Add เลย กิจกรรมสนุกๆ
พร้อมรางวัลมากมาย FREE!
กรุณากรอกข้อมูล

หลับดี สมองไว…กับ 26 เคล็ดลับให้ลูกน้อยหลับดี

24 มิ.ย. 2559

หลับดี สมองไว…กับ 26 เคล็ดลับให้ลูกน้อยหลับดี
โดย Kim West (คิม เวสต์) The Sleep Lady

sleep-lady1-1200x628.jpg

           1. การสร้างกิจวัตรที่ผ่อนคลายและคาดการณ์ได้เป็นกุญแจสำคัญของการฝึกการนอน โดยทำกิจกรรม 2-3 อย่างตามลำดับให้ลูกคุ้นเคย โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที เลือกกิจกรรมที่สนุกสนานและทำให้ผ่อนคลาย เช่น การแช่น้ำ ฟังเพลงสบายๆ ร้องเพลงกล่อม กอดเล่น หรือ การเล่านิทานก่อนนอน

           2. จัดห้องนอนที่เอื้อต่อการนอนหลับ ควรเป็นสถานที่ที่ห่างจากความวุ่นวาย ห่างจากแขกที่เข้ามาเยี่ยม จากของเล่นที่มีสีสัน เสียงดัง หรือไฟสว่าง ไม่มีของกระตุ้นหรือโทรศัพท์มือถือที่วางใกล้กับเปล ควรให้มีบรรยากาศที่สบายๆ ผนังสีอ่อน แสงนวลๆ สำหรับบ้านที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ควรปรับ อุณหภูมิในห้องให้ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไปประมาณ 25-27 องศา แต่หากเปิดพัดลมไม่ควรจ่อพัดลมตรงกับเด็กเพราะอาจทำให้เด็กรู้สึกหนาวหรือไม่สบายได้

           3. คุณภาพและปริมาณของการนอนหลับมีความสำคัญ ชั่วโมงการนอนไม่ควรบวกลบเกิน 1 ชั่วโมงของจำนวนชั่วโมงที่แนะนำในแต่ละวันของแต่ละช่วงอายุ เพื่อคุณภาพการนอนที่ดี ไม่ควรให้มีการรบกวน หรือให้ลูกนอนนิ่งๆ บนเตียงของเขาหรือที่นอน ไม่ใช่ระหว่างที่รถกำลังวิ่ง ในรถเข็น หรือระหว่างแกว่งชิงช้า

           4. การฝึกให้ลูกนอนอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากกิจวัตรการนอนเกิดการสะดุดจะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับในเด็ก วางแผนจัดการการนอนให้ดี โดยให้คนที่ใกล้ชิดคนอื่นๆ ใช้วิธีแบบเดียวกัน เพราะจะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย

           5. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณเข้านอนหัวค่ำ เวลาที่เหมาะกับการเข้านอนของเด็กคือประมาณ 1 ทุ่ม หรือประมาณ 2 ชม. หลังจากอาหารเย็น

           6. สังเกตท่าทางเวลาลูกง่วงนอน เช่น การขยี้ตา หาว ไม่สามารถโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ หรือเริ่มมีอาการงัวเงียงอแงแบบไร้เหตุผล พ่อแม่หลายคนใช้วิธีกล่อมให้ลูกหลับบนตัก โดยที่คิดว่าลูกหลับสนิทแล้วจึงอุ้มไปที่เตียง แต่มักจบลงด้วยการที่สักพักเด็กก็ตื่นและร้องไห้ เพราะความเป็นจริงคือเด็กไม่ได้หลับสนิทจริง

           7. การหาวิธีการฝึกการนอนหลับที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น พ่อแม่ต้องใจเย็นๆ และตั้งใจหาวิธีที่เหมาะกับอารมณ์ของลูก เด็กบางคนอาจต้องใช้วิธีที่เคร่งครัดหน่อยในการเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน พ่อแม่เองก็ต้องดูสไตล์และอารมณ์ตัวเองว่าสามารถรับมือเวลาลูกงอแงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพ่อแม่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและนิสัยของลูก ค่อยๆปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่ากดดันตัวเองเพราะเด็กสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์เครียดของพ่อแม่

           8. หากลูกน้อยตื่นก่อน 6 โมงเช้า อาจมาจาก การที่เด็กนอนดึกเกินไป เพราะการที่เด็กเข้านอนช้ากว่าเวลาอันควร จะส่งผลให้เด็กมีแนวโน้มที่จะตื่นกลางดึกบ่อยๆ และตื่นเร็วเกินไป สำหรับเด็กที่ยังไม่สามารถนอนต่อด้วยตัวเองได้
รวมทั้งการที่เด็กนอนกลางวันนานเกินไปก็ส่งผลให้เด็กเข้านอนช้าในเวลากลางคืน

           9. ครอบครัวส่วนใหญ่สามารถแก้ปัญหาการนอนของลูกได้ภายในเวลา 2 อาทิตย์ พ่อแม่ที่นอนเตียงเดียวกับลูกอาจใช้เวลานานกว่า แต่สามารถทำสำเร็จได้หากมีการฝึกอย่างสม่ำเสมอและมีวินัย

           10. พ่อแม่ควรที่จะตกลงกันเองก่อนและมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน เพื่อให้การฝึกสำเร็จไปได้ด้วยดี ถ้าพ่อแม่หรือคนใดคนหนึ่งขาดความสม่ำเสมอ ไม่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นการยากที่จะฝึกให้ลูกเปลี่ยนพฤติกรรมได้

           11. จดบันทึกการนอนหลับของลูกทุกวัน ทั้งเวลาเข้านอน เวลาตื่นนอน หรือจำนวนครั้งที่ตื่นนอนกลางดึก ทั้งนี้เพื่อให้สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆและผลของการฝึกได้

           12. การสร้างกิจวัตรการนอนและการตื่นเป็นกุญแจสำคัญ ควรให้ลูกเข้านอนและตื่นนอนในเวลาใกล้เคียงกันทุกวันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เช่น เข้านอนเวลาสองทุ่ม ตื่นนอนหกโมงครึ่ง และสามารถให้แตกต่างมากสุดได้หนึ่งชั่วโมงจากเวลาปกติในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ความสม่ำเสมอนี้ช่วยให้เด็กสร้างนาฬิกาเวลาและวินัยให้กับตัวเขาเอง พ่อแม่สามารถติดตามผลการนอนลูกได้ ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกมีการนอนอย่างมีคุณภาพ

           13. เด็กที่ได้รับการพักผ่อนมาอย่างเต็มที่จะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรการนอนที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าเด็กที่เหนื่อยเกินไป

           14. พ่อแม่ควรใส่ใจกับการนอนหลับพักผ่อนของตัวเองให้ดีเท่ากับของลูก พ่อแม่ที่เหน็ดเหนื่อยกับการดูแลลูกและพักผ่อนไม่เพียงพอมักจะอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ซึ่งอาจจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ จนอาจส่งผลให้การฝึกให้ลูกนอนนั้นไม่สำเร็จ

           15. สภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการให้ลูกนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่ จะต้องมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย เช่น ผ้าห่มที่หนาหนักและมีขนาดใหญ่ หมอนมีมากเกินไปบนเตียง อาจไปทับเด็กจนหายใจไม่ออก

           16. เฝ้าระวังไม่ให้ลูกบริโภคเครื่องดื่ม อาหารหรือขนมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ลูกอม ขนมเค้ก น้ำชาเขียว ฯลฯ นอกจากนี้ควรระวังกิจกรรมที่อาจจะไปขัดขวางกิจวัตรการนอนหลับของลูกระหว่างวัน เช่น การดูโทรทัศน์ เล่นเกมส์มือถือ ไอแพด พ่อแม่ควรพยายามส่งเสริมให้ลูกมีกิจกรรมนอกบ้านแทน เช่น ไปเดินเล่น วิ่งเล่นในสนาม ปิคนิคนอกบ้าน และให้ลูกได้พักผ่อนหรือมีช่วงเวลาที่สงบอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงเวลานอน

           17. พ่อแม่ควรตัดสินใจร่วมกันในเรื่องการนอนเตียงเดียวกันกับลูกก่อนที่ลูกจะเกิด มีแผนสำรองหากเปลี่ยนใจในภายหลังและไม่รู้สึกผิดหากการตัดสินใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณและครอบครัวของคุณ

           18. หากคุณตัดสินใจที่จะให้ลูกนอนใกล้ๆ คุณควรพิจารณาให้ดีระหว่างการนอนร่วมกับเด็กบนเตียงเดียวกันหรือให้นอนในห้องเดียวกันโดยจัดให้เด็กนอนในเตียงเด็กที่ติดกับเตียงของคุณ

           19. ทำความเข้าใจและตัดสินใจเรื่องการนอนที่เหมาะสมกับตัวคุณ ลูกคุณและผลต่อครอบครัวในระยะสั้นและระยะยาวพยายามคิดไตร่ตรองให้รอบคอบหากคุณต้องการให้เด็กนอนเตียงเดียวกับคุณ การนอนร่วมกันเป็นพันธะสัญญาระหว่างคุณและลูก ซึ่งคุณอาจจะต้องการฝึกเรื่องการนอนให้เด็กอย่างต่อเนื่องจนกว่าลูกจะย้ายไปนอนเตียงของเขาเองได้

           20. พ่อแม่บางคู่เลือกที่จะนอนรวมกับลูก แต่ต้องการส่งเสริมให้ลูกมีอิสระในการนอนระดับนึงและในขณะเดียวกันก็ต้องการเปิดโอกาสให้ตัวเองมีเวลาส่วนตัวร่วมกันเล็กน้อยก่อนนอนด้วย สามารถใช้วิธีให้ลูกนอนในเตียงเด็กที่อยู่ในห้องพ่อแม่ก่อนย้ายให้ลูกมานอนที่เตียงรวมเมื่อถึงเวลานอนของพ่อแม่ หรือย้ายตอนที่เด็กตื่นครั้งแรกในเวลากลางคืนได้ แต่ต้องทำให้เป็นกิจวัตร

           21. การที่ให้เด็กเข้านอนด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญถึงแม้ว่าจะนอนในเตียงเดียวกันกับพ่อแม่ก็ตาม ฝึกการวางเด็กนอนลงบนเตียงในช่วงที่เขางัวเงียใกล้หลับ (Drowsy but Awake คือใกล้จะกลับแล้วและยังไม่หลับ สลึมสลือ) อย่างน้อย 1 ครั้งใน 1 วัน

           22. หากคุณต้องการนอนร่วมกับลูกในช่วงระยะสั้น ควรวางแผนให้ย้ายเด็กไปนอนในเตียงเด็กหรือเตียงของเขาเองภายใน 3-6 เดือน ในช่วงระหว่างนั้นให้เด็กนอนกลางวันในเปลหรือเตียงของเขาเพื่อสร้างความคุ้นเคยและสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้การฝึกเด็กนอนในที่ที่ของเขาเองราบรื่นขึ้น

           23. ในหลายๆครอบครัวตัดสินใจที่จะให้ลูกนอนรวมกันตั้งแต่แรก แต่ต้องการแค่ช่วงสั้นๆ 2-3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี และหลังจากนั้นจึงค่อยให้ลูกแยกห้องนอน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อพ่อแม่ตัดสินใจให้ลูกแยกห้องนอนแล้ว พอลูกนอนไม่หลับ มีปัญหาการนอน ก็นำลูกกลับมานอนรวมกับตนเองเช่นเดิม เพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ในทางกลับกันพ่อแม่ตัดสินใจแล้วว่าจะแยกห้องนอนกับลูกตั้งแต่แรก แต่พอลูกตื่นกลางดึก หลับไม่สนิท ก็แก้ปัญหาด้วยการนำลูกมานอนรวม แล้วอีกคืนก็นำลูกไปนอนแยกห้องใหม่ กลับไปกลับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ ดังนั้น ถ้าเราตัดสินใจจะให้ลูกนอนแบบใดแล้วก็ควรปฎิบัติเช่นนั้นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

           24. ควรให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเมื่อให้เด็กนอนเตียงเดียวกับพ่อแม่ และปรึกษาแพทย์สำหรับคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เหมือนกับเวลาพ่อแม่ซื้อเตียงเด็กให้ลูกก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเช่นกัน

           25. ไม่ควรนอนกับลูกหากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไป, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, ดื่มแอลกอฮอลล์, ใช้สารเสพติดหรืออยู่ในช่วงที่กำลังได้รับการรักษาทางการแพทย์ (อาการป่วย,บาดเจ็บ)

           26. หากคุณต้องการให้ลูกคุณย้ายออกจากเตียงพ่อแม่ ค่อยๆทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้เวลากับลูกในการทำความคุ้นเคยกับเปลหรือเตียงของเขาเองด้วยการนอนกลางวัน ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนที่คุณจะให้ลูกแยกนอนจริงๆในเวลากลางคืน

ย้อนกลับ
แนะนำบทความนี้ให้เพื่อนๆ
ให้คะแนนบทความนี้
1คะแนน
2คะแนน
3คะแนน
4คะแนน
5คะแนน