อาหารเด็ก 9 เดือน
Listen Transcript

อาหารเด็ก 9 เดือน เมนูอาหารเด็ก 9 เดือน เสริมโภชนาการลูกรัก

อาหารเด็ก 9 เดือน เมนูอาหารเด็ก 9 เดือน เสริมโภชนาการลูกรัก

พ.ค. 28, 2026
19นาที

ลูกน้อยวัย 9 เดือนเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการนั่งได้มั่นคง การเริ่มหยิบอาหารกินเอง และการมีฟันน้ำนมขึ้น ทำให้การเลือกอาหารเด็ก 9 เดือนที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อช่วยสนับสนุนพัฒนาการเด็ก 9 เดือนตามวัย ขณะเดียวกัน นมแม่ยังคงเป็นโภชนาการสำคัญ แต่ควรให้ควบคู่กับอาหารตามวัยเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่ทารกวัยนี้ควรได้รับจากอาหารเพิ่มเติม 1,7 บทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการจัดมื้ออาหาร พร้อมตัวอย่างเมนูอาหารเด็ก 9 เดือนที่เหมาะสมกับวัยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

นอกจากนมแม่แล้ว เด็ก 9 เดือนควรดื่มน้ำเปล่าหรือไม่ และควรให้ดื่มในปริมาณเท่าไหร่?

เด็ก 9 เดือนสามารถจิบน้ำเปล่าสะอาดได้เล็กน้อยระหว่างมื้อหรือหลังมื้ออาหาร โดยนมแม่ยังคงเป็นแหล่งของเหลวหลักที่สำคัญที่สุด 4 ไม่ควรให้น้ำมากจนลูกอิ่มน้ำแทนนม เพราะน้ำไม่มีสารอาหาร ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ชา กาแฟ และน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล 7

ควรจัดตารางเวลากินอาหารมื้อหลักและมื้อนมของเด็ก 9 เดือนอย่างไรให้เหมาะสม?

เด็ก 9 เดือนควรได้รับอาหารตามวัย 2-3 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 3-5 ครั้งต่อวัน และอาจเสริมมื้อว่าง 1-2 ครั้ง 4 การจัดตารางที่ดีคือให้นมแม่หลังตื่นนอน ตามด้วยอาหารมื้อเช้า กลางวัน และเย็น สลับกับนมแม่ในช่วงระหว่างมื้อ โดยปรับปริมาณตามสัญญาณหิวและอิ่มของลูกน้อย 7

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกวัย 9 เดือนกินอาหารในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ควรดูจากอะไร?

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสัญญาณหิวและอิ่มของลูก เพราะโดยปกติแล้วความอยากอาหารของลูกน้อยจะเป็นตัวบอกปริมาณอาหารที่เหมาะสมได้เอง 4 สัญญาณอิ่ม เช่น หันหน้าหนี ปิดปาก เบือนหน้า หรือเริ่มเล่นกับอาหารแทนที่จะกินต่อ หากลูกน้อยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ กินอาหารได้หลากหลาย และมีพลังงานในการเล่นตามปกติ แสดงว่าได้รับอาหารเพียงพอแล้วค่ะ ไม่ควรบังคับหรือป้อนอาหารนานเกินไป แต่ละมื้อควรใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที 7

สรุป

  • เด็ก 9 เดือนควรกินอาหารตามวัย 2-3 มื้อต่อวัน ควบคู่กับนมแม่ 3-5 ครั้ง และอาจเสริมมื้อว่าง 1-2 ครั้ง
  • อาหารควรมีเนื้อสัมผัสบดหยาบ ไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อฝึกทักษะการเคี้ยวและกลืน
  • เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ควบคู่กับผักผลไม้หลากหลายชนิด
  • หลีกเลี่ยงน้ำผึ้ง เกลือ น้ำตาล ผงชูรส และอาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก
  • สังเกตสัญญาณหิวและอิ่มของลูก ไม่บังคับป้อน และฝึกให้ลูกหยิบอาหารกินเองตามวัย

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

เมื่อเข้าสู่วัย 9 เดือน ลูกน้อยจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและการใช้มือที่ชัดเจนขึ้น เช่น คลานได้คล่องขึ้น เริ่มเกาะยืน หรือหยิบจับสิ่งของชิ้นเล็กได้ดีขึ้น รวมถึงเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของพัฒนาการเด็ก 9 เดือนที่บ่งบอกว่าลูกพร้อมเรียนรู้การกินอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหลากหลายมากขึ้น คุณแม่จึงสามารถเริ่มเตรียมอาหารตามวัยที่เหมาะกับช่วงพัฒนาการนี้ได้ค่ะ

โอเมก้า 3,6 ช่วยพัฒนาสมองลูกยังไง

อาหารเด็ก 9 เดือน ควรเป็นแบบไหน ลูกกินอะไรได้บ้าง

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัย 9 เดือน ร่างกายต้องการพลังงานจากอาหารตามวัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทารกวัยนี้ต้องการพลังงานจากอาหารเสริมตามวัยประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน นอกเหนือจากพลังงานที่ได้จากนมแม่ 4 ดังนั้นการเลือกอาหารให้ครบ 5 หมู่จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยอาหารตามวัยสำหรับทารกควรมีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ และวิตามิน 7 ลูกน้อยวัยนี้สามารถกินอาหารได้หลากหลายชนิดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ตับ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ

 

ซุปข้นโรยหน้าเนื้อสัตว์ในชามขอบสีเหลืองสำหรับเด็ก

 

เนื้อสัมผัสอาหารที่เหมาะกับเด็ก 9 เดือน

ในช่วงวัย 9 เดือน คุณแม่ไม่จำเป็นต้องบดอาหารให้ละเอียดเหมือนช่วง 6 เดือนแรกอีกต่อไปแล้วค่ะ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ทารกวัย 8 เดือนขึ้นไปสามารถกิน finger food ได้ และเมื่ออายุ 12 เดือน สามารถกินอาหารแบบเดียวกับผู้ใหญ่ได้แล้ว 4 นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่า หากเริ่มให้อาหารที่มีเนื้อสัมผัสหยาบช้าเกินกว่าอายุ 10 เดือน อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะมีปัญหาเรื่องการกินในภายหลัง 4 ดังนั้นวัยนี้จึงเป็นช่วงเวลาทองในการฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหลากหลายค่ะ

คุณแม่สามารถปรับอาหารให้มีลักษณะบดหยาบ มีชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ปนอยู่ เช่น ข้าวต้มที่มีเนื้อสัตว์และผักหั่นชิ้นเล็ก ไม่ต้องปั่นละเอียด เพื่อให้ลูกน้อยได้ฝึกเคี้ยวและกลืน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อพัฒนาการช่องปาก 7

 

สารอาหารสำคัญที่เด็ก 9 เดือนต้องได้รับ

สารอาหารที่ทารกวัย 9 เดือนมักได้รับไม่เพียงพอมากที่สุดคือธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะการขาดธาตุเหล็กในช่วงแรกของชีวิตอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาท 1 อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดี (heme iron) พบมากในเนื้อแดงและตับ โดยมีอัตราการดูดซึมสูงถึง 30% ในขณะที่ธาตุเหล็กจากพืช (non-heme iron) ดูดซึมได้เพียง 5-10% 1 คุณแม่จึงควรให้ลูกกินเนื้อสัตว์ ตับ เลือด และไข่แดงเป็นประจำ ควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น 1

นอกจากธาตุเหล็กแล้ว ดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดย DHA พบมากในจอประสาทตาและสมอง 5 ควบคู่กับโอเมก้า 3, 6, 9 ที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการด้านการมองเห็นและการทำงานของระบบประสาทในลูกน้อย 5 คุณแม่สามารถเสริมสารอาหารเหล่านี้ให้ลูกได้จากปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู และปลาช่อน

 

ฝึกลูกหยิบกินเอง (Finger Food) เริ่มได้แล้วนะ

เมื่อลูกน้อยอายุ 8-9 เดือน จะเริ่มใช้นิ้วมือหยิบของชิ้นเล็กได้แล้ว คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกถืออาหารที่ไม่แข็งกินเอง เช่น ฟักทองนึ่ง มันต้มหั่นเป็นชิ้นยาว หรือกล้วยน้ำว้าสุก เพื่อฝึกการประสานงานระหว่างมือกับปากและเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก 7 แต่ต้องระวังไม่ให้อาหารที่มีลักษณะแข็งหรือเป็นเม็ดเล็ก เช่น ถั่วลิสง เมล็ดข้าวโพด เพราะอาจทำให้สำลักเข้าปอดได้ 7

 

เด็ก 9 เดือน กินข้าวกี่มื้อ กินนมเท่าไหร่ ปริมาณแค่ไหนถึงพอดี

หลายคุณแม่สงสัยว่าเด็ก 9 เดือน กินข้าวกี่มื้อถึงจะเหมาะสม องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ทารกที่กินนมแม่อายุ 9-23 เดือน ควรได้รับอาหารตามวัย 3-4 มื้อต่อวัน และอาจเสริมมื้อว่าง 1-2 มื้อตามความต้องการ 4 สำหรับประเทศไทย คู่มืออาหารตามวัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำให้ทารก 9-11 เดือนกินอาหาร 2-3 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 7 นั่นหมายความว่าลูกน้อยวัยนี้ยังต้องดื่มนมแม่เป็นหลัก โดยเสริมด้วยอาหารตามวัยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

ปริมาณอาหารต่อมื้อสำหรับทารก 9 เดือน อ้างอิงจากคู่มืออาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก มีหลักการดังนี้ 7

  • ใช้ข้าวสวย 4 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 2 ช้อนพูน) ต้มกับน้ำแกงจืดหรือน้ำซุปประมาณครึ่งถ้วยตวง ต้มให้เปื่อยหรือบดพอหยาบ ๆ
  • ใส่ผักใบเขียวหรือเหลืองส้มที่อ่อนนุ่มและกลิ่นไม่แรง 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใส่อาหารโปรตีน เช่น ไข่ เลือด ตับ ปลา หมูสับหรือบด ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • เหยาะน้ำมันพืชประมาณครึ่งช้อนชา

 

น้ำเปล่า ทารก 9 เดือนสามารถจิบน้ำสะอาดได้เล็กน้อยระหว่างมื้ออาหาร แต่ไม่ควรให้มากจนแทนที่นมแม่ และไม่ควรให้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและคาเฟอีน 7

 

ตารางอาหารเด็ก 9 เดือน จัดมื้อหลักและมื้อนมอย่างไร

เมื่อลูกน้อยอายุ 9 เดือน จำนวนมื้ออาหารจะเปลี่ยนจากเดิมที่กิน 1-2 มื้อ เป็น 2-3 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ 7 คุณแม่สามารถจัดตารางอาหารเด็ก 9 เดือนตามตัวอย่างด้านล่างนี้ได้ค่ะ

ช่วงเวลา

ประเภทอาหาร

หลังตื่นนอน (06.00-07.00 น.)นมแม่
มื้อเช้า (08.00-09.00 น.)อาหารตามวัย (ข้าวต้ม/โจ๊ก + เนื้อสัตว์ + ผัก)
สาย (10.00-10.30 น.)นมแม่
มื้อกลางวัน (12.00-13.00 น.)อาหารตามวัย
บ่าย (14.30-15.00 น.)นมแม่ + ผลไม้สด (มื้อว่าง)
มื้อเย็น (17.00-18.00 น.)อาหารตามวัย
ก่อนนอน (19.00-20.00 น.)นมแม่

 

อย่างไรก็ตาม ทารกแต่ละคนอาจมีความต้องการแตกต่างกัน คุณแม่สามารถปรับเวลาและปริมาณให้เหมาะสมกับลูกน้อยได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือควรให้อาหารเป็นเวลาสม่ำเสมอ ไม่ตามป้อน และฝึกให้ลูกนั่งกินที่โต๊ะอาหาร 7

 

อาหารเด็ก 9 เดือน ควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง

แม้ว่าลูกน้อยวัย 9 เดือนจะเริ่มกินอาหารได้หลากหลายมากขึ้น แต่ยังมีอาหารบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยค่ะ

อาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะเล็ก แข็ง เหนียว หรือลื่น ซึ่งทำให้เคี้ยวและกลืนได้ยาก 6 ได้แก่

  • ถั่วเมล็ดเต็ม เมล็ดข้าวโพด
  • องุ่นทั้งลูก (ควรผ่าครึ่งหรือสี่ส่วน)
  • ผักผลไม้ดิบที่แข็ง เช่น แครอทดิบ แอปเปิลดิบ
  • ไส้กรอก (ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กตามยาว)
  • ลูกอม ขนมเหนียว

 

อาหารและเครื่องปรุงที่ไม่เหมาะสม

  • น้ำผึ้ง ห้ามให้ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะอาจมีสปอร์ของเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งทำให้เกิดภาวะโบทูลิซึม (botulism) ในทารกได้ 7
  • เกลือ น้ำตาล ผงชูรส ผงปรุงรส ไม่ควรเติมในอาหารทารก ควรให้กินอาหารรสธรรมชาติ เพราะอาหารที่มีรสหวานและมันเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ฟันผุ และไขมันในเลือดสูง ส่วนอาหารรสเค็มจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง 7
  • นมวัวสด ไม่ควรให้เป็นเครื่องดื่มหลักก่อนอายุ 1 ปี เพราะธาตุเหล็กจากนมวัวถูกดูดซึมได้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น 1
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล 7

ขณะป้อนอาหารลูก คุณแม่ควรให้ลูกนั่งตัวตรงขณะกิน ไม่ให้นอน คลาน หรือเดินไปกินไป 6 และคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาที่ลูกกำลังกินอาหารค่ะ

 

เมนูอาหารเด็ก 9 เดือน ทำอะไรให้ลูกกินดี

การเตรียมเมนูอาหารเด็ก 9 เดือนที่หลากหลาย จะช่วยให้ลูกน้อยได้สารอาหารครบถ้วนและไม่เบื่ออาหาร คุณแม่ควรหมุนเวียนเนื้อสัตว์ ผัก และแป้งให้หลากหลายในแต่ละมื้อ โดยเน้นอาหารรสธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งด้วยเกลือ น้ำตาล น้ำผึ้ง หรือผงชูรส 7 เราได้รวบรวม 12 เมนูเด็ก 9 เดือนที่ทำง่าย วัตถุดิบหาได้ในท้องถิ่น มาฝากคุณแม่ค่ะ

เมนูที่ 1: โจ๊กหมูใส่ตับ

โจ๊กหมูใส่ตับ

โจ๊กหมูใส่ตับเป็นเมนูที่อุดมด้วยธาตุเหล็กจากตับหมู ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงภาวะโลหิตจางในทารก 1 นอกจากนี้ตำลึงที่ใส่ยังเป็นผักใบเขียวที่มีวิตามินและแร่ธาตุ ส่วนแครอทให้เบต้าแคโรทีนที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวหนังของลูกน้อย

วัตถุดิบ

  • ข้าวสวยหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • เนื้อหมูบดละเอียด ½ ช้อนกินข้าว
  • ตับหมูหั่นชิ้นเล็กบางๆ ½ ช้อนกินข้าว
  • ตำลึง ½ ช้อนกินข้าว
  • แครอท 1 ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5-7 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ตั้งน้ำซุปให้เดือด ใส่หมูบดและตับชิ้นเล็กลงไปต้มให้สุก
  2. บดข้าวให้ละเอียด ใส่รวมกับตำลึงและแครอทลงในหม้อ ต้มจนนิ่มแล้วปิดไฟ และราดน้ำมันพืช

 

เมนูที่ 2: ข้าวกล้องไข่แดงผักรวม

ข้าวกล้องไข่แดงผักรวม

 

ข้าวกล้องเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ไข่แดงอุดมด้วยโปรตีนและวิตามินเอ ส่วนฟักทองและแครอทเป็นผักสีส้มที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยสร้างวิตามินเอบำรุงร่างกายลูกน้อย 7

วัตถุดิบ

  • ข้าวกล้องหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • ไข่แดงต้มสุก 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักทองต้ม ½ ช้อนกินข้าว
  • แครอทต้ม 1 ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ใช้ข้าวกล้องหุงนิ่ม ยีไข่แดงต้มคลุกรวมกัน
  2. นำฟักทองและแครอทหั่นชิ้นเล็กต้มเปื่อย ผสมรวมกับน้ำซุป และราดน้ำมันพืช

 

เมนูที่ 3: ไข่ตุ๋นผักสามสหาย

ไข่ตุ๋นผักสามสหาย

 

ไข่ตุ๋นเป็นเมนูที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มเนียน เหมาะสำหรับลูกน้อยที่เพิ่งเริ่มฝึกกินอาหารหยาบ ไข่ให้โปรตีนคุณภาพสูงที่ร่างกายย่อยง่าย การผสมผักสามสี ได้แก่ ฟักทอง แครอท และบรอกโคลี ช่วยให้ได้วิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย ทั้งยังมีสีสันน่ากิน กระตุ้นให้ลูกอยากลองชิมมากขึ้น

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ฟักทองต้ม ½ ช้อนกินข้าว
  • แครอทต้ม ½ ช้อนกินข้าว
  • บรอกโคลี ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว

วิธีทำ

  1. ตีไข่ไก่กับน้ำซุปให้เข้ากัน แล้วกรองด้วยกระชอน
  2. นำแครอทหั่นเต๋าเล็ก ฟักทองหั่นเต๋าเล็ก และบรอกโคลีสับละเอียดใส่ในไข่ไก่และน้ำซุป นำไปนึ่งไฟอ่อนจนสุก
  3. พร้อมเสิร์ฟ รับประทานกับข้าวสวยหุงนิ่ม

 

เมนูที่ 4: ข้าวบดปลาทูฟักทอง

ข้าวบดปลาทูฟักทอง

 

ปลาทูเป็นปลาท้องถิ่นที่หาง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการสมองและระบบประสาทของลูกน้อย (5) เมื่อผสมกับฟักทองที่มีวิตามินเอสูง ก็ยิ่งช่วยเสริมโภชนาการได้ครบถ้วน

วัตถุดิบ

  • ข้าวกล้องหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • ปลาทูต้มสุก 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักทองต้ม 1 ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ใช้ข้าวกล้องหุงนิ่ม ใส่ปลาทูต้มสุกยีเนื้อปลาคลุกรวมกัน
  2. นำฟักทองหั่นชิ้นเล็กต้มเปื่อย ผสมรวมกับน้ำซุป และราดน้ำมันพืช

 

เมนูที่ 5: แกงจืดเต้าหู้หมูสับ

แกงจืดเต้าหู้หมูสับ

 

แกงจืดเต้าหู้หมูสับเป็นเมนูที่เตรียมง่ายและเหมาะกับการแบ่งจากอาหารของผู้ใหญ่ในครอบครัว (ก่อนปรุงรส) เต้าหู้เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม ย่อยง่าย ส่วนผักกาดขาวให้ใยอาหารช่วยระบบขับถ่ายของลูกน้อย

วัตถุดิบ

  • หมูสันในบด ½ ช้อนกินข้าว
  • เต้าหู้ไข่อนามัย ½ ช้อนกินข้าว
  • ผักกาดขาว 1 ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5-7 ช้อนกินข้าว

วิธีทำ

  1. ต้มน้ำซุปให้เดือด ใส่หมูบดต้มจนสุก
  2. นำผักกาดขาวต้มใส่ลงไปน้ำซุปต้มจนนิ่ม และใส่เต้าหู้ไข่อนามัยหั่นเต๋าเล็ก ปิดไฟ รับประทานพร้อมข้าวสวยหรือข้าวกล้องหุงนิ่ม

 

เมนูที่ 6: ข้าวผัดผักสามสี

ข้าวผัดผักสามสี

 

ข้าวผัดผักสามสีเป็นเมนูที่เริ่มฝึกให้ลูกน้อยคุ้นเคยกับอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหลากหลาย ทั้งข้าว ไข่ และผักนึ่ง น้ำมันพืชที่ใช้ผัดยังช่วยเพิ่มพลังงานและช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดียิ่งขึ้น 7

วัตถุดิบ

  • ข้าวกล้องหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • ไข่แดงดิบ 1 ช้อนกินข้าว
  • ข้าวโพดอ่อนนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • แครอทนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • บรอกโคลีนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 3 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใส่ไข่แดงดิบลงไปผัดจนสุก แล้วใส่ข้าวกล้องหุงนิ่ม
  2. นำข้าวโพดอ่อน แครอท บรอกโคลีหั่นชิ้นเล็กนึ่งจนสุก และใส่ลงไปผัดกับข้าว เติมน้ำซุปเล็กน้อย ผัดให้เข้ากัน

 

เมนูที่ 7: โจ๊กอะโวคาโดตับไก่

โจ๊กอะโวคาโดตับไก่

 

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไขมันดี (กรดไขมันไม่อิ่มตัว) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับทารก ส่วนตับไก่เป็นแหล่งธาตุเหล็ก วิตามินเอ และวิตามินบีรวมชั้นเยี่ยม 7 การนำมารวมกันในโจ๊กจึงได้ทั้งพลังงานและสารอาหารครบถ้วน

วัตถุดิบ

  • ข้าวสวยหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • ตับไก่ต้ม 1 ช้อนกินข้าว
  • อะโวคาโดบดหยาบ 1 ช้อนกินข้าว
  • แครอทนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช ใส่ตับไก่ลงไปผัดจนสุก
  2. ต้มน้ำซุปจนเดือด ใส่ข้าวสวยหุงนิ่มบดละเอียด กับอะโวคาโดบดกับแครอท ใส่ตับที่ผัดสุกแล้วต้มจนนิ่มเข้ากัน

 

เมนูที่ 8: ซุปมะกะโรนีฟักสองสหาย

ซุปมะกะโรนีฟักสองสหาย

 

มะกะโรนีเป็นอาหารประเภทแป้งที่มีเนื้อสัมผัสนิ่ม ทารกเคี้ยวและกลืนได้ง่าย เหมาะสำหรับฝึกทักษะการกินอาหารที่มีรูปร่างแตกต่างจากข้าว การเปลี่ยนรูปแบบอาหารแป้งจะช่วยให้ลูกน้อยเปิดรับอาหารใหม่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนฟักเขียวและฟักทองให้วิตามินหลากหลาย ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงร่างกาย

วัตถุดิบ

  • มะกะโรนีสำหรับเด็กต้มนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • เนื้อไก่บดต้ม 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักเขียวนึ่ง 1 ช้อนกินข้าว
  • ฟักทองนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ตั้งน้ำซุปให้เดือด ใส่เนื้อไก่บดลงไปต้มให้สุก
  2. นำฟักเขียวและฟักทองหั่นเป็นชิ้นเล็กต้มลงในซุป และใส่มะกะโรนีลงไปต้มจนนิ่มแล้วปิดไฟ และราดน้ำมันพืช

 

เมนูที่ 9: ข้าวบดปลาช่อนตำลึง

ข้าวบดปลาช่อนตำลึง

 

ปลาช่อนเป็นปลาน้ำจืดที่หาง่ายในประเทศไทย มีโปรตีนสูงและก้างน้อย เนื้อนุ่ม เหมาะสำหรับทารก ส่วนตำลึงเป็นผักพื้นบ้านที่มีแคลเซียมและวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงกระดูกและสายตาของลูกน้อย

วัตถุดิบ

  • ข้าวสวยหุงนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • ปลาช่อนต้มสุก 1 ช้อนกินข้าว
  • ตำลึงนึ่ง 1 ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ใช้ข้าวสวยหุงนิ่ม ใส่ปลาช่อนต้มสุกยีเนื้อปลาคลุกรวมกัน
  2. นำตำลึงนึ่งจนนิ่ม ผสมรวมกับน้ำซุป และราดน้ำมันพืช

 

เมนูที่ 10: มันบดคุณหนู

มันบดคุณหนู

 

มันเทศเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานธรรมชาติ ลูกน้อยมักชอบ ถั่วลันเตาให้โปรตีนจากพืชและใยอาหาร ส่วนเนยจืดช่วยเพิ่มไขมันที่ดีและทำให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น เมนูนี้สามารถปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ให้ลูกฝึกหยิบกินเองได้ด้วย

วัตถุดิบ

  • มันเทศต้มสุกบดละเอียด 4 ช้อนกินข้าว
  • ถั่วลันเตานึ่ง 1 ช้อนกินข้าว
  • แครอทนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • นมที่เด็กดื่มประจำ 1 ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 4 ช้อนกินข้าว
  • เนยจืดละลาย ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ใส่เนยลงในกระทะ ผัดมันเทศต้มสุก ถั่วลันเตาและแครอท จนเข้ากัน
  2. เติมนมและน้ำซุปต้มจนเดือด ปิดไฟ และนำไปปั่นจนละเอียดเข้ากัน อาจเสิร์ฟเป็นก้อนปั้นกลมเล็กๆ ได้ค่ะ

 

เมนูที่ 11: ไข่ม้วนไก่สับ

ไข่ม้วนไก่สับ

 

ไข่ม้วนไก่สับเป็นเมนูที่ฝึกให้ลูกหยิบจับอาหารกินเอง (finger food) ได้ดี เพราะตัดเป็นชิ้นพอดีคำ มีทั้งโปรตีนจากไข่และไก่ ผสมผักหลากสี ให้สารอาหารครบถ้วนในคำเดียว เหมาะสำหรับวัย 9 เดือนขึ้นไปที่เริ่มอยากหยิบจับอาหารด้วยตัวเอง

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เนื้อไก่สับต้มสุก 1 ช้อนกินข้าว
  • มะเขือเทศหั่นเล็กนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • ข้าวโพดอ่อนหั่นเล็กนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • แครอทหั่นเต๋าเล็กนึ่ง ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 3 ช้อนกินข้าว
  • น้ำมันพืช ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ตีไข่ให้เข้ากัน ใส่น้ำมันลงกระทะและเทไข่ลงไปบนกระทะ จากนั้นพักใส่จานไว้
  2. ผัดเนื้อไก่สับ มะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน แครอท ใส่น้ำซุป ต้มจนนิ่ม แล้วพักจนเย็น
  3. ใส่เนื้อไก่ที่ผัดเข้ากับผักต่างๆ ลงบนไข่ที่เตรียมไว้ ม้วนเป็นแท่ง และนำไปนึ่งให้นิ่มขึ้น ก่อนเสิร์ฟตัดเป็นชิ้นให้เด็กหยิบง่ายขึ้น

 

เมนูที่ 12: พาสต้าพอร์คบอล

พาสต้าพอร์คบอล

 

พาสต้าพอร์คบอลเป็นเมนูที่เด็ก ๆ มักชอบ เพราะมีรูปร่างน่ากิน มีเนื้อสัมผัสหลากหลายระหว่างเส้นพาสต้านิ่มกับก้อนหมูกลม ๆ มะเขือเทศสับให้รสเปรี้ยวอ่อน ๆ เป็นธรรมชาติ พร้อมวิตามินซีที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากเนื้อหมู 1

วัตถุดิบ

  • พาสต้าสำหรับเด็กต้มนิ่ม 4 ช้อนกินข้าว
  • เนื้อหมูบด 1 ช้อนกินข้าว
  • มะเขือเทศสับ 1 ช้อนกินข้าว
  • แครอท ½ ช้อนกินข้าว
  • น้ำซุป 5 ช้อนกินข้าว
  • เนยจืดละลาย ½ ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำหมูบดผสมกับแครอทหั่นชิ้นเล็ก ปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ ทำพอร์คบอล
  2. ใส่เนยจืดลงในกระทะ แล้วใส่พอร์คบอลลงไปจนสุก ใส่จานพักไว้
  3. ผัดมะเขือเทศสับกับน้ำซุปจนเละ ใส่เส้นพาสต้าต้มสุกลงไปคลุกให้เข้ากัน ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมพอร์คบอล

 

ลูก 9 เดือนไม่ยอมกินข้าว สังเกตอย่างไรว่าลูกกินพอแล้ว

ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านเจอ โดยเฉพาะในช่วงวัย 9 เดือนที่ลูกเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำหลักการ "responsive feeding" หรือการให้อาหารที่ตอบสนองต่อสัญญาณของลูก 4 โดยมีเคล็ดลับดังนี้

  • ป้อนด้วยความนุ่มนวล คอยกระตุ้นให้ลูกกิน แต่ไม่บังคับหรือป้อนนานเกินไป แต่ละมื้อควรใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ไม่ควรเกิน 30 นาที 7
  • ลดสิ่งรบกวน ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือเล่นของเล่นขณะกิน ควรฝึกให้นั่งกินที่โต๊ะอาหาร 7
  • เปลี่ยนเมนูและวิธีปรุง ถ้าลูกปฏิเสธอาหารบางอย่าง ลองทดลองเปลี่ยนวิธีปรุงหรือผสมอาหารหลายชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความหยาบละเอียดและรสชาติที่ลูกชอบ 7
  • สบตาและพูดคุย ผู้ป้อนอาหารควรสบตาและพูดคุยกับลูกตลอดเวลาที่ป้อน เพราะการให้อาหารยังเป็นโอกาสในการกระตุ้นการเรียนรู้และเชื่อมความสัมพันธ์ 7

 

สัญญาณที่บอกว่าลูกกินพอแล้ว คุณแม่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมของลูก เช่น หันหน้าหนี ปิดปาก ส่ายหน้า เริ่มเล่นกับอาหาร หรือส่งเสียงแสดงว่าไม่ต้องการอีก โดยปกติแล้วความอยากอาหารของลูกน้อยจะเป็นตัวบอกปริมาณอาหารที่เหมาะสมได้เอง 4 หากลูกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ กินอาหารได้หลากหลาย และร่าเริงแจ่มใส ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอค่ะ

 

ทำไมนมแม่ยังสำคัญสำหรับเด็ก 9 เดือน

นมแม่ยังคงเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย แม้ในวัย 9 เดือนที่เริ่มกินอาหารตามวัยได้หลากหลายแล้ว นมแม่ยังคงให้พลังงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการในแต่ละวัน 4 และยังอุดมด้วยสารอาหารคุณภาพสูงที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับพัฒนาการด้านการเรียนรู้และโครงสร้างสมองของเด็ก 3  โดยนมแม่มีสารอาหารกว่า 200 ชนิด รวมถึงแอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างปลอกไมอีลินในระบบประสาทส่วนกลาง 2 ช่วยให้การส่งสัญญาณประสาทเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และดีเอชเอ (DHA) ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบมากในสมองและจอประสาทตา 5 ควบคู่กับโอเมก้า 3, 6, 9 ที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์สมองให้แข็งแรง เสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้และความจำของลูกน้อยตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เมื่อลูกเริ่มอาหารตามวัย ควรเลือกอาหารที่มีสารอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและได้รับการรับรองจาก อย. เพื่อให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยของลูกค่ะ

การเตรียมอาหารเด็ก 9 เดือนที่เหมาะสมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับสุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อย คุณแม่สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกวัตถุดิบสดใหม่ที่หาได้ในท้องถิ่น ปรุงอาหารรสธรรมชาติ ให้ครบ 5 หมู่ และฝึกให้ลูกกินอาหารเป็นเวลาเป็นที่เป็นทาง เพราะนิสัยการกินที่ดีในวัยเด็กจะเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาวค่ะ

หมายเหตุ: ควรปรึกษาแพทย์หากคุณและครอบครัวมีประวัติโรคภูมิแพ้ การแพ้อาหาร โรค Celiac Disease หรือสงสัยว่าลูกน้อยมีปัญหาเรื่องการกิน เช่น ภาวะลิ้นติด หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่