เด็กเป็นแผลในปาก ลิ้นเด็กเป็นแผลเกิดจากอะไร พร้อมวิธีดูแล
คำถามที่พบบ่อย
เด็กเป็นแผลในปาก แผลร้อนในปาก สามารถป้ายยาทากลุ่มสเตียรอยด์ได้ไหม?
สำหรับการใช้ยาทาแผลร้อนในกลุ่มสเตียรอยด์ (Topical Corticosteroids) เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ แม้จะเป็นที่นิยมแต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้เองเด็ดขาด หากแพทย์มีการสั่งจ่ายยา ควรใช้ยาทาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย 3
เด็กเป็นแผลในปาก ติดต่อกันทางน้ำลายได้ไหม ?
ได้ค่ะ โดยเฉพาะโรคยอดฮิตอย่างโรคมือเท้าปากที่พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระได้โดยตรง หรือติดต่อทางอ้อมจากการสัมผัสของเล่นและมือผู้เลี้ยงดูที่ปนเปื้อนเชื้อ ดังนั้นการรักษาความสะอาดและการไม่ใช้ของร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 5
การขาดวิตามินอะไรที่ทำให้เด็กเป็นแผลในปากหรือมุมปากบ่อยๆ?
การเป็นแผลที่มุมปาก (ปากนกกระจอก) เกิดจาก การขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก หรือโปรตีน และแผลร้อนในปากบ่อยๆ เกิดจากการขาดวิตามินบี 12 เหล็ก สังกะสี และกรดโฟลิก 8 , 2
สรุป
- เด็กเป็นแผลในปาก นั้นสามารถบอกใบ้ถึงโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเริม โรคมือเท้าปาก โรคเฮอร์แปงไจน่า แผลร้อนใน หรือการติดเชื้อราแคนดิดา 1,2,3,4,5,6
- วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกเป็นแผลร้อนใน คุณแม่สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บได้ด้วยการ ประคบเย็น โดยให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกชาและบรรเทาอาการปวดแสบ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และเน้นทาน อาหารอ่อน ๆ ที่กลืนง่าย เช่น โจ๊กที่ไม่ร้อนเกินไป หรือไอศกรีมเย็น ๆ เพื่อลดการระคายเคือง 3
- สัญญาณอันตรายที่ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อ เด็กเป็นแผลในปาก คือ หากพบว่าลูกมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ คอแข็ง เหนื่อยอ่อน รวมถึงความผิดปกติทางระบบขับถ่าย เช่น ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ควรรีบพาลูกน้อยพบแพทย์โดยด่วน เพื่อตรวจวินิจฉัยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ 7
เลือกอ่านตามหัวข้อ
- เด็กเป็นแผลในปาก แยกให้ออก! ลักษณะแผลบอกโรค
- วิธีการดูแลและป้องกันเบื้องต้น 5 อาการเด็กเป็นแผลในปาก
- เจาะลึกอาการตามจุด ลิ้น VS ริมฝีปาก บอกอะไรได้บ้าง?
- เด็กเป็นแผลในปาก อาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ? (Red Flags)
เด็กเป็นแผลในปาก แยกให้ออก! ลักษณะแผลบอกโรค
หากเจ้าตัวเล็กเริ่มงอแงเพราะเจ็บปาก คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกต "ตำแหน่งและลักษณะแผล" ดูนะคะว่าเข้าข่ายโรคไหน เพื่อจะได้ดูแลให้ถูกจุดค่ะ
- โรคเริม (Herpes): มักพบเป็นตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพองบริเวณริมฝีปาก รอบปาก หรือภายในช่องปาก เกิดจากเชื้อไวรัส HSV-1 ซึ่งติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสค่ะ 1
- แผลร้อนใน (Aphthous Ulcer): เป็นแผลวงกลมหรือวงรี มีสีขาวขอบแดง มักเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ ขาดวิตามิน (เช่น บี 12 หรือธาตุเหล็ก) หรือเกิดจากการระคายเคือง เช่น เผลอกัดปาก หรือใส่เหล็กจัดฟัน 2, 3, 4
- โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease - HFMD) 10 : สังเกตสัญญาณโรคมือเท้าปากได้จากแผลบริเวณกระพุ้งแก้มและเพดานปาก ร่วมกับการมีตุ่มแดงหรือน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และรอบก้น ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยมีไข้ น้ำลายไหล และทานอาหารได้น้อยลงเพราะความเจ็บปวดจากแผล 5 คุณแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิดนะคะ
- โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina): คล้ายมือเท้าปากแต่จะไม่มีผื่นตามมือ เท้า ลูกจะมีไข้สูงเฉียบพลัน และพบแผลลึกบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือลำคอด้านหลัง พบบ่อยมากในเด็กวัยอนุบาล 6
- เชื้อราแคนดิดา (Candida) 11 : อาจพบเป็นแผลอักเสบ ลักษณะเป็นฝ้าสีขาวตามกระพุ้งแก้ม ด้านในริมฝีปาก หรือลิ้น โดยคราบนี้จะเกาะติดแน่นและเช็ดไม่ออก หากพบฝ้าขาวเฉพาะที่ลิ้นเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่เชื้อรา แต่อาจเป็นเพียงคราบน้ำนมปกติ 4, 11
การสังเกตลักษณะแผลในปากให้ไวจะช่วยให้คุณแม่ดูแลลูกรักได้อย่างเหมาะสมค่ะ หากพบว่า เด็กเป็นแผลในปาก และไม่แน่ใจในสาเหตุ หรือลูกมีอาการซึมและกินนม หรืออาหารได้น้อยลง แนะนำให้พาไปพบคุณหมอเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้เจ้าตัวเล็กกลับมาสดใสแข็งแรงโดยเร็วค่ะ
วิธีการดูแลและป้องกันเบื้องต้น 5 อาการเด็กเป็นแผลในปาก
เมื่อลูกรักมีอาการเจ็บป่วย การดูแลอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ฟื้นตัวได้ไวขึ้นค่ะ คุณพ่อคุณแม่มาดูวิธีการดูแลและป้องกันเบื้องต้น เมื่อ เด็กเป็นแผลในปาก พร้อมกันค่ะ
1. โรคเริม (Herpes)
เชื้อเริมติดต่อได้ง่ายมากจากการสัมผัสโดยตรง หากสังเกตเห็นตุ่มน้ำใสบริเวณริมฝีปาก รอบจมูก หรือในปาก ร่วมกับมีไข้ต่ำ ๆ และน้ำลายไหลยืด นั่นอาจเป็นอาการของเริมค่ะ 1
- การดูแล: งดหอม จูบ หรือใช้ของร่วมกับลูก ในช่วงที่มีแผลเด็ดขาดค่ะ
- การป้องกัน: ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวลูก และคอยเสริมภูมิคุ้มกันด้วยการให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ
2. แผลร้อนใน (Aphthous Ulcers)
พบเป็นแผลวงรี หรือวงกลมสีขาวขอบแดง เจ็บปวดมากเวลาทานอาหาร แผลร้อนในชนิดที่ไม่รุนแรงมักหายได้เองใน 7-14 วันค่ะ 3
- การดูแล: 3
- กลั้วปากด้วยน้ำเกลืออุ่น: ช่วยทำความสะอาดแผลและลดการอักเสบ
- ประคบเย็น: อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ เพื่อช่วยให้แผลชาและรู้สึกสบายขึ้น
- เลี่ยงอาหารรสจัด: เน้นอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก หรือไอศกรีมเย็น ๆ เพื่อลดการระคายเคืองค่ะ
- การป้องกัน: 3
- เน้นสารอาหารบำรุง: ทานอาหารที่มีวิตามินบีรวม, ธาตุเหล็ก, สังกะสี และกรดโฟลิก (เช่น ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ ตับ และไข่)
- เลี่ยงอาหารตัวกระตุ้น: สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วมักเกิดแผล เช่น ของทอด ถั่ว หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
- ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน: โดยพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
- พักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
3. โรคมือเท้าปาก (HFMD)
จุดสังเกตคือมีไข้ เจ็บปากมาก และมีตุ่มแดงหรือน้ำใสขึ้นตามมือ เท้า และก้น ทั้งนี้ หากลูกมีไข้สูง ซึม เดินเซ หรือชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีค่ะ 5
- การดูแล: ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อโดยเฉพาะ ให้รักษาตามอาการ เช่น ทายาชาเฉพาะที่สำหรับแผลในปาก และดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ
- การป้องกัน: หากลูกป่วยควรงดไปโรงเรียนจนกว่าจะหาย หมั่นล้างมือให้สะอาดทั้งเด็กและผู้ปกครอง พร้อมทำความสะอาดของเล่นและของใช้ด้วยสบู่ทุกวัน รวมถึงระวังความสะอาดของอาหารและน้ำ
4. โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina)
โรคนี้มักมาพร้อมไข้สูงเฉียบพลัน (39.5-40 องศาเซลเซียส) และมีแผลลึกบริเวณเพดานอ่อนหรือลำคอ พบบ่อยมากในเด็กวัยอนุบาลค่ะ 6
- การดูแล: เน้นเช็ดตัวลดไข้และกินอาหารเหลว หากลูกทานไม่ได้เลยหรือดูซึมลงควรพบแพทย์ทันที
- การป้องกัน: ฝึกให้ลูกล้างมือเป็นนิสัย และแยกของเล่นเพื่อลดการกระจายเชื้อในกลุ่มเพื่อนค่ะ
5. เชื้อราแคนดิดา (Candida)
เชื้อราในปาก เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Candida ซึ่งพบได้ในทารกแรกเกิดที่มีสุขภาพแข็งแรงประมาณ 5% ลักษณะเป็นฝ้าสีขาวตามกระพุ้งแก้ม ด้านในริมฝีปาก หรือลิ้น โดยทั่วไปทารกมักไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ในบางรายอาจเจ็บปากเล็กน้อย ทำให้ไม่อยากดูดนม 4, 11
- การดูแล: พบกุมารแพทย์เพื่อทำการรักษา โดยทั่วไปจะหายดีภายใน 2 ถึง 8 สัปดาห์ค่ะ 4
- การป้องกัน เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ 11
- จำกัดเวลาการดูดนมไม่ควรเกิน 20 นาที ต่อมื้อ
- ในกรณีที่มีการใช้จุกนมหลอก แนะนำให้จำกัดการใช้เฉพาะช่วงเวลานอน และไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
คุณแม่รู้ไหมคะว่า การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้ลูกตั้งแต่แรกคลอดคือ "น้ำนมแม่" ค่ะ นอกจากจะอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดแล้ว ในนมแม่ยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า 3,6,9 (Omega 3,6,9) 12 และแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างปลอกประสาทไมอีลิน ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองให้ลูกเรียนรู้ได้ไวแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในนมแม่คือ จุลินทรีย์สุขภาพ บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกรักมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำให้ลูกดื่มนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก และต่อเนื่องได้นานถึง 2 ปีหรือมากกว่านั้นควบคู่กับอาหารตามวัย 9 เพื่อวางรากฐานสุขภาพและสมองที่แข็งแรงให้ลูกรักในระยะยาวค่ะ

การดูแลอาการ เด็กเป็นแผลในปาก อย่างถูกวิธีและรวดเร็ว จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้ลูกกินนมแม่ หรือกินอาหารได้ตามปกติค่ะ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้น หรือลูกมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ การพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสุขภาพของเจ้าตัวเล็กค่ะ
เจาะลึกอาการตามจุด ลิ้น vs ริมฝีปาก บอกอะไรได้บ้าง?
เมื่อลูกน้อยเริ่มงอแงผิดปกติ การสำรวจภายในช่องปากจะช่วยให้เราคาดคะเนสาเหตุได้เบื้องต้นค่ะ โดยเฉพาะบริเวณ ลิ้น และ ริมฝีปาก ที่มักเกิดแผลบ่อยในเด็กเล็ก
ลิ้นเด็กเป็นแผล / เด็กลิ้นเป็นแผล
ลิ้นเด็กเป็นแผล ส่วนใหญ่มักเกิดจาก "แผลร้อนใน" ซึ่งอาจเห็นเป็นแผลเปื่อยขนาดเล็ก รูปวงรี ขอบแดงตรงกลางสีขาว พบได้ทั้งบนลิ้น ใต้ลิ้น หรือแม้แต่กระพุ้งแก้มค่ะ
- สาเหตุที่พบบ่อย: อาจเกิดจากการเผลอกัดลิ้น การแปรงฟันที่รุนแรงเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเซลล์ภายในช่องปากผิดปกติ หรือร่างกายขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก สังกะสี กรดโฟลิก เป็นต้น 7
- อาการที่ต้องสังเกต: ลูกจะเริ่มคันหรือแสบก่อนมีตุ่มขึ้น ทำให้ ลูกร้องไห้งอแง กินอาหารช้าลง บางรายเจ็บมากจน น้ำลายไหลยืด หรือแลบลิ้นบ่อยเพราะรู้สึกระคายเคืองค่ะ 7
- การดูแลเบื้องต้น:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เด็ก 1-3 ปี ควรได้รับน้ำ (รวมนม) ประมาณ 1.3 ลิตร หรือ 5 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำค่ะ 7
- ปรับเมนูอาหาร: เน้นอาหารนิ่ม เคี้ยวง่าย เช่น ไข่ตุ๋น หรือใช้ความเย็นช่วยบรรเทาอาการเจ็บ เช่น ไอศกรีม หรือน้ำเก๊กฮวยเย็นๆ ค่ะ 7
ริมฝีปากลูกเป็นแผล
หากแผลไม่ได้อยู่ในช่องปาก แต่เกิดขึ้นบริเวณมุมปากหรือริมฝีปาก อาจมีสาเหตุที่แตกต่างออกไปค่ะ 8
- โรคปากนกกระจอก (Angular Cheilitis): สังเกตได้จากอาการแห้ง แตก หรือเป็นแผลบริเวณมุมปากข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง มักเกิดจากความอับชื้นจากการดูดนิ้ว ใช้จุกนมหลอก หรือการติดเชื้อรา ไม่ใช่โรคติดต่อเหมือนโรคเริมค่ะ
- การดูแลและป้องกัน:
- รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้น ทาลิปบาล์มสำหรับเด็กตามที่แพทย์แนะนำสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ปากแห้งแตก
- ให้ลูกกินอาหารครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารที่อาจทำให้ผิวเด็กอ่อนระคายเคือง รวมถึงไม่เลียริมฝีปากค่ะ
หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลเบื้องต้นแล้วอาการ ลิ้นเด็กเป็นแผล ยังไม่ทุเลาลง หรือลูกเริ่มมีไข้และดูซึมผิดปกติ เพื่อ การดูแลรักษาที่ปลอดภัย และแม่นยำที่สุด แนะนำให้พาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและช่วยให้เจ้าตัวเล็กกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงอีกครั้งค่ะ
เด็กเป็นแผลในปาก อาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ? (Red Flags)
แม้ว่าอาการ เด็กเป็นแผลในปาก หรือ ลิ้นเด็กเป็นแผล ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ถ้าแผลมีขนาดใหญ่ผิดปกติจนลูกเจ็บมากและดื่มน้ำหรือกินอาหารไม่ได้เลย หรือมีอาการ "Red Flags" เหล่านี้ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอทันทีนะคะ
- มีอาการทางร่างกายอื่นๆ ร่วมด้วย: เช่น มีไข้ รู้สึกเหนื่อยล้า น้ำหนักลด หรือมีอาการคอแข็ง 7
- ปัญหาระบบขับถ่าย: มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือสังเกตพบเลือดและเมือกปนออกมากับอุจจาระ รวมถึงการมีแผลบริเวณขอบทวารหนัก 7
สุขภาพของลูกน้อยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณอันตรายเหล่านี้ หรือกังวลว่าอาการ เด็กเป็นแผลในปาก จะกระทบต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต การพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้เจ้าตัวเล็กกลับมาแข็งแรงและยิ้มได้อย่างสดใสในทุก ๆ วันค่ะ
เข้าใจเลยค่ะว่าเวลาลูกเจ็บป่วย คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมกังวลใจที่สุด แต่ความรักและการดูแลที่ใกล้ชิดจะช่วยให้ลูกผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้แน่นอน เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ และเน้น โภชนาการ ที่เหมาะสมเพื่อให้ร่างกายลูกมีพลังต่อสู้กับเชื้อโรค เพียงเท่านี้อาการ เด็กเป็นแผลในปาก หรือ ลิ้นเด็กเป็นแผล ก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหายดีในเร็ววัน
เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวดูแลเจ้าตัวเล็กให้กลับมายิ้มกว้างได้ไว ๆ นะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมพาลูกน้อยไปรับวัคซีนตามช่วงวัย พร้อมตรวจสุขภาพตามนัดกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์และสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาวค่ะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
อ้างอิง:
- รักลูกไม่ระวัง เด็กอาจเสี่ยงติด “เริม” บนใบหน้า, โรงพยาบาลรามคำแหง
- แผลร้อนใน แผลร้อนใน ในปาก ที่ลิ้น เกิดจาก อาการ วิธีรักษา ป้องกัน, โรงพยาบาล MedPark
- ร้อนใน รู้ให้ครบ จบทุกปัญหาแผลในปากด้วยวิธีรักษาที่ถูกต้อง, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- แผลในปาก 5 ชนิด ที่พบได้บ่อย | สาเหตุและการรักษา, SKT Dentalcenter โดยคณาจารย์และทันตแพทย์มหิดล
- โรคมือเท้าปาก, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย
- เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในเด็กที่ต้องระวัง!!!, โรงพยาบาลศิครินทร์
- วิธีรับมือเมื่อลูกลิ้นเป็นร้อนใน, helloคุณหมอ
- ปากนกกระจอก (Angular cheilitis) อาการ สาเหตุ การรักษา, โรงพยาบาล MedPark
- นมแม่ มหัศจรรย์แห่งภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติ, โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
- โรคมือ เท้า ปาก: รู้สัญญาณ พร้อมป้องกันและการรักษา, โรงพยาบาลรามคำแหง 2
- What Is Thrush?, St. Louis Children’s Hospital
- เลี้ยงลูกให้แข็งแรงด้วยนมแม่, โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
อ้างอิง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569