ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ดีไหม พ่อแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร
Listen Transcript

ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ดีไหม พ่อแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร

บทความ

ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ดีไหม พ่อแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร

พ.ย. 14, 2024
8นาที

หากเลือกได้ เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนคงอยากเลี้ยงลูกเองตลอด 24 ชั่วโมง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงาน การฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายจึงเป็นทางเลือกที่คุณแม่หลายคนวางใจมากที่สุด เพราะปู่ย่าตายายรักหลานไม่แพ้พ่อแม่เลยค่ะ แต่ด้วยยุคสมัยที่ต่างกัน แนวทางการเลี้ยงดูจึงอาจแตกต่างกันไปบ้าง จากการศึกษาวิจัยพบว่าปู่ย่าตายายมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ดูแลรอง และอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของหลานได้ 2 ดังนั้น คุณแม่ควรมีความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายเป็นไปอย่างราบรื่นและสุขใจทั้งสองฝ่ายค่ะ ในบทความนี้ เรารวบรวมข้อดี ข้อควรระวัง และวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องฝากเลี้ยงลูกไว้กับปู่ย่าตายาย มาให้คุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

ปู่ย่าตามใจหลานมากเลยค่ะ กลัวลูกจะเสียคน ควรทำยังไงดีคะ?

การตั้งกฎร่วมกันระหว่างพ่อแม่กับปู่ย่าตายายคือหัวใจสำคัญค่ะ ลองหาเวลาคุยกันดีๆ ในบรรยากาศสบายๆ ไม่ใช่ตอนที่กำลังขัดใจกันนะคะ เริ่มจากการขอบคุณที่ท่านรักและเอ็นดูหลาน แล้วค่อยๆ ตั้ง "กฎเหล็กของทีมเรา" ร่วมกันสัก 1-2 ข้อที่สำคัญจริงๆ เช่น เรื่องความปลอดภัย หรือเรื่องขนมหวาน จากการศึกษาวิจัยพบว่าการสร้างวินัยที่ดีคือการมีกฎที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ โดยอาศัยความเคารพซึ่งกันและกัน 3 เพื่อให้การเลี้ยงดูไปในทิศทางเดียวกันค่ะ แต่หากพฤติกรรมของลูกน้อยดูจะควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

คุณย่าอยากป้อนกล้วยให้ลูก 5 เดือนค่ะ จะอธิบายยังไงดีไม่ให้ท่านโกรธ?

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เริ่มอาหารเสริมเมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป 5 ค่ะ ลองเริ่มจากการชื่นชมความหวังดีของท่านก่อน เช่น "ขอบคุณคุณย่ามากเลยนะคะที่เป็นห่วงว่าน้องจะหิว" แล้วค่อยๆ อธิบายว่า "พอดีคุณหมอแนะนำว่าตอนนี้น้องยังย่อยอาหารอื่นนอกจากนมได้ไม่ดีค่ะ" การอ้างอิงคำแนะนำของคุณหมอจะช่วยให้น่าเชื่อถือและลดความขัดแย้งส่วนตัวได้ค่ะ ซึ่งการพาคุณย่าคุณยายไปพบคุณหมอเด็กด้วยกันในวันนัดตรวจสุขภาพก็จะช่วยให้ท่านเข้าใจมากขึ้นค่ะ

กฎที่บ้านเรากับบ้านคุณย่าไม่เหมือนกันเลยค่ะ ควรทำยังไงให้การเลี้ยงลูกไปในทางเดียวกัน?

หาจุดร่วมที่สำคัญที่สุดร่วมกันค่ะ เช่น เรื่องความปลอดภัย เวลานอน หรือการไม่ดูจอเยอะเกินไป สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) แนะนำให้ใช้วินัยเชิงบวก โดยตั้งกฎที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ 6 แล้วยึดกฎหลักๆ เหล่านี้ให้ตรงกัน ส่วนเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจจะต้องยืดหยุ่นบ้างค่ะ การทำให้กฎเหมือนกัน 100% อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เราสามารถหา "จุดร่วม" ได้ หากความไม่สอดคล้องกันนี้ส่งผลให้ลูกน้อยมีพฤติกรรมสับสนหรือต่อต้านอย่างรุนแรง การขอคำแนะนำจากคุณหมอด้านพัฒนาการก็สามารถช่วยหาจุดกึ่งกลางที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายได้ค่ะ

สรุป

  • การให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลูกมีข้อดีต่อพัฒนาการด้านการรู้คิด ทักษะกล้ามเนื้อ และอารมณ์สังคมของลูกน้อย รวมถึงเสริมสร้างความผูกพันระหว่างรุ่นในครอบครัว
  • แนวทางการเลี้ยงดูที่ต่างกันระหว่างพ่อแม่กับปู่ย่าตายายเป็นเรื่องปกติ หัวใจสำคัญคือยืดหยุ่นเรื่องเล็ก เคร่งครัดเรื่องสำคัญ และชวนกันเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ ไปพร้อมกัน
  • เรื่องที่พ่อแม่ควรสื่อสารให้ชัดเจน ได้แก่ กฎวินัยร่วมกัน ปริมาณนมและมื้ออาหาร (WHO แนะนำเริ่มอาหารเสริมที่ 6 เดือน) การติดตามพฤติกรรมลูก และข้อมูลการแพ้ยา/อาหาร
  • ความเคารพและคำขอบคุณที่แสดงออกต่อปู่ย่าตายายอย่างสม่ำเสมอ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การฝากลูกเป็นไปอย่างราบรื่นและสุขใจทั้งสองฝ่าย

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

ข้อดีของการให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลูก มีอะไรบ้าง

การให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงลูกมีข้อดีหลายประการค่ะ ทั้งในแง่ของพัฒนาการลูกน้อยและความสัมพันธ์ในครอบครัว จากการศึกษาวิจัยพบว่า การที่ปู่ย่าตายายมีส่วนร่วมในการดูแลหลานสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านการรู้คิด ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก และพัฒนาการทางอารมณ์สังคมที่ดีขึ้นในเด็ก 4 ลูกน้อยจะได้รับความรักและความเอาใจใส่จากคนในครอบครัวที่รักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอารมณ์ค่ะ

นอกจากนี้ การที่ลูกได้ใช้เวลากับปู่ย่าตายายยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างรุ่น ลูกน้อยจะได้เรียนรู้คุณค่าทางวัฒนธรรม ได้ฟังนิทาน เรื่องเล่า และภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากการดูแลรูปแบบอื่น ในขณะเดียวกัน คุณแม่เองก็สามารถกลับไปทำงานอย่างสบายใจ เพราะรู้ว่าลูกอยู่ในมือของคนที่รักและห่วงใยเขาจริงๆ ค่ะ
 

ปู่ย่าตายายต่างมีแนวทางการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน

 

ปู่ย่าตายายต่างมีแนวทางการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน ทำอย่างไรดี

เรื่องนี้ถือเป็นปัญหายอดฮิตที่คุณแม่หลายคนต้องเจอเมื่อฝากลูกให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงค่ะ เพราะต่างคนต่างเติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่างกัน คุณแม่ว่าแบบนี้ ปู่ย่าตายายว่าแบบนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีลูกน้อยวัย 4-5 เดือน เมื่อหลานร้อง ปู่ย่าตายายมักจะอุ้มทุกครั้งเพราะกลัวหลานขาดความอบอุ่น ส่วนพ่อแม่ยุคใหม่ก็กลัวว่าอุ้มมากไปลูกจะติด เมื่อต่างฝ่ายมีความเชื่อแตกต่างกัน ก็อาจทำให้ไม่เข้าใจกันได้ค่ะ

วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือการ "ยืดหยุ่นในเรื่องเล็ก แต่เคร่งครัดในเรื่องสำคัญ" ค่ะ คุณแม่ลองพูดคุยปรับจูนวิธีการเลี้ยงหลานกับปู่ย่าตายาย โดยชวนคุยถึงอนาคตของหลานที่ทุกคนอยากเห็น แล้ววางแผนการเลี้ยงหลานร่วมกัน ที่สำคัญคือชวนปู่ย่าตายายมาเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เช่น ดูรายการทีวีเกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กด้วยกัน หรือหาหนังสือเรื่องการดูแลเด็กมาให้อ่าน เมื่อปู่ย่าตายายได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ท่านก็จะเข้าใจและยอมรับมากขึ้น ลดความขัดแย้งเรื่องการเลี้ยงลูกกับปู่ย่าตายายได้ค่ะ

 

วิธีปฏิบัติตัวของพ่อแม่เมื่อต้องฝากลูกให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง มีอะไรบ้าง

เมื่อต้องฝากเลี้ยงลูกไว้กับปู่ย่าตายาย มีหลายเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรเตรียมตัวและสื่อสารกับท่านอย่างชัดเจนค่ะ สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP) แนะนำให้ใช้วินัยเชิงบวก โดยตั้งกฎที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ 6 ซึ่งหมายความว่าทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายควรมีแนวทางการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้ลูกน้อยสับสนค่ะ

1. ปู่ย่าตายายตามใจหลาน ควรจัดการอย่างไร

ปู่ย่าตายายเกือบทุกคนตามใจหลานเพราะท่านคิดว่าการตามใจคือการแสดงความรักค่ะ ซึ่งหากมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการที่ลูกจะโตมาแบบขาดวินัยได้ ตอนลูกยังเล็กปัญหานี้อาจจะยังไม่เห็นชัด แต่เมื่อลูกโตขึ้นก็อาจส่งผลในระยะยาว จากการศึกษาวิจัยพบว่า พื้นฐานของการสร้างวินัยที่ดีคือความเคารพซึ่งกันและกัน และการมีกฎที่ชัดเจน สม่ำเสมอ ไม่ว่าลูกจะอยู่กับใครก็ตาม 3 คุณแม่อาจลองร่วมกันสร้างวินัยกับปู่ย่าตายาย โดยตั้ง "กฎเหล็ก" ร่วมกันว่าสิ่งไหนให้หลานทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ เช่น เรื่องความปลอดภัย การกินขนม หรือเวลาดูจอ เป็นต้นค่ะ

 

2. มั่นใจว่าลูกได้รับนมเพียงพอ

เรื่องการกินนมของลูกนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เมื่อฝากลูกให้ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง คุณแม่ควรอธิบายรายละเอียดตั้งแต่แรกเริ่ม ถึงปริมาณนมและจำนวนมื้อที่ลูกควรได้รับ เตรียมนมในสต๊อกให้เพียงพอกับปริมาณที่ต้องการในแต่ละมื้อ แนะนำให้ป้อนนมให้หมดขวดและจับลูกไล่ลมหลังจากที่ลูกอิ่มนมแล้วด้วยนะคะ

ปู่ย่าตายายอาจมีความเชื่อเรื่องการป้อนกล้วยหรืออาหารเสริมในช่วงอายุ 4-5 เดือน ด้วยความกังวลว่าหลานจะได้รับโภชนาการไม่เพียงพอ แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เริ่มอาหารเสริมเมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ 5 การให้อาหารเสริมก่อนวัยอันควรอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารของลูกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ คุณแม่ควรอธิบายและย้ำเตือนให้ปู่ย่าตายายเข้าใจอย่างอ่อนโยน เพื่อความสบายใจกันทั้งสองฝ่ายค่ะ

ทั้งนี้ งานวิจัยพบว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่มีพัฒนาการทางสติปัญญาดีกว่า 1 เพราะนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด รวมถึงสารอาหารที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมอง อย่าง ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างโครงข่ายประสาท รวมถึง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างปลอกไมอีลิน ทำให้การส่งสัญญาณประสาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพค่ะ

 

นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง ตัวช่วยคุณแม่ยุคใหม่

 

เมื่อต้องฝากปู่ย่าตายายช่วยดูแลลูกระหว่างวัน มีอีกหนึ่งทางเลือกซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่อย่าง นมพร้อมใช้ ไม่ต้องชง นมรูปแบบใหม่ที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้ว่าไม่ว่าใครจะเป็นคนเตรียม ลูกก็ได้รับสารอาหารครบถ้วนเหมือนกันทุกหยด สะดวก ง่าย แค่บิดและเท สามารถใช้ควบคู่กับนมผงได้ค่ะ เมื่อเปิดแล้วแนะนำให้ดื่มให้หมดภายใน 1 ชั่วโมง แต่หากไม่หมด สามารถเก็บในตู้เย็นได้ภายใน 24 ชั่วโมงค่ะ

 

3. ติดตามพฤติกรรมลูกจากปู่ย่าตายาย

พ่อแม่ควรคอยถามเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ละวันของลูกจากปู่ย่าตายายค่ะ ถือเป็นวิธีที่ดีที่จะรับรู้ว่าวิธีเลี้ยงของปู่ย่าตายายเป็นอย่างไร ลูกมีพัฒนาการถึงไหนแล้ว และหากต้องปรับแนวทางอะไร ก็ควรอธิบายอย่างใจเย็นและชัดเจนค่ะ เช่น "วันนี้น้องเล่นอะไรบ้างคะ" "น้องกินนมหมดมั้ยคะ" การสื่อสารแบบนี้จะช่วยให้ปู่ย่าตายายรู้สึกว่าเราใส่ใจ และยังช่วยให้คุณแม่ฝากลูกให้คนอื่นเลี้ยงได้อย่างสบายใจขึ้นด้วยค่ะ

 

4. แสดงออกถึงความเคารพและความรักต่อปู่ย่าตายาย

การเลี้ยงหลานอาจมาพร้อมกับความขัดแย้งเรื่องแนวทางอยู่บ้างค่ะ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ เราต้องขอบคุณปู่ย่าตายายที่ช่วยเลี้ยงลูกให้เราเสมอ ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ เช่น "ขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยดูแลน้อง ปู่ย่าตายายช่วยไว้ได้มากเลย" หรือ "ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะ อร่อยมากเลย" และเมื่อไปรับลูกก็ควรมีของเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปฝากด้วยค่ะ เมื่อเราให้ความรักและเคารพผู้สูงอายุ ท่านก็จะปฏิบัติกับเราเช่นเดียวกัน ครอบครัวก็จะมีความสุขไปด้วยกันค่ะ

 

5. แจ้งข้อมูลการแพ้ยาและอาหารให้ปู่ย่าตายายทราบ

อีกเรื่องสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาดเมื่อฝากลูกไว้กับยายหรือปู่ย่าตายาย คือการแจ้งข้อมูลการแพ้ยาและอาหารของลูกน้อยอย่างละเอียดค่ะ คุณแม่ควรจดรายการอาหารหรือยาที่ลูกแพ้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ปู่ย่าตายายเก็บไว้ใกล้มือ พร้อมอาการแพ้ที่ต้องสังเกต เช่น ผื่นขึ้น ริมฝีปากบวม หรือหายใจลำบาก รวมถึงเบอร์โทรศัพท์คุณหมอหรือสถานพยาบาลที่สามารถติดต่อได้ทันทีค่ะ การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้พร้อมจะช่วยลดความกังวลได้ทั้งฝ่ายพ่อแม่และปู่ย่าตายาย หากไม่แน่ใจว่าลูกน้อยมีอาการแพ้อะไรหรือไม่ ควรปรึกษาคุณหมอเด็กเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนค่ะ

 

ข้อควรระวังและคำแนะนำเชิงพัฒนาการ เมื่อฝากลูกให้ปู่ย่าตายาย

แม้การฝากเลี้ยงลูกกับปู่ย่าตายายจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังบางอย่างที่พ่อแม่ควรใส่ใจค่ะ หากลูกถูกตามใจมากเกินไปเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านวินัยและการควบคุมอารมณ์ เด็กอาจเรียนรู้ว่าการร้องไห้หรืองอแงคือวิธีที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้การสร้างวินัยในระยะยาวยากขึ้น จากการศึกษาวิจัยพบว่า วินัยที่ไม่สม่ำเสมอจากผู้ดูแลหลายคนอาจทำให้เด็กสับสนและไม่เคารพกฎ 3 สิ่งสำคัญคือทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายควรมีแนวทางที่สอดคล้องกันในเรื่องสำคัญๆ ค่ะ

นอกจากนี้ คุณแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างสม่ำเสมอ ว่าลูกมีพัฒนาการสมวัยหรือไม่ ทั้งด้านการเคลื่อนไหว ภาษา และอารมณ์สังคม หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมที่น่ากังวล เช่น ก้าวร้าวผิดปกติ ติดคนมาก หรือมีพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์ ควรปรึกษาคุณหมอด้านพัฒนาการเด็กเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันค่ะ

การฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดค่ะ ตราบใดที่เราสื่อสารกันดี มีกฎร่วมที่ชัดเจน และให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ลูกน้อยจะได้รับทั้งความรักจากพ่อแม่และปู่ย่าตายายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจค่ะ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพัฒนาการหรือโภชนาการของลูก อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอเด็กนะคะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ให้นม