ลูกล้มหัวฟาดพื้น เด็กหัวกระแทกพื้น อันตรายไหม? เช็กอาการสำคัญที่แม่ต้องรู้ทันที

ลูกล้มหัวฟาดพื้น เด็กหัวกระแทกพื้น อันตรายไหม? เช็กอาการสำคัญที่แม่ต้องรู้ทันที

เม.ย. 22, 2026
10นาที

นาทีที่ ลูกล้มหัวฟาดพื้น เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมตกใจและกังวลว่า เด็กหัวกระแทกพื้น แบบนี้จะอันตรายถึงสมองหรือไม่? บทความนี้จะช่วยให้ตั้งรับอย่างมีสติ พร้อมเช็กอาการเบื้องต้นแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ

Listen Transcript

ลูกล้มหัวฟาดพื้น เด็กหัวกระแทกพื้น อันตรายไหม? เช็กอาการสำคัญที่แม่ต้องรู้ทันที

คำถามที่พบบ่อย

ลูกล้มหัวฟาดพื้น ห้ามให้ลูกหลับจริงไหม?

ตามแนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หลังล้มหัวฟาดพื้น เด็กหัวกระแทกพื้น ไม่ควรให้นอนทันที ให้สังเกต อาการผิดปกติอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมงก่อนนอน 1 หากพบว่าลูกง่วงซึมมากกว่าปกติ ไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ  หรือชีพจรเต้นช้ามากให้รีบพาส่งโรงพยาบาลพบแพทย์ทันที  10

ลูกหัวโนไม่ยุบทำอย่างไร?

หากเกิดอาการหัวโนจากการกระแทก เกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดจนมีเลือดคั่งใต้ผิวหนัง ซึ่งตามปกติจะค่อยๆ ยุบตัวและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แนะนำให้ประคบเย็นในช่วงแรกเพื่อลดบวม จากนั้นให้ประคบอุ่นเพื่อให้เลือดสลายตัวเร็วขึ้น แต่หากผ่านไปนานแล้วยังไม่ยุบหรือมีอาการปวดรุนแรงเพิ่มขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด 11

การสแกนสมอง (CT Scan) ใช้ในกรณีเด็กหัวกระแทกพื้นได้ไหม?

การตรวจ CT Scan จะทำเมื่อเด็กมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณอันตราย เช่น อาเจียนพุ่ง ชัก หรือหลงลืมเฉียบพลัน เพื่อวินิจฉัยภาวะเลือดออกในสมองหรือกะโหลกร้าวได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นและความปลอดภัยของลูกน้อย 12

สรุป

  • เด็กหัวกระแทกพื้น ลูกหัวโน เกิดจากการบวม ทำให้มีเลือดออกและมีเลือดคั่งอยู่ภายใต้ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแทกโดยตรง แม้จะไม่มีแผลเปิดให้เห็น แต่ก็อาจมีเลือดออกอยู่ใต้หนังศีรษะได้ ให้ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้เลือดหยุดไหลและลดอาการบวม จากนั้นต่อด้วยการประคบอุ่นอีก 48 ชั่วโมง  5 , 6
  • เด็กหัวกระแทกพื้น หัวแตก หากมีแผลเปิดที่หนังศีรษะและมีเลือดออก การห้ามเลือดให้ใช้ผ้าสะอาดกดเบาๆ ลงบนปากแผลเพื่อหยุดเลือด ข้อควรระวังหากสงสัยว่ามีกะโหลกแตก ห้ามกดแผลโดยตรง ให้ใช้ผ้าสะอาดคลุมแผลไว้ และรอทีมแพทย์เพื่อรับการดูแลแผลอย่างถูกต้อง 8
  • เด็กหัวกระแทกพื้น ลูกล้มหัวฟาดพื้น สัญญาณอันตราย ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที เช่น ซึมลง มีไข้  มีอาการอาเจียนบ่อย ปลุกยาก ปลุกไม่ตื่น หรือมีอาการกระสับกระส่าย ร้องไห้โยเยผิดปกติ การพูดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการชักกระตุก แขนขาอ่อนแรง มีน้ำใสๆ หรือของเหลวใสปนเลือด ไหลออกมาจากหู จมูก หรือไหลลงคอ เป็นต้น 2

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

Infographic เช็กลิสต์

 

เช็กลิสต์ด่วน! 7 อาการอันตรายหลัง "เด็กหัวกระแทกพื้น" ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

เด็กหัวกระแทกพื้น เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการลื่นล้ม หกล้มขณะวิ่งเล่น หรือพลัดตกจากเตียง  แม้ส่วนใหญ่อาจจะจบลงที่การมีรอย "หัวโน" แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้ามคืออาการทางสมองที่อาจซ่อนอยู่ หากพบอาการเพียงข้อใดข้อหนึ่งจาก 7 ข้อนี้ ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอดูอาการค่ะ 1 , 2

เด็กหัวกระแทกพื้น อาการทางสมองที่ห้ามละเลย

  1. อาเจียนซ้ำหลายครั้ง: หากลูกมีอาการอาเจียนมากกว่า 2-3 ครั้งขึ้นไป
  2. ชักเกร็ง หรือมีอาการกระตุก: ไม่ว่าจะเป็นการชักทั้งตัว หรือกระตุกเฉพาะส่วนหลังเกิดอุบัติเหตุ
  3. แขนขาอ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ: ลูกเดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือใช้งานแขนขาได้ไม่เหมือนเดิม
  4. ซึมลง ง่วงนอนผิดปกติ: ลูกดูซึมอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือหลับลึกผิดปกติ
  5. ตอบสนองช้า พูดไม่รู้เรื่อง: สับสน จำเหตุการณ์ไม่ได้ หรือพูดจาวกวนผิดจากปกติ
  6. มีรอยช้ำรอบตา หู หรือหลังใบหู: พบรอยเขียวคล้ำรอบดวงตา หรือรอยช้ำบริเวณหลังใบหู
  7. มีเลือดออกจากหูหรือจมูก: หรือมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากหูหรือจมูก

แม้ลูกจะดูปกติหลังล้ม แต่ความจริงแล้วอาการทางสมองบางอย่างอาจใช้เวลาแสดงตัว คุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องอย่างน้อย 6-72 ชั่วโมง 1 เพื่อความปลอดภัยที่สุดของเจ้าตัวเล็กค่ะ

 

แยกให้ออก ลูกหัวโน vs เด็กหัวแตก แบบไหนน่าห่วงกว่า?

สำหรับเด็กอายุ  9-10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาทักษะการคลาน และเริ่มเหนี่ยวตัวเพื่อเกาะยืนหรือเกาะเดิน 3 อุบัติเหตุการล้มหงายหลังจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยค่ะ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าการที่ลูกตกจากที่สูงหรือหัวฟาดพื้นจะส่งผลต่อสติปัญญา แต่ในความเป็นจริงแล้ว อุบัติเหตุตกจากที่สูงในเด็กเล็กเป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติ และไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมเสมอไปค่ะ ส่วนใหญ่อุบัติเหตุที่พบบ่อยมักจะเป็นการตกเตียงหรือตกเก้าอี้ ซึ่งความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ 4

  • ความสูงและพื้นผิว: หากเป็นการตกจากที่สูงไม่เกิน 1 เมตร ลงบนพื้นผิวที่มีความนุ่ม เช่น เบาะรองคลาน หรือที่นอน มักจะไม่เป็นอันตรายรุนแรง แต่หากเป็นการตกลงบนพื้นแข็ง เช่น พื้นซีเมนต์ หรือกระเบื้อง จะมีความเสี่ยงที่อันตรายมากกว่าค่ะ 4
  • วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น: หากลูกตกลงมาแล้วร้องไห้ทันที ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าลูกยังมีการตอบสนองที่ปกติค่ะ ในเด็กบางคนอาจมีอาการช็อกจนหน้าซีดขาวไปชั่วครู่ แต่ถ้าหลังจากอุ้มขึ้นมาปลอบแล้วลูกกลับมาเป็นปกติตามเดิม ก็อาจเบาใจได้ในระดับหนึ่งค่ะ 4

เวลาที่เจ้าตัวเล็กเจ็บตัว สิ่งที่เห็นภายนอกอาจไม่ได้บอกความรุนแรงภายในเสมอไปค่ะ บางครั้งแผลที่ดูน่ากลัวอาจไม่อันตรายเท่ารอยปูดเล็กๆ ที่ซ่อนความบอบช้ำไว้ด้านใน เรามาแยกความแตกต่างเพื่อให้ประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องกันค่ะ

 

ลูกหัวโน: เลือดออกใต้ผิวหนัง

หลังจากเกิดการกระแทกไม่กี่นาที บริเวณศีรษะอาจเริ่มมีการบวมปูด หรือที่เราเรียกกันว่า "หัวโน" 4 ค่ะ

  • ลักษณะของอาการ: มีอาการบวมตรงบริเวณที่ถูกกระแทก แม้จะไม่มีแผลเปิดให้เห็น แต่ก็อาจมีเลือดออกหรือเลือดคั่งอยู่ใต้หนังศีรษะได้ 5 , 6  อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรชะล่าใจเพียงเพราะไม่มีเลือดออกภายนอกนะคะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งควรได้รับการประเมินจากกุมารแพทย์อย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยค่ะ

 

เด็กหัวแตก: แบบเปิด vs แบบปิด

ในการประเมินเบื้องต้น เราสามารถจำแนกการบาดเจ็บที่ศีรษะออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะความเสียหายของกะโหลกศีรษะและเนื้อสมองค่ะ 7

  • การบาดเจ็บแบบปิด (Closed Head Injury): คือการบาดเจ็บใดๆ ที่ "กะโหลกศีรษะไม่แตกหรือหัก"
  • การบาดเจ็บแบบเปิด (Open Head Injury): คือการบาดเจ็บที่รุนแรงจน "กะโหลกศีรษะแตก/หัก" และส่งผลกระทบไปถึงเนื้อสมองที่อ่อนนุ่มภายใน

 

ทำไมเราถึงตัดสินความรุนแรงจาก "สิ่งที่เห็น" ไม่ได้?

คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังนะคะ เพราะการประเมินความหนักเบาของอาการจากการดูลักษณะภาย

นอกนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายและอาจหลอกตาเราได้ เนื่องจาก 7

  • การบาดเจ็บที่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต: บางกรณีกลับ ไม่มีเลือดออก ให้เห็นภายนอกเลย
  • การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย: บางครั้งกลับมี เลือดไหลออกมาปริมาณมาก จนน่ากลัว

ด้วยเหตุนี้ การบาดเจ็บทางสมองทุกรูปแบบจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อรับการตรวจเช็กและวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

 

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อลูกเกิดอุบัติเหตุทางศีรษะ

เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือการตั้งสติและประเมินบาดแผลของเจ้าตัวเล็กค่ะ หากลูกยังคงรู้สึกตัวดีและร้องไห้ตอบสนองได้ ให้รีบดำเนินการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนดังนี้

วิธีดูแลเมื่อ "ลูกหัวโน"

อาการหัวโน ห้อเลือด หรือรอยฟกช้ำ เกิดจากการที่ศีรษะถูกกระทบกระแทกจนเส้นเลือดใต้ผิวหนังแตกและมีเลือดคั่งอยู่ภายใน โดยที่ไม่มีบาดแผลเปิดภายนอกค่ะ การดูแลที่ถูกต้องแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ดังนี้ค่ะ 5 ,6

  1. ระยะ 48 ชั่วโมงแรก: ต้อง "ประคบเย็น" เป้าหมายคือการทำให้เลือดหยุดไหลและลดอาการบวมค่ะ
    • วิธีปฏิบัติ: ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าประคบบริเวณที่โน วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-30 นาทีค่ะ
  2. ระยะหลัง 48 ชั่วโมง: ถึงจะ "ประคบอุ่น" ได้ เมื่อผ่านไป 2 วันแล้ว เลือดใต้ผิวหนังจะเริ่มหยุดไหล ตอนนี้เราต้องการช่วยให้เลือดที่คั่งอยู่สลายตัวไปค่ะ
    • วิธีปฏิบัติ: เปลี่ยนมาใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (อุ่นในระดับที่ผิวสัมผัสทนได้) ประคบและค่อยๆ คลึงเบาๆ บริเวณรอยโน วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที วิธีนี้จะช่วยให้ก้อนที่โนค่อยๆ ยุบตัวลงได้เร็วขึ้นค่ะ

 

 

วิธีดูแลเมื่อ "เด็กหัวแตก" (การห้ามเลือด)

หากมีแผลเปิดที่หนังศีรษะและมีเลือดออก การดูแลเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดคือการห้ามเลือดค่ะ 8

  • การห้ามเลือด: ให้ใช้ผ้าสะอาดกดเบาๆ ลงบนปากแผลเพื่อหยุดเลือด
  • ข้อควรระวัง: หากสงสัยว่ามีกะโหลกแตก ห้ามกดแผลโดยตรง ให้ใช้ผ้าสะอาดคลุมแผลไว้เฉยๆ และรอทีมแพทย์ค่ะ

 

ข้อควรปฏิบัติและการสังเกตอาการ (สำคัญมาก!)

เด็กหัวกระแทกพื้น ไม่ว่าลูกจะมีแผลแบบไหน หลังจากเกิดอุบัติเหตุคุณแม่ควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ 8

  • ห้ามเคลื่อนย้ายหรือขยับศีรษะและคอโดยไม่จำเป็น: หากสงสัยว่ามีกระดูกคอหรือกะโหลกแตก ควรรอทีมแพทย์ช่วยเหลือ
  • สังเกตอาการอย่างละเอียด: หากมีอาการแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มีเลือดหรือน้ำใสๆ ไหลจากหูหรือจมูก ควรเรียกรถพยาบาลทันที และแจ้งอาการให้แพทย์ทราบเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมค่ะ

เพราะความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็กสำคัญที่สุด การปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีและหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้คุณแม่รับมือกับอุบัติเหตุได้อย่างมั่นใจและทันท่วงทีค่ะ

 

กฎ 24 ชั่วโมง การเฝ้าระวังอาการหลังหัวฟาดพื้น

ลูกล้มหัวฟาดพื้น แม้เจ้าตัวเล็กจะดูปกติดีหลังจากปฐมพยาบาลจนรอยโนเริ่มยุบลงแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่จะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาดนะคะ เพราะในกรณีที่เด็กหัวกระแทกพื้นรุนแรง อาการเลือดออกในสมองบางครั้งอาจจะไม่แสดงผลให้เห็นทันที แต่จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกค่ะ ดังนั้น เมื่อพาลูกกลับมาพักฟื้นที่บ้าน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด    โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ค่ะ 2

  • หมั่นเช็กการตอบสนอง: ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจาก ลูกล้มหัวฟาดพื้น แนะนำให้ลองปลุกเด็กทุกๆ 2-4 ชั่วโมง เพื่อประเมินดูว่าลูกยังรู้สึกตัวดีไหม หรือมีการตอบสนองที่ลดลงกว่าปกติหรือไม่ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมาค่ะ

 

สัญญาณอันตราย เมื่อไหร่ที่ต้องรีบกลับไปหาหมอทันที?

หากหลังจากที่ เด็กหัวกระแทกพื้น แล้วคุณแม่สังเกตพบอาการเพียงแค่ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ อย่ารอช้านะคะ ให้รีบพาลูกกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กซ้ำทันทีเพื่อความปลอดภัยค่ะ 2

  1. ด้านระดับความรู้สึกตัว: ลูกดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกยาก ปลุกไม่ตื่น หรือมีอาการหมดสติ
  2. ด้านพฤติกรรม: มีอาการกระสับกระส่าย ร้องไห้โยเยผิดปกติ การพูดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม
  3. ด้านร่างกาย:
    • มีอาการชักกระตุก หรือแขนขาอ่อนแรงลง
    • อาเจียนบ่อย หรือมีไข้ขึ้น
  4. ด้านประสาทสัมผัส: เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว หรือบอกว่าเห็นภาพซ้อน
    • สัญญาณเตือนรุนแรง: มีน้ำใสๆ หรือของเหลวใสปนเลือด ไหลออกมาจากหู จมูก หรือไหลลงคอ

 

หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการผิดปกติอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้หลังจาก ลูกล้มหัวฟาดพื้น แต่รู้สึกไม่สบายใจหรือน่าสงสัย ก็สามารถปรึกษาคุณหมอได้ทันทีนะคะ เพราะสัญชาตญาณของคุณแม่สำคัญที่สุดในการดูแลลูกน้อยค่ะ

 

กันไว้ดีกว่าแก้ วิธีป้องกันอุบัติเหตุในบ้าน

เพราะอุบัติเหตุอย่าง เด็กหัวกระแทกพื้น มักเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที การจัดบ้านให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวเล็กเจ็บตัวค่ะ มาเช็กลิสต์จุดเสี่ยงสำคัญในบ้านกันนะคะ 9

1. เครื่องใช้ไฟฟ้า: ของใช้ใกล้ตัวที่ต้องระวัง

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพัดลม เตารีด หม้อหุงข้าว หรือทีวีจอแบน ล้วนดึงดูดความสนใจของลูกน้อยได้เสมอค่ะ

  • อันตรายที่อาจเกิดขึ้น: เด็กอาจจะเผลอแหย่นิ้วเข้าไปในพัดลมที่กำลังหมุน, เอื้อมมือไปจับเตารีดที่ยังร้อนอยู่ หรือซนจนปีนขึ้นไปบนชั้นวางทีวีซึ่งอาจล้มลงมาทับได้
  • วิธีป้องกัน: ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังเปิดใช้งานตามลำพัง และควรจัดวางอุปกรณ์เหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก รวมถึงตรวจสอบความมั่นคงของชั้นวางเสมอค่ะ

 

2. บันไดและทางต่างระดับ: จุดเสี่ยงของการตกจากที่สูง

นี่คือจุดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ลูกล้มหัวฟาดพื้น ได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงวัยที่กำลังหัดเดินค่ะ

วิธีป้องกัน:

  • ติดตั้งประตูกั้นบันได: ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกปีนขึ้นหรือลงเอง
  • ใช้แผ่นกันลื่น: ติดบริเวณขั้นบันไดเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ
  • ปิดขอบมุม: ควรใช้ยางกันกระแทกปิดขอบมุมที่แหลมคมของบันไดหรือทางต่างระดับไว้ด้วยค่ะ

 

3. โต๊ะ, ตู้ และชั้นวางของ: พื้นที่ปีนป่ายสุดอันตราย

ธรรมชาติของเด็กวัยนี้คือความอยากรู้อยากเห็นและชอบปีนป่าย ซึ่งหากเฟอร์นิเจอร์ไม่มั่นคง อาจเกิดอุบัติเหตุล้มลงมาทับตัวเด็กได้รุนแรงกว่าการ เด็กหัวกระแทกพื้น ทั่วไปค่ะ

วิธีป้องกัน:

  • ยึดเฟอร์นิเจอร์กับผนัง: ตู้หรือชั้นวางของที่สูงและหนัก ควรยึดติดกับผนังอย่างแน่นหนา
  • จัดการน้ำหนัก: ไม่วางของหนักไว้บน ตู้ และปิดประตูตู้ให้สนิทอยู่เสมอเพื่อป้องกันลูกเปิดเล่นหรือใช้เป็นที่เหยียบเพื่อปีนค่ะ

 

A-SM-Infographic-Nov2025-tiny

 

เพราะการเติบโตที่มีคุณภาพต้องเริ่มจากรากฐานภายในสู่ภายนอก นอกจากนมแม่จะอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดแล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3,6,9) และแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างปลอกประสาทไมอีลิน ช่วยให้การส่งสัญญาณประสาทของสมองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เด็กเจนใหม่เรียนรู้ไวและพร้อมรับข้อมูลรอบตัวได้อย่างเต็มที่

 

PlayBrain_CoverImage

 

เมื่อลูกมีสมองที่พร้อมเรียนรู้แล้ว การเตรียมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ก็จะยิ่งช่วยให้เขาสำรวจโลกได้อย่างมั่นใจ รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการตามวัยผ่านการเล่นยังเป็นประตูบานแรกที่ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นพัฒนาการทางสมองให้ถูกวิธีตามช่วงวัยผ่านโปรแกรม Play Brain ยิ่งเล่น สมองยิ่งแล่น ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสมองโดยเฉพาะ เพื่อช่วยดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกรักออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมให้เขาเติบโตอย่างสมบูรณ์แบบในทุกก้าวของชีวิตค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

อ้างอิง:

  1. ลูกล้มหัวกระแทรก อาการอันตรายใน 72 ชั่วโมง, โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา
  2. คุณพ่อคุณแม่ต้องระวัง “การบาดเจ็บทางศีรษะในเด็ก”, โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่
  3. เช็คพัฒนาการเจ้าตัวน้อยวัยแรกเกิด, โรงพยาบาลนนทเวช
  4. เด็กแปดเดือดถึงเก้าเดือน ลักษณะของเด็ก, หมอชาวบ้าน
  5. ล้มหัวฟาดพื้น ปวดคอ วิธีเช็กอาการเบื้องต้นและการรักษา, โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์
  6. หัวโน ห้อเลือด ฟกช้ำ, หมอชาวบ้าน
  7. First Aid in Head Injury: Apply Immediate First Aid to Control Bleeding and Swelling, Medanta
  8. ศีรษะกระแทกต้องปฐมพยาบาลอย่างไร อาการแบบไหนที่ต้องพบแพทย์ ?, โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน
  9. 6 จุดเสี่ยงรอบบ้านที่เด็กเล็กต้องระวัง, มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
  10. เฝ้าระวังหลังศีรษะกระแทก 72 ชั่วโมง, โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์
  11. หัวโน ไม่ยุบ ทำอย่างไร ?, พว.ศุภลักษณ์ แซ่จัง (พยาบาลวิชาชีพ) HDMALL
  12. CT Scan สมอง ตรวจหาความผิดปกติของสมอง, โรงพยาบาลวิภาวดี

อ้างอิง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569