กรุณากรอกข้อมูล

การที่เด็กช่างถาม มีส่วนช่วยในการสร้างสมองได้อย่างไร (ต่อ)

15 มี.ค. 2561

clip-bait2.jpg

โดย ดร. นัฐพร โอภาสานนท์(ดร. แนน)
Ph.D. (Medicine) in Mental health University of Aberdeen

      ครั้งที่แล้วดิฉันได้เกริ่นนำถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการตั้งคำถามของเด็กกับการทำงานของสมอง ในฉบับนี้ดิฉันจะอธิบายความสำคัญนี้ให้มากขึ้นนะคะ โดยก่อนอื่นดิฉันขอเล่าเรื่องพัฒนาการของสมองก่อน โดยพัฒนาการสามารถแบ่งคร่าวๆได้เป็นสองช่วงได้แก่ พัฒนาการก่อนและหลังที่เด็กทารกจะคลอดออกมา เรื่องพัฒนาการก่อนคลอดก็อย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีแหละค่ะว่าเกี่ยวข้องกับ กรรมพันธุ์ซึ่งเราได้ติดตัวกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ เช่นสีตา สีผมหรือความสูง รวมไปถึงความผิดปกติหลายๆอย่างด้วย เช่น โรคดาว์นซินโดรม ขณะที่ภาวะโภชนาการ การเสพหรือได้รับสารพิษ รวมไปถึงภาวะอารมณ์ขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ก็มีผลต่อการพัฒนาหรือทำลายการพัฒนาดังกล่าว

      เมื่อทารกคลอดออกมาแล้วสมองก็ยังคงสร้างเซลล์ประสาทต่ออีกประมาณ 5 ปี (และจะมีการสร้างเซลล์ประสาทอย่างมากอีกทีในช่วงที่เด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น) โดยมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนานี้อย่างมากค่ะ โดยเห็นได้จากการที่เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเมื่อจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้พวกเขาได้รับการกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆเช่น กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ พัฒนาการทางการเข้าสังคมและพัฒนาการเกี่ยวกับระบบคิดอย่างเหมาะสม เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าเหล่านั้นก็สามารถมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ (อาจไม่เทียบเท่าเด็กที่มีพัฒนาการปกติ) และจากที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วเมื่อสมองได้รับข้อมูลหรือการกระตุ้นจากระบบรับสัมผัสทั้งหลาย สมองก็จะทำการประมวลผล การทำงานหรือประมวลผลนี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงของระบบประสาทจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง เมื่อการเชื่อมโยงนี้มีมากขึ้นและมีความแข็งแรง (ความแข็งแรงของการเชื่อมโยงภายในระบบประสาทเป็นผลจากการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ้ำๆหรือการเรียนรู้ค่ะ) ทำให้เราสามารถดึงข้อมูลที่เก็บไว้ออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถรับมือกับงานยากๆได้

      ทีนี้กลับมามองที่กรณีของเรากันค่ะ ก่อนที่เด็กจะตั้งคำถามได้ความสนใจของเขาต้องพุ่งตรงไปที่ของสิ่งนั้นโดยทำการตัดความสนใจจากสิ่งของอื่นๆรอบตัว จากนั้นระบบรับสัมผัสของเขาก็ถูกกระตุ้น จากนั้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สมองส่วนการมองเห็นหรือการได้ยินก็จะรับช่วงต่อในการประมวลผลโดยได้รับความร่วมมือกับสมองส่วนอื่นๆเช่น สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การวางแผน การเคลื่อนไหวหรืออารมณ์เข้ามาตีความสิ่งเร้าที่ได้รับนั้น และเนื่องจากประสบการณ์ในชีวิตของพวกเขายังมีไม่มากการตีความนี้ก็อาจนำไปสู่ความสับสนงุนงงให้กับเจ้าตัวว่า ของตรงหน้านี่มันคืออะไรกันแน่ สมองจึงส่งข้อมูลออกไปว่า จงถามบุคคลใกล้ตัวเพื่อหาคำตอบเถิด เมื่อได้รับคำตอบแล้ว สมองเอาสิ่งที่ได้ยินไปเก็บจำว่า อ้อของสิ่งนี้เรียกว่าแบบนี้นะ แต่เอ๊ะแล้วเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ นี่ก็จะเป็นคำถามต่อมาและจะกลับไปกลับมาแบบนี้จนกว่าเจ้าตัวจะพอใจหรือหมดความสนใจจากของตรงหน้า เห็นขั้นตอนแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ลองช่วยดิฉันคิดสิคะว่าเด็กๆได้ใช้ทักษะอะไรบ้างเพื่อให้ได้กระบวนการที่ว่ามาทั้งหมด รอฟังเฉลยฉบับหน้านะคะ

อ้างอิง Carlson, N. R. (2010). Physiology of behavior. Boston: Allyn & Bacon.

แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน