กรุณากรอกข้อมูล

“โรคมือเท้าปาก” ป้องกันได้ สบายมาก

21046144_m.jpg

       โรคมือเท้าปาก เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยมากในเด็กค่ะ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี และมักระบาดในช่วงฤดูฝน ซึ่งมักเย็นชื้น โดยมีปัจจัยหลักที่โน้มนำให้เกิดการระบาด จากความแออัด ระบบถ่ายเทอากาศไม่ดี การดูแลด้านสุขอนามัยที่บกพร่อง โดยส่วนใหญ่มักเกิดตามสถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนอนุบาล เนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย ทั้งจากการสัมผัสโดยตรงจากตัวผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือจากในสภาพแวดล้อมรอบตัวของลูก เช่น ของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ คุณพ่อคุณแม่จึงควรมาทำความรู้จักกับโรคมือเท้าปาก เพื่อเข้าใจและดูแลรักษาให้ลูกหลานปลอดภัยค่ะ

       

“ไวรัส” เชื้อร้ายโรคมือ เท้า ปาก


        โรคมือเท้าปากนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสได้หลายชนิด โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า คอกแซคกีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A 16) แต่เชื้อไวรัสที่รุนแรงที่สุดคือ เอนเตอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เชื้ออีวี 71 ซึ่งเชื้ออีวี 71 พบได้น้อยในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ค่อยรุนแรงค่ะ

       

สัญญาณบ่งบอก ติดเชื้อไวรัสโรคมือเท้าปาก


       เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 3 – 6 วัน จึงจะเริ่มมีอาการไข้ คล้ายกับอาการไข้หวัดทั่วไป แต่จะมีอาการเจ็บปากกินอะไรไม่ค่อยได้ มีน้ำลายไหลตลอดเพราะมีแผลในปากเหมือนแผลร้อนใน จากนั้นจะมีผื่นเป็นจุดแดงหรือเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัวและแขนขาด้วยค่ะ โดยผู้ป่วยมักมีอาการเป็นมากในช่วง 2-3 วันแรก จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายไปในเวลา 1 สัปดาห์
       ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการไม่มากนะคะ มีเพียงบางรายที่มีอาการมากจนกินอาหารและน้ำไม่ได้ โดยปกติแล้วโรคนี้ไม่น่ากลัวและจะหายไปเองโดยไม่มีปัญหาค่ะ อาจมีโอกาสเล็กน้อยที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือพบปัญหาแทรกซ้อน โดยเฉพาะถ้าเกิดจากเชื้ออีวี 71 จะมีโอกาสเกิดโรครุนแรงได้มากขึ้นค่ะ

       

อาการแบบนี้ รีบพาไปหาหมอ


       1.กรณีที่ลูกป่วยเป็นไข้สูงอยู่นานหลายวัน ต้องรีบพาไปหาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของไข้ และรับการรักษาที่เหมาะสมถูกต้อง
       2.เมื่อมีแผลที่ริมฝีปาก มือ เท้า และ/หรือร่วมกับการกินไม่ได้ มีไข้สูง
       3.มีอาการซึม อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก การหายใจและการเต้นของหัวใจผิดปกติ หายใจเร็ว
       4.มีอาการมือ เท้า เขียวคล้ำ หรือชัก

       

การรักษา


       ยังไม่มียารักษาจำเพาะโรคนี้ค่ะ คุณหมอจะรักษาตามอาการเท่านั้น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด แต่เด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยวิกฤตค่ะ

       

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู และผู้ดูแล


       เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่สำคัญที่สุดคือ แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคไม่ให้มีโอกาสไปสัมผัสกับเด็กคนอื่น รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังจากเข้าห้องน้ำขับถ่าย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หมั่นทำความสะอาดของเล่น และสิ่งแวดล้อมให้ลูกน้อยทุกๆ วัน ด้วยการใช้สบู่ ผงซักฟอก หรือน้ำยาชะล้างทำความสะอาดทั่วไป แล้วเช็ดให้แห้ง อีกทั้งควรระมัดระวังความสะอาดของน้ำ อาหาร และสิ่งของทุกๆ อย่าง ที่ลูกน้อยอาจเอาเข้าปาก ขณะเดียวกันก็ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศได้ดี ไม่พาเด็กเล็กไปในที่แออัด
       ทั้งนี้ในส่วนของคุณครู ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กใช้ของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย หรืออุปกรณ์การรับประทานร่วมกัน และควรสอนให้เด็กๆ ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และใช้ช้อนกลางทุกครั้งค่ะ หากพบนักเรียนที่ป่วยเป็นโรคนี้ในห้องเรียนเดียวกันมากกว่า 2 คน ควรพิจารณาปิดโรงเรียนหรือสถานศึกษาชั่วคราว เป็นเวลา 5 วัน เพื่อทำความสะอาด และลดโอกาสการแพร่กระจายของโรค

       

ขอบคุณข้อมูลจาก :


       1.ความรู้และแนวทางป้องกันควบคุมโรค มือ เท้า ปาก สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กระทรวงสาธารณสุข
       2.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย www.pidst.net 
       3.บทความเรื่อง “รับมืออย่างไรกับโรค มือ เท้า ปาก” เว็บไซต์สภากาชาดแห่งประเทศไทย www.redcross.or.th 
       4.บทความเรื่อง “โรค มือ เท้า ปาก” เว็บไซต์ www.haamor.com

แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน