ชั่วโมง
- วัตถุที่ยาวเกิน 6 ซม.
- ความเสี่ยง อาจอุดตันลำไส้ ไม่สามารถขับถ่ายออกมาได้เอง เนื่องจากวัตถุที่ยาวเกินไปจะไม่สามารถผ่านส่วนโค้งของกระเพาะอาหารและลำไส้ได้
- สิ่งที่ต้องทำ ต้องให้แพทย์นำออกภายใน 24 ชั่วโมง แม้เด็กจะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม (ที่ไม่อุดกั้นทางเดินหายใจ)
เมื่อทราบว่า ลูกกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตั้งสติ ไม่ควรพยายามเอาออกเอง แต่ควรปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยเบื้องต้น ดังนี้ค่ะ 3
- งดน้ำและอาหารทันที เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่แพทย์จำเป็นต้องส่องกล้องหรือดมยาสลบเพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออก
- ห้ามล้วงคอ หรือทำให้อาเจียน เพราะอาจทำให้สิ่งของขย้อนกลับขึ้นมาและพลัดตกลงไปอุดกั้นหลอดลมจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- เตรียมตัวอย่างสิ่งที่ลูกกลืน ให้นำตัวอย่างวัตถุชนิดเดียวกัน (ถ้ามี) หรือถ่ายรูปพร้อมเทียบขนาดของสิ่งของที่ลูกกลืน นำไปให้แพทย์ดูเพื่อประเมินการรักษา
- รีบพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์ พาลูกไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของสิ่งแปลกปลอม
สรุป สิ่งแปลกปลอมแบบไหนรอได้ แบบไหนรอไม่ได้
| สิ่งแปลกปลอม | ลักษณะ / อาการ | สิ่งที่ต้องทำ (ระดับความด่วน) |
|---|---|---|
| พลาสติก / กระดาษ | ชิ้นเล็ก, ไม่มีอาการสำลัก | รอดูอาการที่บ้านได้ ขับถ่ายออกเองใน 2-3 วัน |
| พลาสติก / กระดาษ | ชิ้นใหญ่, มีคม, ไอ, สำลัก | ไป รพ. ทันที เสี่ยงบาดเจ็บหรืออุดกั้นทางเดินหายใจ |
| ก้างปลา | ชิ้นเล็ก | ลองกลั้วคอดูก่อน ถ้าก้างยังไม่หลุด ไป รพ. |
| แบตเตอรี่กระดุม | ทุกกรณี (มีสารเคมีกัดกร่อน) | ไป รพ. ทันที (ห้ามรอ! อันตรายมาก) |
| แม่เหล็ก | ทุกกรณี (เสี่ยงลำไส้ทะลุ) | ไป รพ. ทันที ต้องเอาออกภายใน 12-24 ชม. |
| ของมีคม / เข็ม | ทุกกรณี | ไป รพ. ทันที |
| เหรียญ | มีอาการเจ็บคอ / กลืนไม่ได้ | ไป รพ. ทันที |
| วัตถุยาวมากกว่า 6 ซม. | ไม่มีอาการผิดปกติ | ไป รพ. ภายใน 24 ชม. เสี่ยงอุดตันหรือผ่านลำไส้ไม่ได้ |
หลังจากนำสิ่งแปลกปลอมออก ลูกอาจทานน้อยเพราะยังระคายเคืองคอ คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเสริมด้วยอาหารเสริมที่เหมาะกับวัย ผลิตภัณฑ์ควรมีอย. รับรอง และมีสารอาหารจำเป็นครบถ้วน เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามิน แคลเซียม รวมถึง ดีเอชเอ (DHA) และโอเมก้า 3, 6, 9 (Omaga 3, 6, 9) สิ่งสำคัญคือ พยายามทำให้มื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน จะช่วยให้ลูกคลายกังวลและเจริญอาหารขึ้นได้ค่ะ (3,4,5,6,8)
สำหรับคุณแม่ที่ยังให้นมลูก นมแม่คือยาวิเศษที่สุดในช่วงพักฟื้นนี้ค่ะ เพราะการดูดนมแม่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารกว่า 200 ชนิด โดยไม่ระคายเคืองคอ แต่การได้อยู่ในอ้อมกอดแม่ยังช่วยเยียวยาจิตใจ ให้ลูกหายตื่นกลัวและกลับมาร่าเริงได้เร็วขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ นมแม่ยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารสมองตามธรรมชาติ ทั้งวิตามินบี 12 (Vitamin B12) ดีเอชเอ (DHA) เออาร์เอ (ARA) โคลีน (Choline) และแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ที่ช่วยให้การส่งสัญญาณประสาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สารอาหารเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ของเด็กเจนใหม่ได้แบบก้าวกระโดด การได้รับโภชนาการที่ดีจึงช่วยให้ลูกน้อยทั้งหายป่วยไว เติบโตสมวัย และพร้อมเรียนรู้ในทุกช่วงพัฒนาการ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
- ลูกบิดตัวบ่อยหลับไม่สนิท เป็นเพราะอะไร คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลแบบไหน
- ก้างปลาติดคอลูกทําไงดี พร้อมวิธีเอาก้างปลาออกจากคอลูกให้ปลอดภัย
- ลูกเป็นหวัดน้ำมูกไหลไม่หายสักที ลูกมีน้ำมูกไหลเป็นน้ำใส ๆ ไม่หยุด
- ลูกตัวร้อนอย่างเดียวทำไงดี พร้อมวิธีสังเกตเมื่อลูกตัวร้อนไม่ทราบสาเหตุ
- ของใช้เด็กแรกเกิดก่อนคลอดเจ้าตัวเล็ก คุณแม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง
อ้างอิง:
- ทำอย่างไรเมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม ?!, โรงพยาบาลศิครินทร์
- หากมีผู้สูงอายุรับประทานสารกันชื้นในซองยาเป็นอันตรายไหม และควรทำอย่างไร, หน่วยคลังข้อมูลยา
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล - เมื่อลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม, โรงพยาบาลสมิติเวช
- เตรียมพร้อมรับมือ 24 ชม. เมื่อลูก “อาหารติดคอ”, โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
- Are plastics toxic?, National Capital Poison Center
- Paper, Missouri Poison Center
- ก้างปลาติดคอ, ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- หยุดความเชื่อผิดๆ เมื่อก้างปลาติดคอ, โรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ
- การกลืนวัตถุแปลกปลอมในเด็ก, สมาคมกุมารเวชศาสตร์ทางเดินอาหารและตับแห่งประเทศไทย
อ้างอิง ณ วันที่ 29 มกราคม 2569