กรุณากรอกข้อมูล

กระตุ้นสมอง สร้างลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์

mom.png

ก่อนอื่นเรามาเข้าใจกันก่อนนะคะว่า ความฉลาด คืออะไร

ความฉลาดคือ ความสามารถในการเรียนรู้ได้เร็ว คิดเร็ว เข้าใจคิด และจดจำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของสมอง “สมอง” ดังนั้น หากต้องการให้ลูกฉลาด จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจการพัฒนาของสมองค่ะ

การเตรียมความพร้อมในแต่ละช่วงอายุครรภ์ตลอดระยะเวลา 40 สัปดาห์ นับเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพสมองของลูก เพราะพัฒนาการสมองของลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ คืออาหาร

ทั้งนี้ คุณแม่ท้องจำเป็นต้องได้รับ โปรตีน และ สารโฟเลต เพิ่มขึ้น เพราะกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เติบโต และยังเพิ่มจำนวนเซลล์สมอง ขณะเดียวกัน สารโฟเลต มีหน้าที่สำคัญในการสร้างหลอดประสาทและสมองที่สมบูรณ์ของทารกในครรภ์ รวมทั้งมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการสร้างดีเอ็นเอ (DNA) และเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย เมื่อคุณแม่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายจะต้องการโฟเลตในปริมาณที่เพิ่มขึ้นกว่าก่อนตั้งครรภ์ถึง 50% คือจาก 400 ไมโครกรัม เพิ่มเป็น 600-1,000 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของลูกน้อย และสร้างเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ รวมทั้งลดความเสี่ยงของพิการทางสมองในครรภ์ เช่น ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด ปากแหว่งเพดานโหว่ และโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด เป็นต้น

นอกจากการดูแลลูกในท้องด้วยสารอาหารดีมีประโยชน์อย่างโฟเลตแล้ว คุณแม่ท้องและคุณพ่อยังสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ผ่านการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ส่วน ค่ะ

รู้จักพัฒนาการและการกระตุ้นความฉลาดของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 กันค่ะ

  • ใน ช่วงไตรมาสแรก ของการตั้งครรภ์ ทารกยังเป็นตัวอ่อนอยู่มากแต่สามารถเริ่มรับรู้ประสาทสัมผัสทางกายได้เมื่ออายุ 2 เดือน คุณพ่อคุณแม่ สามารถกระตุ้นสัมผัสลูกน้อยได้โดยการลูบหรือตบหน้าท้องเบาๆ พร้อมพูดคุยกับลูก ทำอารมณ์ให้สดชื่น เมื่อคุณแม่มีความสุข ก็จะหลั่งสารแห่งความสุข (เอนโดรฟิน) และส่งผ่านไปยังลูกน้อยในครรภ์ ส่งผลให้ลูกเจริญเติบโตและมีอารมณ์ดี
  • เมื่อก้าวเข้าสู่ ไตรมาสที่สอง พลังวิเศษที่คุณแม่และคุณพ่อสามารถทำได้โดยง่ายดาย คือการพูดคุย เล่านิทาน ร้องเพลงหรือเปิดเพลงสบายๆ ให้ลูกฟัง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยิน โดยในช่วงเดือนที่ 6 หูของทารกจะเริ่มทำงานได้เต็มที่ การพูดคุยกับลูกตั้งแต่ในครรภ์ นอกจากจะก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน และส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกได้ผลดีมากแล้ว ยังเป็นการเสริมพัฒนาการด้านการได้ยิน ภาษาและอารมณ์ของลูกด้วย
  • สำหรับช่วง ไตรมาสสุดท้าย ลูกน้อยสามารถได้รับการพัฒนาทั้ง การรับรส, การมองเห็น และ การรับกลิ่น ในเดือนที่ 7 ทารกในครรภ์จะสามารถรับรู้รส จากการกลืนน้ำคร่ำและอาหารที่คุณแม่ทาน อาทิ ในกรณีที่คุณแม่ติดทานรสชาติหวาน มีแนวโน้มว่าลูกจะติดทานรสชาติหวานในอนาคต และในระยะนี้ทารกจะลืมตา รับรู้แสงและสามารถสนองตอบด้วยการดิ้น ซึ่งคุณแม่อาจเล่นกับลูกน้อยโดยการใช้ไฟฉายส่องแบบค่อยๆ กะพริบเพื่อให้แสงทะลุผ่านหน้าท้องไปที่น้ำคร่ำทำให้ลูกรู้ความแตกต่างของความมืดและความสว่างได้ และเมื่ออายุ 9 เดือน ประสาทสัมผัสด้านการได้กลิ่นจะเริ่มทำงานแม้จะยังไม่ชัดเจนนัก การใช้กลิ่นอโรมาอ่อนๆ นอกจากจะทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย แล้วยังอาจสามารถกระตุ้นการ รับรู้กลิ่นของทารกได้

คุณแม่บอกต่อ

การกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกในท้องอย่างต่อเนื่อง จะช่วยถ่ายทอดความรักความผูกพัน ไปสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งคุณแม่ท้องและคุณพ่อสามารถทำได้ทุกวันนะคะ แอบกระซิบบอกนิดนึงค่ะว่า คุณแม่ท้องและคุณพ่อจะต้องทำด้วยความรัก ความผูกพัน และปราศจากความเครียด เพราะความเครียดของคุณแม่ คือ ตัวการสำคัญที่ทำร้ายสมอง เพราะจะไปบล๊อกความสามารถในการจำของลูก

แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน