โพรไบโอติกคืออะไร? probiotic คืออะไร ทำไมถึงเกี่ยวกับลำไส้ลูก

โพรไบโอติกคืออะไร? probiotic คืออะไร ทำไมถึงเกี่ยวกับลำไส้ลูก

Aug 6, 2026
10นาที

เวลาที่คุณแม่เลือกอาหารหรือนมให้ลูกรัก อาจเคยเห็นคำว่า “โพรไบโอติก” (Probiotics) บนฉลากผลิตภัณฑ์ และสงสัยว่าจุลินทรีย์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้สำคัญอย่างไร โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้รับ 1 โดยนมแม่ถือเป็นแหล่งจุลินทรีย์ดีตามธรรมชาติแห่งแรกของลูก ที่ช่วยส่งต่อจุลินทรีย์สายพันธุ์สำคัญในกลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เช่น บี แล็กทิส (B. lactis) เพื่อช่วยดูแลสมดุลในลำไส้ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตค่ะ 4

Listen Transcript

โพรไบโอติกคืออะไร? probiotic คืออะไร ทำไมถึงเกี่ยวกับลำไส้ลูก

คำถามที่พบบ่อย

โพรไบโอติกคืออะไร? มีในนมแม่หรือเปล่า?

โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบในนมแม่ตามธรรมชาติ จุลินทรีย์ที่มักจะใช้บ่อยในงานวิจัยคือกลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่พบทั้งในนมแม่และอาหารหมัก 2 จุลินทรีย์ดีในนมแม่จึงมีส่วนช่วยส่งเสริมสมดุลในลำไส้ลูกทั้งระบบย่อยและภูมิคุ้มกันค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกเองช่วง 6 เดือนแรกจึงเท่ากับเป็นการส่งต่อจุลินทรีย์ดีให้ลูกได้ทุกวันค่ะ 4

ลูกอายุเท่าไหร่ ถึงเริ่มกินโพรไบโอติกได้?

ลูกได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก แล้วเริ่มอาหารเสริมตามวัยตั้งแต่ 6 เดือน พร้อมให้นมแม่ต่อเนื่องถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น 3 สำหรับโพรไบโอติกในรูปแบบเสริม คุณหมอจะพิจารณาเป็นกรณี เช่น เมื่อลูกได้รับยาปฏิชีวนะ หรือมีอาการท้องเสีย ก่อนเริ่มควรปรึกษาคุณหมอเด็ก เพราะประสิทธิภาพของโพรไบโอติกขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และโรคที่เฉพาะเจาะจง 2

probiotic เด็ก ปลอดภัยจริงไหม?

โดยทั่วไปปลอดภัยค่ะ มีหลักฐานจำนวนมากแสดงว่าโพรไบโอติกปลอดภัยสำหรับใช้ในประชากรทั่วไป ปัจจุบันมีงานวิจัยใน PubMed มากกว่า 8,000 ฉบับ 1 อย่างไรก็ตาม มีรายงานเฉพาะกรณีที่การให้โพรไบโอติกอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบและกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง เช่น เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 2 สำหรับเด็กสุขภาพดี การให้ผ่านอาหารธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์ที่ปรึกษาคุณหมอก่อน ถือว่าปลอดภัยค่ะ

สรุป

  • โพรไบโอติก คือ จุลินทรีย์มีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 1 โดยนมแม่ถือเป็นแหล่งจุลินทรีย์ดีตามธรรมชาติแห่งแรกของลูก 4
  • โพรไบโอติกและพรีไบโอติกทำงานคู่กัน โพรไบโอติกคือ "จุลินทรีย์ดี" ส่วนพรีไบโอติกคือ "อาหารของจุลินทรีย์" ทั้งสองส่วนนี้จะ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมดุลที่ดีในระบบทางเดินอาหารของลูกน้อย
  • ประโยชน์ต่อสุขภาพ มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่า โพรไบโอติกบางสายพันธุ์สามารถช่วยย่นระยะเวลาอาการท้องเสียให้หายเร็วขึ้นได้ประมาณ 25 ชั่วโมง พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของเด็กให้ทำงานได้ดีขึ้น 2 โดยมีนมแม่เป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญของการส่งต่อจุลินทรีย์สู่ทารก
  • คำแนะนำในการให้โพรไบโอติก หากคุณแม่ต้องการให้ลูกได้รับโพรไบโอติกในรูปแบบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ควรปรึกษาคุณหมอเด็กหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกัน

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

โพรไบโอติกคืออะไร? จุลินทรีย์ดีในระบบย่อยของลูกรัก

ตามคำนิยามอย่างเป็นทางการระดับสากลตั้งแต่ปี 2001 โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม จะ มีคุณประโยชน์และส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับร่างกายเราค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์สุขภาพทั่วไปนะคะ เพราะในฐานข้อมูลทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง PubMed มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโพรไบโอติกมากกว่า 8,000 ฉบับ ซึ่งช่วยให้เข้าใจบทบาทและคุณสมบัติที่แตกต่างกันของจุลินทรีย์แต่ละสายพันธุ์มากขึ้น 1

สำหรับสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ดีที่ได้รับการยอมรับและใช้ศึกษาวิจัยอย่างแพร่หลายในวงการกุมารเวชศาสตร์ คือ กลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium ซึ่งสามารถพบได้ตามธรรมชาติในนมแม่ ในลำไส้ของมนุษย์ และอาหารหมักบางประเภท 2

เมื่อแรกคลอด ลูกน้อยจะเริ่มได้รับจุลินทรีย์ดีเหล่านี้ผ่านทางช่องคลอดของแม่ในขณะคลอดธรรมชาติและผ่านน้ำนมแม่ จากนั้นจำนวนจุลินทรีย์ในร่างกายจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามอาหารและสิ่งแวดล้อมรอบตัว การดูแลโภชนาการ ที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆจึงเป็น หนึ่งในแนวทางในการสร้างระบบนิเวศของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ของลูกให้แข็งแรงในระยะยาวค่ะ

สาาอาหารเสริมภูมิคุ้มกันเด็ก

โพรไบโอติก vs พรีไบโอติกต่างกันอย่างไร? คู่หูเพื่อสมดุลลำไส้

แม้ชื่อจะคล้ายกันจนคุณแม่หลายท่านสับสน แต่โพรไบโอติกและพรีไบโอติกมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

เปรียบเทียบบทบาทการทำงานร่วมกันแบบเข้าใจง่าย

ลองจินตนาการว่า ลำไส้ของลูกน้อยคือผืนดินที่ต้องการความอุดมสมบูรณ์ "โพรไบโอติก" ก็เปรียบเสมือน "ต้นไม้หรือดอกไม้แสนสวย" ที่เราปลูกเอาไว้เพื่อความร่มรื่น ส่วน "พรีไบโอติก" ก็คือ "ปุ๋ยชั้นดีและน้ำสะอาด" ที่คอยบำรุงให้ต้นไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตอย่างงดงาม ค่ะ

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณแม่สามารถดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างได้ดังนี้ค่ะ

คุณสมบัติ

โพรไบโอติก (Probiotics)

พรีไบโอติก (Prebiotics)

ลักษณะทางกายภาพเป็นจุลินทรีย์มีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเป็นใยอาหารหรือน้ำตาลชนิดที่ร่างกายย่อยไม่ได้
บทบาทหน้าที่เข้าไปตั้งรกรากในลำไส้ และมีบทบาทช่วยปรับสมดุลและยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคทำหน้าที่เป็น แหล่งอาหารสำคัญ เพื่อช่วยให้จุลินทรีย์ดีเติบโตได้ดีขึ้น
ตัวอย่างสายพันธุ์ / ชนิดLactobacillus, Bifidobacterium5HMOs, Inulin, FOS, GOS
แหล่งอาหารตามธรรมชาตินมแม่, โยเกิร์ต, กิมจิ, มิโสะคุณภาพดีกล้วย, หัวหอม, กระเทียม, นมแม่

 

เมื่อทั้งสองสิ่งนี้ทำงานร่วมกันในระบบทางเดินอาหารของลูกน้อย จะช่วยให้จุลินทรีย์สุขภาพทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น การได้รับพรีไบโอติกจากน้ำนมแม่และอาหารตามวัย จึงช่วยส่งเสริมความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของลูกในทุก ๆ วันค่ะ

 

พลังคู่หูโพรไบโอติก และ พรีไบโอติก

 

ประโยชน์ของโพรไบโอติกในการดูแลระบบย่อยและภูมิคุ้มกันของลูก

โพรไบโอติกเป็นจุลินทรีย์ดีที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสุขภาพเด็กมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการศึกษาในหลายด้าน รวมถึงสุขภาพทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของโพรไบโอติกแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ "สายพันธุ์" และ "อาการของโรค" การเลือกใช้จึงต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคนเป็นกรณีไปค่ะ 2

ข้อมูลจากการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบระบุว่า โพรไบโอติกบางสายพันธุ์มีส่วนช่วยย่นระยะเวลาของอาการท้องเสียเฉียบพลันให้สั้นลงได้ประมาณ 25 ชั่วโมง (หรือราวๆ 1 วัน) และยังมีบทบาทช่วยลดความเสี่ยงที่อาการท้องเสียจะลากยาวเกินกว่า 4 วันอีกด้วย 2

ประโยชน์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากงานวิจัยทางการแพทย์ชี้ว่า เด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ หรือได้รับนมแม่เพียงบางส่วน จะมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและติดเชื้อในทางเดินอาหารสูงกว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ 3 เนื่องจากในน้ำนมแม่มีสารอาหารและจุลินทรีย์ตามธรรมชาติที่คอยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางเดินอาหารของลูกอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ

 

โพรไบโอติกเหมาะกับลูกวัยไหน คุณแม่ควรเริ่มเมื่อไร

ความต้องการโพรไบโอติกในเด็กแต่ละช่วงวัยมีรูปแบบที่ต่างกันไปค่ะ ตามมาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ UNICEF แนะนำให้ เริ่มให้ลูกดื่มนมแม่ทันทีภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และให้ดื่มนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นจึงเริ่มอาหารตามวัยควบคู่กับการให้นมแม่ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น 3

ในช่วงอายุ 0-6 เดือนแรกนี้ หากลูกมีสุขภาพแข็งแรงและได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ เขาก็จะได้รับจุลินทรีย์ดีอย่างครบถ้วนจากน้ำนมแม่ โดยทั่วไปจึงมักไม่มีความจำเป็นต้องเสริมโพรไบโอติกเพิ่มเติม เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ค่ะ

อย่างไรก็ดี อาจมีบางกรณีที่ร่างกายของลูกอาจต้องการการดูแลใส่ใจเรื่องสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นพิเศษ เช่น

  • เด็กที่คลอดโดยการผ่าตัด อาจมีรูปแบบของจุลินทรีย์ในลำไส้แตกต่างจากเด็กที่คลอดจากช่องคลอดของแม่ ในบางกรณี คุณหมออาจพิจารณาแนวทางการให้โพรไบโอติกบางสายพันธุ์ เช่น B. lactis เพื่อช่วยปรับสมดุลจุลชีพในลำไส้ให้ทำงานได้เร็วขึ้น
  • เด็กที่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะมักจะเข้าไปทำลายทั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและจุลินทรีย์ดีในลำไส้ จนอาจนำไปสู่ "ภาวะท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ" (Antibiotic-Associated Diarrhea หรือ AAD) ซึ่งทางการแพทย์นิยามไว้ว่า คือการที่เด็กถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง ในระหว่างการใช้ยาหรือภายในช่วง 6-8 สัปดาห์หลังหยุดยา 2 ในกรณีเช่นนี้ การได้รับโพรไบโอติก อาจเป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลของคุณหมอ เนื่องจาก จะช่วยฟื้นฟูสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ให้กลับมาทำงานได้อย่างปกติรวดเร็วยิ่งขึ้นค่ะ

 

โพรไบโอติกกินตอนไหนดี ปริมาณเท่าไหร่ถึงเหมาะกับลูก

คำถามยอดฮิตที่คุณแม่ถามกันบ่อยๆ คือ "ควรให้ลูกกินโพรไบโอติกเวลาไหนดีที่สุด?" คำตอบที่แนะนำโดยทั่วไปคือ ควรรับประทานพร้อมมื้ออาหาร หรือช่วงเวลาใกล้เคียงกับมื้ออาหารค่ะ เนื่องจากสารอาหารในมื้อนั้นๆ จะช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยนำพาจุลินทรีย์ดีให้เดินทางไปที่ลำไส้ใหญ่ได้อย่างปลอดภัยและมีจำนวนรอดชีวิตมากที่สุด อย่างไรก็ดี หากคุณแม่ยังไม่แน่ใจ การขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ

ในส่วนของปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสม จากข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่า:

  • สำหรับจุลินทรีย์สายพันธุ์ ที่มีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางอย่าง Lactobacillus rhamnosus GG ATCC53103 ในการ ดูแลอาการท้องเสียเฉียบพลันในเด็ก ควรได้รับในปริมาณจุลินทรีย์มีชีวิตอย่างน้อย 10,000 ล้านตัว หรือ 10 ยกกำลัง 10 CFU (Colony-Forming Units) ต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 5-7 วันค่ะ (2)
  • คำว่า CFU ย่อมาจาก Colony-Forming Units ซึ่งก็คือหน่วยที่ใช้วัดจำนวนของเซลล์จุลินทรีย์มีชีวิตที่มีความสามารถในการแบ่งตัวเติบโตนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนตัดสินใจเสริมผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกให้ลูกน้อยรับประทานเสมอ

 

ภาพอาหารหลากหลายชนิดที่มีโพรไบโอติกสูง

 

โพรไบโอติกมีอยู่ในอาหารอะไรบ้าง

จุลินทรีย์ดีไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเลยค่ะ เพราะสามารถพบได้ในอาหารรอบตัวเราหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารหมักแบบดั้งเดิม เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ นมเปรี้ยวที่ระบุว่ามีจุลินทรีย์มีชีวิต กิมจิ มิโสะ หรือเทมเป้ ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักตามธรรมชาติ และมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดเป็นส่วนประกอบค่ะ สำหรับจุลินทรีย์ดีที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ได้แก่ กลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ รวมถึงในผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทด้วย 2 

อย่างไรก็ดี สำหรับอาหารหมักบางประเภทที่ไม่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการส่งผลดีต่อสุขภาพโดยตรง เราอาจจะยังไม่สามารถจัดกลุ่มอาหารเหล่านั้นให้เป็น "โพรไบโอติก" ตามมาตรฐานสากลได้นะคะ 1

 

เข้าใจการผ่าคลอด ให้ลูกสมองไว และภูมิคุ้มกันแข็งแรง

 

และหากกล่าวถึงโภชนาการสำหรับเด็กเล็ก น้ำนมแม่ คือแหล่งของโพรไบโอติกตามธรรมชาติที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยค่ะ ในน้ำนมแม่มีความพิเศษเหนือกว่าสิ่งอื่นใด เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำงานประสานกันอย่างมีระบบ เช่น จุลินทรีย์ดี บี แล็กทิส (B. lactis) ที่ทำงานร่วมกับพรีไบโอติกกลุ่มโอลิโกแซกคาไรด์ 5 ชนิด (5HMOs) ซึ่ง เป็นแหล่งอาหาร และมีบทบาทช่วยการสนับสนุนการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ของเจ้าตัวเล็กได้ อย่างเหมาะสม

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องการดูแลระบบทางเดินอาหารและสร้างเกราะป้องกันภูมิคุ้มกันแล้ว นมแม่ยังเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของลูกรักอีกด้วยค่ะ งานวิจัยเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่า เด็กที่ได้รับนมแม่มีแนวโน้มที่จะมีระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ที่ดี มีอัตราการเข้าเรียนที่สูง และมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 3

 

แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน สร้างสมองไวกว่าเดิม

 

ทั้งนี้เป็นเพราะในน้ำนมแม่มีสารอาหารสำคัญอย่าง แอลฟาแล็ค สฟิงโกไมอีลิน (Alphalac Sphingomyelin) สารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยสร้างปลอกไมอีลินเพื่อการส่งสัญญาณประสาทที่รวดเร็ว พร้อมด้วยสารอาหารคู่อย่าง ดีเอชเอ (DHA) และ โอเมก้า 3, 6, 9 (Omega 3, 6, 9) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเซลล์ประสาทอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

การที่คุณแม่ดูแลสุขภาพตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลายและเหมาะสมในระหว่างที่คุณแม่ให้นมบุตรจึงเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการส่งต่อความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและสติปัญญาไปสู่ลูกรักในทุกๆ วันค่ะ

 

ข้อควรระวังสำคัญที่คุณแม่ควรรู้ก่อนเลือกโพรไบโอติกให้ลูก

แม้โพรไบโอติกจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยต่อระบบร่างกายของเด็กส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีข้อควรระวังสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรักค่ะ

  • หลีกเลี่ยงในเด็กกลุ่มเสี่ยง มีรายงานเคสทางการแพทย์ระบุว่า การให้โพรไบโอติกอาจเป็นสาเหตุเหนี่ยวนำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือระบบร่างกาย รวมถึงกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ไวเกินไปในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง เช่น เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด เด็กที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือเด็กที่เจ็บป่วยรุนแรงในหอผู้ป่วยวิกฤต 2
  • ระมัดระวังปริมาณโซเดียมในอาหาร สำหรับเด็กที่เริ่มทานอาหารตามวัย (6 เดือนขึ้นไป) อาหารหมักบางประเภท เช่น มิโสะ หรือกิมจิ มักจะมีปริมาณโซเดียมหรือเกลือแกงสูงเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับระบบไตของเด็กเล็กที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่
  • สังเกตอาการแพ้ หากคุณแม่ตัดสินใจให้ลูก ได้รับผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกและพบอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคันขึ้นตามตัว หายใจครืดคราด หรือมีอาการท้องเสียรุนแรงขึ้น ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีและรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดค่ะ

 

สุดท้ายนี้ การดูแลระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยให้มีสุขภาพดี เจริญเติบโตสมวัย ควรเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นธรรมชาติและเรียบง่ายที่สุด นั่นคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทั้งนี้คุณม่สามารถให้นมลูกร่วมกับไปกับการจัดโภชนาการอาหารตามวัยที่เหมาะสมและครบ 5 หมู่ เมื่อลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป

การสร้างความอบอุ่น ความเข้าใจ และดูแลใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในทุกๆ วันของคุณแม่ คือเป็นหนึ่งในอีกหลายๆองค์ประกอบสำคัญต่อพัฒนาการรอบด้านของลูกรัก ขอเป็นกำลังใจเคียงข้างคุณแม่ในทุกก้าวของการเติบโตของเจ้าตัวเล็กนะคะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ให้นม