กรุณากรอกข้อมูล

แม่ท้องอย่ากังวล อาการแบบนี้ไม่มีปัญหา

worry-mom.

นอกจากอาการแพ้ท้องแล้ว คุณแม่ท้องมักมีอาการข้างเคียงแตกต่างกันไป บางคนอาจมีอาการเพียงอย่างสองอย่าง และบางคนมีอาการมากมายหลายอย่างจนเป็นกังวล ในขณะที่แม่บางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้อง เลยแม้แต่อย่างเดียว

คุณแม่ไม่ควรตกใจเมื่อมีอาการเหล่านี้นะคะ เพราะเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นในตัวเรา ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนค่ะ เราลองมาดูว่าอาการใดบ้างที่คุณแม่ท้องโตหลายท่านกังวล

ปัสสาวะบ่อยจัง

อาการนี้จะเป็นใน 2 ช่วงไตรมาสของการตั้งครรภ์ด้วยกัน นั่นคือ ช่วงอายุครรภ์ 0-12 สัปดาห์ (0-3 เดือน) หรือที่เรียกว่าไตรมาส 1 และช่วงอายุครรภ์ประมาณ 29-40 สัปดาห์ (6-9 เดือน) หรือ ไตรมาส 3 ค่ะ โดยคุณแม่จะปวดปัสสาวะมากในไตรมาสที่ 1 เพราะมดลูกเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จึงเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย ส่วนไตรมาสที่ 3 ลูกน้อยในท้องจะตัวใหญ่ขึ้น และอยู่ในท่าที่หัวหรือก้นอยู่ใกล้กับช่องคลอดและตรงกับตำแหน่งของกระเพาะปัสสาวะพอดี จึงทำให้คุณแม่ปวดปัสสาวะบ่อยๆ ค่ะ

เรื่องต้องรู้..คุณแม่ท้องอย่าทำเชียวนะ: คุณแม่ท้องไม่ควรกลั้นปัสสาวะนะคะ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากแบคทีเรียได้ค่ะ

อุ๊ยปวดหน่วงท้องน้อย

ในช่วงไตรมาสที่ 1 เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อย อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะการปวดท้องน้อยนั้นเกิดจากมดลูกที่ยืดขยายตัวขึ้น แล้วเส้นเอ็นที่ยึดมดลูกกับกระดูกหัวหน่าวบริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้างถูกดึงให้ตึง ทำให้เวลาที่ต้องเคลื่อนไหว จะรู้สึกปวดหน่วงท้องน้อย และเจ็บบริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง อาการนี้ไม่ส่งผลต่อลูกน้อยแต่อย่างใดค่ะ เพียงแต่อาจทำให้คุณแม่ท้องไม่สบายตัว และอาจเกิดความเครียดเพราะกังวลมากเกินไปค่ะ

ช่วยด้วย! ฉันมีตกขาว!

และเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน เนื่องจากในบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกนั้น จะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยงและหล่อลื่นช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา โดยจะมีลักษณะจะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก เรียกว่า ตกขาวปกติ ทั้งนี้ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ตกขาวจะมีปริมาณมากกว่าปกติ

แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือ คุณแม่ต้องคอยสังเกตว่า ตกขาวที่ออกมานั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น คันบริเวณช่องคลอด หรือมีปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย ฯลฯ อาการต่างๆ เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้น ก็ถือว่าผิดปกติ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจไม่ตรงกับเชื้อ ทำให้รักษาไม่หายขาดนะคะ โดยสาเหตุการตกขาวผิดปกติที่พบบ่อย คือ การอักเสบติดเชื้อของบริเวณช่องคลอดหรือปากมดลูกนั่นเอง แต่มักไม่รุนแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อคุณแม่และลูกในท้อง

เทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ ก็คือ การรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้เกิดความอับชื้น ชุดชั้นในควรเป็นชนิดที่ใส่สบาย ไม่รัดจนเกินไป และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาพิเศษอะไรสวนล้างช่องคลอด เพราะถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

แน่นหน้าอก จุกตรงลิ้นปี่ เป็นเพราะอะไร

เมื่ออายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ขึ้นไป คุณแม่อาจมีอาการจุกเสียดที่บริเวณลิ้นปี่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันนะคะ เพราะในช่วงเวลานี้ลูกน้อยกำลังขยายตัว จึงเบียดดันกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นหน้าอก คุณแม่สามารถป้องกันอาการเหล่านี้ได้โดยการกินอาหารมื้อเล็กแต่บ่อยๆ ค่ะ เพราะจะทำให้ไม่มีอาหารค้างในกระเพาะอาหารมากเกินไป ควรเคี้ยวอาหารช้าๆ หลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกายเร็วเกินไปนะคะ ควรรอให้ระบบย่อยอาหารในร่างกายทำงานเสียก่อน ที่สำคัญคือคุณแม่ไม่ควรเครียด เพราะความเครียดจะทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก และแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อร่างกาย

ถ้าคุณแม่มีอาการจุกเสียดและแสบร้อนที่คอมากกว่าปกติจนนอนไม่หลับ ควรไปพบคุณหมอทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการกรดไหลย้อนค่ะ

ช่วงนี้หายใจลำบากจัง

เมื่อย่างเข้าไตรมาสที่3 คือ ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 6 เดือน ขึ้นไป คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจเร็วหรือหายใจตื้น อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะอาการนี้เกิดขึ้นจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่ทำให้การหายใจเปลี่ยนไป และระดับกระบังลมที่เลื่อนสูงขึ้นเพราะท้องโตนั่นเองค่ะที่กระตุ้นให้การหายใจของคุณแม่เร็วและตื้นขึ้น อีกทั้งในช่วงเวลาตั้งครรภ์นั้น คุณแม่จะมีเลือดสูบฉีดผ่านหัวใจมากขึ้นถึง 40% แถมรูปร่างสรีระก็ไม่เหมือนเดิม จึงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นกว่าปกติค่ะ

เรื่องต้องรู้..คุณแม่ท้องอย่าทำเชียวนะ: คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนักๆ ที่ต้องเคลื่อนไหวเยอะเกินไปค่ะ ควรเดินและเคลื่อนไหวให้ช้าลง และพักผ่อนให้มากๆ ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=688)

แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน