กรุณากรอกข้อมูล

ลูกเอ้ย...ทำไมดื้อจัง

05 พ.ค. 2559

T8.png

เมื่อลูกอายุ 1-2 ปี ลูกจะเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทักษะการเดิน วิ่งจะคล่องแคล่วขึ้น สามารถเคลื่อนไหวห่างจากคุณแม่ได้มากขึ้นและมีความสุขกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว มีความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตัวเอง ช่วยเหลือตนเองดีขึ้นตามลำดับ วัยนี้เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้การปรับอารมณ์ การวางตัว รวมทั้งเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเอง ชอบทดลองว่าถ้าเขาทำแบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไร เมื่อถูกคุณพ่อคุณแม่ห้ามปรามจะทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิด อึดอัด และจะดื้อ เอาแต่ใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็จะร้องไห้โวยวาย บางรายออกฤทธิ์ ดิ้น เตะ ต่อย กระชากของจากมือ หรือถึงขั้นลงไปดิ้นกับพื้นก็มี คุณพ่อคุณแม่พูดอะไรก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมทำตาม ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่บอกว่า “อย่า” ก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น

หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจพฤติกรรมลูกวัยนี้ก็อาจเกิดปฏิกิริยาได้หลายแบบ เช่น ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่กลุ่มที่มีบุคลิกแบบสมยอมก็ตามใจลูก ลูกอยากได้อะไรก็หาให้ หากเป็นคุณพ่อคุณแม่กลุ่มที่มีบุคลิกแบบเด็ดขาดก็จะพยายามเอาชนะลูก แต่สิ่งที่ตามมาล้วนแต่เกิดผลเสียต่อลูกทั้งสิ้น

โดยปกติช่วงเช้าสู่ขวบปีที่ 2 เด็กกําลังอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน ซึ่งเป็นพัฒนาการตามวัยที่เด็กกำลังเรียนรู้ระหว่างการเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องการให้ใครช่วย กับการที่ต้องยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ด้วยเพราะเด็กเองก็ยังต้องพึ่งผู้ใหญ่อยู่ เมื่อเด็กพยายามสร้างสมดุลให้ได้ระหว่างอำนาจของเขาเองกับของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในใจและมีการแสดงออกทางอารมณ์ในรูปแบบพฤติกรรมต่อต้านหรือก้าวร้าวบ่อยกว่าวัยอื่นและถ้าได้ประโยชน์จากการต่อต้านแล้ว เขาจะทําต่อไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นอย่าเผลอตอบสนองลูกแบบเดิมๆที่เราเคยชิน เปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้เอง เป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสม ลูกอยากวิ่ง ก็หาที่ให้ลูกวิ่งแทนการห้ามบ่อยๆ เมื่อเขาวิ่งในบ้าน ลูกอยากโยน ให้หาลูกบอลและตระกร้ามารับลูกบอล แทนการดุเรื่องโยน ไม่ควรห้ามลูกมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะบอกลูกว่า “อย่าปีน” ควรบอกสิ่งที่ลูกควรทำแทน เช่น “ลงมานั่งตรงนี้ค่ะ” ลดจำนวนครั้งของคำพูด “อย่า” ขอให้เก็บไว้ในกรณีจำเป็นจริงๆ เช่นเรื่องอันตรายถึงตัว และไม่ปกป้องลูกมากเกินไปด้วยคำพูดติดปากหรือเตือนเกนจําเป็น อย่าง “ระวังล้ม” “ระวังชน” เพราะนั่นทำให้เขาอึดอัดกังวล เขาอาจจะหกล้มบ้าง หรือโซเซตอนเด็กๆอื่นมาชน เปิดโอกาสให้ลูกได้แก้ปัญหา ช่วยเหลือตนเอง เช่น พยายามลุกขึ้นมาเอง หรือรู้จักเดินหลบเลี่ยงไปทางอื่น อย่ามองข้ามศักยภาพของลูกที่จะปกป้องและช่วยเหลือตนเอง เมื่อเขามีช่องทางที่เป็นตัวของตัวเองได้ เขาจะรู้สึกเป็นอิสระ ภาคภูมิใจ จะอึดอัดน้อยลง เมื่อเราตั้งกฏหรือสร้างวินัย โอกาสต่อต้านจะลดลงด้วย ลูกจำเป็นต้องเรียนรู้การทำตามกติกา

 

Sources:
แพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ: ปราบลูกดื้อ รับมือลูกกินยาก (สํานักพิมพ์ Happy Parenting, 2558) p.9 และ p.10

 

แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน