สัญญาณอันตรายที่แม่ตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์

สัญญาณอันตรายที่แม่ตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์

สุขภาพของแม่ตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากังวลและมีความอ่อนไหว เพราะตลอดช่วงการอุ้มท้องของลูกน้อย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เป็นเหตุให้คุณแม่แทบทุกคนเกิดความวิตก กลัวว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย อาจลุกลามกลายเป็นอันตรายต่อลูกรักในครรภ์

 

สัญญาณอันตรายที่แม่ตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์

แม่ท้องสังเกตด่วน!! อาการแบบไหน คือ สัญญาณอันตราย ต้องรีบไปพบแพทย์


1. มีเลือดออกทางช่องคลอด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด ติดเชื้อในปากมดลูก มีภาวะรกเกาะต่ำ หรือเจ็บครรภ์คลอด หากแม่พบว่ามีอาการเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ใดก็ตามถือเป็นสัญญาณอันตรายมาก ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน 

2. ลูกดิ้นมาก หรือน้อยผิดปกติ การนับลูกดิ้นจะช่วยให่คุณแม่ทราบว่าในแต่ละช่วงเวลาเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์หรือไม่ โดยทั่วไปทารกจะเริ่มดิ้นเมื่ออายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป ช่วงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ทารกจะดิ้นประมาณ 200 ครั้ง ใน 12 ชั่วโมง และดิ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ จะดิ้นถึง 575 ครั้ง ใน 12 ชั่วโมง จากนั้นลูกจะดิ้นน้อยลงเรื่อย ๆ ในช่วงใกล้คลอด แต่ไม่ควรน้อยกว่าวันละ 10 ครั้ง หากพบว่าลูกหยุดดิ้นเกิน 12 ชั่วโมงขึ้นไป ให้รีบไปพบแพทย์ทันที 

3. คลื่นไส้มากจนกินอาหารไม่ได้ เกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มีอาการที่ผิดไปจากก่อนตั้งครรภ์ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน พะอืดพะอม เบื่อหรือเหม็นอาหาร หากยังกินอาหารพอได้ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล และเมื่ออายุครรภ์เกิน 14 สัปดาห์ อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไป แต่ถ้าหากมีอาการคลื่นไส้มากจนกินอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลด ขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และมีอาการใจสั่น ปัสสาวะน้อย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

4. ตกขาวผิดปกติ ตกขาวปกติของแม่ท้อง คือ มีมูกใส หรือขาวขุ่น คล้ายแป้งเปียก มีปริมาณไม่มาก ไม่มีกลิ่นคาว ไหลเปื้อนตลอดช่วงการตั้งครรภ์ แต่ถ้าหากแม่สังเกตเห็นว่า ตกขาวมีสีเปลี่ยนไป มีอาการแสบร้อน คัน มีกลิ่นฉุนคาว แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด

สัญญาณอันตรายที่แม่ตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์

 

5. ปวดท้องรุนแรง แม่ตั้งครรภ์จะมีอาการปวดท้องอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ หรืออาการท้องผูก นอกจากนี้ มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น ยังไปเบียดอวัยวะต่าง ๆ ทำให้แม่รู้สึกเจ็บและปวดท้องมากขึ้น แม่จึงจำเป็นต้องสังเกตตัวเองให้ดี เพราะหากปวดท้องรุนแรงมาก อาจเป็นอาการของทางเดินปัสสาวะอักเสบ ภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ที่อาจนำไปสู่การแท้งบุตรได้

6. ไส้ติ่งอักเสบขณะตั้งครรภ์ มักพบในหญิงตั้งครรภ์ช่วง 6 เดือนแรก โดยจะสังเกตว่ามีอาการปวดท้องด้านล่างฝั่งขวา มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แน่นท้อง และมีไข้ ให้รีบเข้าพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากเป็นอาการของไส้ติ่งแตก อาจทำให้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนด หรือแท้งบุตรได้

7. มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ร่วมกับเป็นตะคริว เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ทันที

8. มีอาการตัวบวมกระทันหัน โดยเฉพาะที่แขนและขา ร่วมกับอาการปวดหัว คือ สัญญาณของอาการครรภ์เป็นพิษ หรือความดันโลหิตสูง 

9. มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบ จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ สัญญาณเหล่านี้อาจเป็นอาการของครรภ์เป็นพิษ 

10. มีอาการคันรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการคันมากผิดปกติ โดยเฉพาะที่มือและเท้า ในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อาจเป็นอาการแทรกซ้อนเกี่ยวข้องกับตับ เป็นสาเหตุให้คลอดก่อนกำหนดได้ 

11. เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด หากเกิดในช่วงไตรมาสที่ 3 จะมีอาการเจ็บท้องสม่ำเสมอ ปวดรุนแรง มีความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการร่วมกับการเปิดของปากมดลูก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่ครบ หรือยังไม่ครบกำหนด ก็ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

12. มีน้ำเดิน หรือน้ำคร่ำแตก คือ มีน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากช่องคลอดมากผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการถุงน้ำคร่ำรั่ว เสี่ยงต่อการติดเชื้อของทารกในครรภ์  

 

หากคุณแม่สังเกตพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติเหล่านี้ ไม่ควรชะล่าใจ และไม่แนะนำให้หาซื้อยากินเอง ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อตรวจเช็คอาการ และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที


 


บทความอื่นที่น่าสนใจ 

สัญญาณอาการใกล้คลอด  

ผ่าคลอด VS คลอดธรรมชาติ แบบไหนดี 

มาจัดกระเป๋าเตรียมคลอดกันเถอะ